วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

กินข่าวเยอะ..ฝันไปหรือเปล่า


สถานะการณ์เมืองไทยตอนนี้..นอกจากน้ำท่วมกระหน่ำให้ทุกข์แล้ว..มันเริ่มจะวนเวียนเข้าใกล้การเผชิญหน้าอย่างจริงจังระหว่างกลุ่มประชาชนที่มีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับ กลุ่มเสื้อแดงที่โง่งมโดนมนต์ดำของระบอบทักษิณอย่างโงหัวไม่ขึ้น... ที่ใช้คำว่าจริงจังเพราะการเผชิญหน้าที่ผ่านมามันเป็นแค่ประเด็นขับไล่รัฐบาล แต่วันนี้มันเป็นการวัดใจคนไทยทั้งชาติ... สถานะการณ์นี้มันน่ากลัวที่สุดเพราะเป็นการต่อสู้ระหว่างคนสติดีกับคนบ้า+โง่.. ที่สำคัญคือไอ้พวกคนบ้า+โง่ที่ว่า..มันไม่มีทางรักษาให้หาย มันไม่เหลือจิตสำนึกดีและฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง  โดนมนต์พ่อมดทักษิณจนบ้า กำเริบเสิบสาน สามารถทำความรุนแรง สร้างความฉิบหายให้ประเทศได้โดยไม่ต้องคิด..  สั่งปุ๊บ มันมาปั๊บ.. เชื่องเหมือนสัตว์ที่ถูกฝึกมาอย่างดี มันยิ่งกว่ากองทหารปีศาจ...ฆ่าไม่ตาย จะใช้วิธีของผู้เจริญทางปัญญาประนีประนอม สมานฉันท์ เจรจา สันติวิธีมันก็ไม่เข้าใจ..จะเอาพ่อมันกลับบ้านอย่างเดียว ธงนี้ปักอยู่บนหัวกบาลมันแน่นดึงไม่ออก  คราวนี้ที่แย่ คือ เมืองไทยนี่แหละ.. ไม่รู้ใครเป็นเครื่องมือของใคร.. เข้าล็อกอะไรของใคร เผชิญหน้ากัน เกิดความรุนแรง ทหาร(เป็นพวกกลุ่มไหนไม่รู้)ปฎิวัติ แล้วยังไง จะเป็นมวยล้มต้มคนดูอีกหรือ ซ้ำซากแบบนี้ไม่จบไม่สิ้น ซวยกันทั้งหมดประเทศหรือไง 
ขอบอกว่านาทีนี้คิดอะไรไม่ออก..นอกจากมนต์วิเศษของแฮรี พอตเตอร์.. มันเป็นทางออกของประเทศไทยที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง ไม่อยากเห็นการปะทะ ไม่อยากเห็นความสูญเสีย ไม่ว่าจะฝ่ายคนดีหรือคนบ้า+โง่.. เอาแบบนี้..ไหนๆฟุ้งซ่านหนักแล้ว ขอเสนอมนต์ที่เลือกสรรมาเลยก็แล้วกัน..
Furnunculus อันนี้..สำหรับทักษิณ ยิ่งลักษณ์ คณะรัฐมนตรีเพื่อควายและแกนนำนรก คาถานี้จะทำให้ผู้ที่โดนมีฝีหนองขนาดใหญ่น่าเกลียดปูดออกมา มันจะได้วุ่นกับการรักษาตัวเอง ไม่มีเวลามาคิดอะไรชั่วๆ   ไม่มีเวลามาล้างทุกคดีเหมือนที่กำลังทำอยู่ ต่อด้วย Crucio คาถากรีดแทงถือเป็นหนึ่งในคำสาปโทษผิดสถานเดียว เหมาะสมมากเพราะเกิดมาพวกนี้ไม่เคยทำสิ่งถูกเลย จึงต้องโดนแบบผิดสถานเดียว.. เมื่อโดนจะทำให้เจ็บปวดเหมือนมีอะไรมากรีดแทง อันนี้ใช้เมื่อมันยังไม่เข็ดหลาบคิดจาบจ้วงในหลวงของเรา  และมันจะได้เจ็บจนไม่สามารถออกอาวุธชั่วๆเครื่องมือเลวๆของมันมาทรมานใจคนไทย  ถ้ายังไม่เข็ด..คราวนี้ต้องเจอ Avada Kedavra คำสาปพิฆาตทำให้ตายในทันทีด้วยแสงสีเขียว.... (หุ หุ)
Obliviate เป็นคาถาลบความจำ..อันนี้สำหรับประชาชนไทยรากหญ้าผู้ไม่รู้อิโน่อิเหน่ ที่เลือกอันนี้เพราะว่ากลุ่มทาสไพร่แดงที่งมงาย  หลงประโยชน์เพียงชั่วครั้งชั่วคราว  อยากเป็นไพร่เสียจริง ทั้งที่ไพร่หลวง ไพร่สม ไพร่ส่วยได้เลิกไปแล้วตั้งแต่สมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5  และกลุ่มนี้ถูกมอมเมาด้วยความหยาบคาย ความดิบเถื่อนจากเวทีปราศรัยของแกนนำเสื้อแดง วิทยุแดง โทรทัศน์แดง เวบแดง (และทุกอย่างที่แดงๆ ไม่รู้จะแดงไปหาหอกอะไร)  ต้องลบความจำออกให้หมดสิ้นเพราะเนื้อหาที่รับไปเป็นความเท็จมากกว่า 90%  ทำให้ติดเชื้อชั่ว... คนชนบทบ้านเราเมื่อก่อนที่ปกติไม่นิยมพูดโกหก พูดเท็จ ก็ดันพยายามพัฒนาตัวเองเป็นนักโกหก พูดเท็จหน้าตาเฉยสนิทใจโดยสมบูรณ์..แบบทักษิณ  ซึ่งยังไม่มีแนวโน้มเลยว่าจะเลิกเท็จ เลิกเกลียดชัง เลิกบ้าคลั่ง เลิกรุนแรง.. มันเป็นเพราะรถไฟขบวนนรกนี้ไม่ใช่ขบวนความรู้ ไม่ใช่ขบวนเรียนรู้ แต่เป็นขบวนความเชื่อและศรัทธาอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น.... สัตว์ เอ้ย..ขออภัย.. สิ่งที่ศรัทธาในตัวบุคคลคือพ่อมดทักษิณทรราชแผ่นดิน และยังศรัทธาเพียงแค่วัตถุ เงินทอง ความร่ำรวยโดยไม่เลือกวิธี  เมื่อไม่มีความรู้ ไม่ยอมเรียนรู้ความจริงความถูกต้อง จึงไม่สามารถพัฒนาให้เป็นคนมีเหตุผลได้ ไม่อาจสนทนาด้วยสติ ข้อมูลความรู้และปัญญาได้ จึงแปลงร่างกลายเป็นขบวนรถไฟแดงรวมกลุ่มคนบ้า+โง่ที่พร้อมพุ่งชนด้วยความเชื่อ(เลวๆ)เข้มข้น ศรัทธา(กลวงๆ)เข้มข้น อารมณ์แรงและโมโหร้าย เพราะไม่อาจใช้ข้อมูลและเหตุผลในการโต้แย้งได้.....ดังนั้นต้องลบความจำชั่วๆไปก่อน... Obliviate เพี้ยง! 
ถ้ายังไม่ได้ผล..มีหลุดรอดมาออกเดินขบวนแสดงพลังโง่ๆแรงๆต่อต้านกลุ่มประชาชนที่มีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน.. ต้องให้มันเต้นเสียให้เข็ดด้วย Tarantallegra เพราะถ้าโดนจะมีอาการเต้นอย่างบ้าคลั่งไม่หยุดโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้..​ เมื่อพอสมควรแก่เวลา.. เราไม่อยากรังแกสัตว์นานก็ค่อยใช้ Stupefy คาถาสะกดนิ่ง เมื่อเสกจะเกิดลำแสงสีแดง(แบบที่มันชอบ)เพลิงพุ่งออกมาจากปลายไม้กายสิทธิ์ ทำให้ผู้ที่โดนคาถานี้สะกดนิ่งขยับไปไหนไม่ได้.. ขนมันไปปล่อยที่ชายแดนเขมรซะ.. ไม่ต้องอยู่ให้มันหนักแผ่นดิน
สำหรับกลุ่มที่เป็นกลาง.. ไม่รู้ไม่ชี้อยู่นั้น.. ขอเสกด้วย Ennervate คาถานี้ทำให้คนที่เคยนิ่งกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม ปกติแบบรู้ดีรู้ชั่ว นิ่งๆอยู่นั้น คนชั่วมันรุกมาได้หลายก้าว.. อย่านิ่ง ออกมาปกป้องความถูกต้องให้โลกได้เห็นกันหน่อย
สุดท้าย.. สำหรับบ้านเมือง Repado ทำให้เมืองไทยเรากลับคืนในสภาพดีเหมือนเดิม และ Scourgify ทำให้สะอาดหมดจดเสียที...เอ้า ตื่นพอดี..เฮ้อ..

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ขอคิดแบบโง่ๆ


ทำไมประเทศนี้มันมีกรรมมากขนาดนี้... อยู่กันดีๆ ธรรมดาๆไม่เป็นหรือยังไง... เอาแบบจะจะ ตรงตรง ชัดชัด.. ทำไม่ได้.. ต้องคิดมาก มีแผนห่า แผนเหวตลอดเวลา ไอ้คนผิดก็ไม่ถูกลงโทษ ไอ้ประชาชนคนธรรมดาก็เสือกมีฟอร์มเยอะ จะเข้าข้างใครต้องศึกษา จะศึกษาหาหอกอันใดก็ไม่ทราบ คนมันชั่วชัดชัด ประมาณว่าอย่าตกเป็นเครื่องมือ..ต้องคิดให้รอบ.. จะเอาสักกี่รอบฮะ.. ก็เพราะแบบนี้..ไม่เลือกจุดยืนให้ชัด..คนเลวมันถึงครองอำนาจ.. จะวิพากษ์อะไรตรงๆก็กลัวเสียภาพ จะเข้าข้างใครก็กลัวเสียประโยชน์ ประเทศคุณมันไม่มีอะไรเหลือแล้ว..ตั้งแต่มีทักษิณและไพร่ควายเข้ามาบริหารจัดการประเทศ.. ยังไม่เลือกอีก..ทำเงียบ ทำเงียบ.... เป่าสากมากๆไม่เบื่อหรือฮะพี่... 
คนเขาคัดค้านทักษิณ..ก็บอกว่าอย่าเป็นเครื่องมือ รู้จักไหม..จุดยืนน่ะ จุดยืน.. ทำคลุมเครือน่ารำคาญ  ทำไมกับไอ้การที่คนไทยแสดงออกถึงความจงรักภักดี หวงสมบัติแผ่นดิน ไม่สนับสนุนคนชั่วโกงกินนั้น..การแสดงออกแบบนี้มันจะทำให้ภาพลักษณ์พวกคุณเสียตรงไหน.. ช่วยบอกมาโง่ๆสักข้อสองข้อก็ได้ โดยเฉพาะข้าราชการไทย..เห็นมีไม่กี่คนที่แสดงออกอย่างชัดเจน.. นอกนั้นแบะ แบะ ชมนกชมไม้ไปตามเรื่อง.. ทำตัวเป็นกลาง เหมือนเป็นคนดี ไม่ว่าใคร ไม่ด่าใคร ขอบอกว่า อยากอ้วก.. อยากอ้วกใส่พวกคุณที่ทำไร้เดียงสาจนบ้านเมืองพัง เพราะพวกคุณไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน คุณไม่เข้าใจในเรื่องความถูกต้องเป็นธรรม ไม่เชิดชูสถาบันของชาติเมื่อมีโอกาส เพราะพวกคุณที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนไม่ยอมขับ ไม่ยอมเปิดปาก ไม่ยอมเริ่มสร้างความแข็งแกร่งทางความคิดให้คนไทย.. บ้านเมืองมันถึงเป็นแบบนี้.. 
เอาแค่ว่า...คนทำผิด ตำรวจต้องจับมาลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง.. ไอ้ทักษิณน่ะ อยู่ที่ไหนตำรวจไทยไม่รู้หรือ ไปเป็นประธานกฐินพระราชทานมันยังกล้าไปแทนนายกไทย.. ไม่มีปัญญาจะไปจับมัน จนมันได้ใจ คิดจะทำอะไรก็ได้ เปลี่ยนพรฏ.ขัดกับพรบ.ก็หน้าด้านทำ เพราะต่อให้ทำ ต่อให้ฟ้องก็ทำอะไรมันไม่ได้... อย่ามาบอกว่าเวรกรรมมีจริง แบบนี้วันหลังคนขับรถชนคนตายก็ไม่ต้องจับ เพราะเวรกรรมมีจริง เดี๋ยวก็รับกรรมเองอย่างนั้นหรือ...แบบนี้ก็ไม่ต้องมีตำรวจให้เปลืองข้าวแดงแกงร้อนภาษีประชาชน.. คนหมิ่น จาบจ้วงในหลวงก็ยังเห็นมันทำกันออกจะครึกโครม.. ก็ยังเฉย แบบนี้เรียกว่าปล่อยวาง เดี๋ยวมันก็รับกรรมไปเองหรือ...  หน้าที่ของข้าราชการน่ะ รู้จักไหม หน้าที่ หน้าที่..ถ้าจำไม่ได้ก็เอาแค่ หน้าที่คนไทยก็ได้.. หน้าที่คนไทย คือ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ป้องปกชาติของตัวเอง.. วันๆทำอะไรเนี่ย..เสียข้าวสุก ไปดูพี่กนกมั่งไป๊.. 
รู้ตัว มีสติบ้างไหมว่ายืน นั่ง นอน เดินอยู่บนแผ่นดินอะไร.. ทำอะไรไม่ได้ อย่างน้อยก็ขอให้แสดงออก.. การแสดงออกของคน มันทำให้ทุกคนที่อยู่รอบตัวเราได้รู้ว่าเราคิดอย่างไร.. มันเป็นฟันเฟืองสำคัญตัวหนึ่งที่ทำให้กลุ่มที่อยู่ใกล้ๆเราไม่หลงผิด ถ้าพวกคุณไม่แสดงออก.. มัวอมภาพลักษณ์ใสใส..กลวงๆอยู่.. มันไม่มีทางทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรได้.. บ้านเมืองก็จมปลักควายอยู่แบบนี้.. ยิ่งเป็นกลุ่มครูบาอาจารย์ กลุ่มข้าราชการ กลุ่มนักธุรกิจ กลุ่มสื่อสารมวลชน กลุ่มบ้าบออะไรก็ตามที่ต้องเจอกับคนมากๆอยู่ทุกวัน.. ถ้าไม่แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในทางที่ถูกต้อง ก็ถือว่ามีปากเอาไว้อมสากแต่อย่างเดียว.. ระวังคนรอบข้างจะเอาอย่าง..เดี๋ยวได้อมกันทั่วประเทศนะฮะ.. 
มีเพื่อนเขียนมาบอกว่า...เรากำลังอยู่ในเกมที่เขา (เขาน่ะมันใคร..) กำหนดตาเดินอยู่นะ แผนหนึ่ง ยั่วยุให้คนออกมาคัดค้านเยอะๆ แผนสอง จัดตั้งคนของเขา (ก็ไอ่เขาน่ะมันใคร..ควายหรือคน) เข้าไปอยู่ในกลุ่มผู้คัดค้านและทำให้เกิดความรุนแรงเหมือนที่เคยทำ แผนสาม ทำแบบอภิสิทธิ์ล้อมปราบและแน่นอน ต้องมีคนตาย แผนสี่ เหตุการณ์ลุกลามคุมไม่อยู่ ทหารฝ่ายของเขา (เขาอีกละ..) จะออกมาปฏิวัตื เรียกว่า ปฏิวัติตัวเอง และอ้างการการปรองดอง กลับไปเริ่มกันใหม่เหมือนก่อน 19 กันยายน 2549 วิธีเดียวที่จะได้อำนาจรัฐแบบเบ็ดเสร็จ และลบล้างความผิดทั้งหมดได้ คือ คำสั่งของคณะปฏิวัตินั่นเอง.. ยังมีย้ำจากอีกคนว่า..การกระทำที่ดูเหมือนจะคิดสั้นและโง่เขลาของบางคณะ (สงสัยจะเป็นคณะพี่เหลิมจัญไร ณ ทักษิน) แท้จริงคือส่วนหนึ่งของแผนการที่ฉลาดแยบยล เพื่อดึงอีกคณะหนึ่งที่ดูผิวเผินเหมือนคิดสั้นและโง่เขลา (สงสัยว่าจะเป็นพวกที่ออกมาคัดค้าน..รวมเราด้วย)  ออกมาเล่นบทบาทตามแผนที่ทั้งสองฝ่ายร่วมวางกันไว้อย่างแยบยล เพื่อลากฉุดเงื่อนไขอื่นให้เกิดขึ้น เพื่อผลพวงของผู้หาประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง กลุ่มคนผู้ที่เลือดเย็นสุดๆที่ใช้ประชาชน เป็นเพียงตัวเบี้ย.....
โอ้โห..ปวดกะบาลเลยฮะ.. ประเทศอะไรกันนี่.. พระเจ้าช่วยห่าลง แผนเยอะจนคนโง่อย่างเราตามไม่ทันแล้ว..  เนี่ย ถึงได้ถามว่าอยู่กันดีๆไม่เป็นแล้วหรือไง.. โอ้ย จะคิด จะทำอะไรก็ลำบากนะพี่น้อง.. คัดค้านก็ไม่ดี ด่าก็ไม่ได้ เอาไงเนี่ย....คนอย่างอาจารย์ชูของป้าจิ๋มและอาจารย์ชาติชายทูนหัวของอิฉันก็มีน้อยเหลือเกิน... ถ้าอย่างนั้นก็ให้ปีศาจมันกลับมาเถอะ ไม่ต้องให้มันไปเช่าที่ไหนทำประเทศใหม่ เอาประเทศนี้แหละ..ประเคนให้มันไป.. อมพะนำกันดีนัก..

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ยิ่งกว่าน้ำท่วม..คือ การอ่อนด้อยด้านจริยธรรมของคน


เจอน้ำท่วมว่าอ่วมใจแล้ว..เจอผลวิจัยของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรมเข้าไป..เหนื่อยใจกว่า.. บ้านเมืองเสียหาย ยังหาเงินยังฟื้นฟูได้.. คนในประเทศเสียศูนย์ อันนี้หนักหนา.. 

ประชาชนถูกทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ชีวิตมากกว่าวันละ 20 คน 
มีการทำร้ายชีวิตจากการจี้ ปล้น หรือฆ่าตัวตาย เฉลี่ย 3 คนทุก 2 ชั่วโมง 
ผู้หญิงร้อยละ 23 ยังคงถูกทำร้ายจากสามี หรือคู่ครอง
เยาวชนยังคิดที่จะใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา 
เยาวชนร้อยละ 83 เห็นว่า การซื่อสัตย์เกินไปไม่เป็นสิ่งดี เพราะจะถูกเอาเปรียบ และ
เยาวชนร้อยละ 51 เห็นว่า การโกงบ้างก็ไม่เป็นไร หากทำประโยชน์
ผู้ชายถึงร้อยละ 41 เคยนอกใจคู่ครอง 
วัยรุ่นถึงร้อยละ 22.2 ใช้เวลาสานสัมพันธ์ไม่เกิน 1 วัน ก่อนตกลงมีเพศสัมพันธ์ 
เยาวชนใน กทม.ร้อยละ 29.4 มีคู่นอนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป 
เด็กมัธยมร้อยละ 38 เป็นผู้ดื่มเหล้า 
มีประชาชนเล่นหวยใต้ดินถึง 400,000 ล้านบาทต่อปี
เห็นแล้วกลุ้ม..ยังมีจากโครงการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย เครือข่ายการวิจัย สำนักงานวิจัยระบบสาธารณสุขอีกว่า...
เด็กอายุ 1-5 ปี มีปัญหาเรื่องการทำตัวไม่อยู่ในกติกาและไม่อยู่ในวินัย 
วัย 6-9 ปี ไม่มีการควบคุมอารมณ์ สมาธิ และไร้เมตตา
เด็กวัย 10-14 ปี ขาดการวิเคราะห์ และหาก มีโอกาสโกงก็พร้อมจะโกงได้ และเด็กยอมรับว่า ยอมรับได้กับการไม่เคารพกติกา เช่น เล่นขี้โกงเมื่อมีโอกาส และ ลอกข้อสอบถ้าจำเป็น

ประเทศนี้ไปไม่เป็นเลย.. และจากคนไทยมอนิเตอร์ เสียงนี้มีพลัง เป็นเสียงสะท้อนจากคนไทย ซึ่งเห็นแล้วไม่แปลกใจว่าทำไมพรรคเชื้อชั่วไม่เคยตายจึงได้ครองเมืองพร้อมนารีขี่ม้าน้ำ 

เศรษฐกิจดีขึ้น/ประชาชนมีรายได้มากขึ้น 68% 
คนไทยมีความสามัคคกัน/ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก 35% 
ค่าครองชีพต่ำลง/สินค้าราคาถูกลง 31% 
ประชาชนมีความกินดอียู่ดีมากขึ้น 28% 
บ้านเมืองสงบ/ไม่มีการก่อการร้าย 23% 
มีการจ้างงานมากขึ้น/ประชาชนมีอาชีพที่มั่นคง 22% 
การเมืองมีเสถียรภาพ/มั่นคงมากขึ้น 13% 
ไม่มีการคอรัปชั่น/รัฐบาลตั้งใจทางานอย่างซื่อสัตย์เพื่อประเทศชาติ 13% 
มีการพัฒนาสาธารณูปโภค/สิ่งอานวยความสะดวกมากขึ้น เช่น น้า ไฟ ถนนห้างสรรพสินค้า 10%
คนไทยมีน้ำใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 9% 
มีการพัฒนาด้านการศึกษาให้แก่ประชาชนอยา่งเท่าเทียม 8% 
มีความปลอดภัยในชวีติและทรพัย์สิน/ปลอดจากยาเสพติดและอาชญากรรม 8% 
คนไทยยึดถือศีลธรรม/จริยธรรม 7% 
มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยี/การติดต่อสื่อสาร  6% 
คนไทยดำเนินชีวิตด้วยความพอเพียง 6% 
มีธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ 5% 
ปราศจากภัยพิบัติและภยัธรรมชาติต่างๆ  5% 
อื่นๆ 1%

วิกฤติต่างๆที่เกิดขึ้น..ล้วนมาจากน้ำมือคน ซึ่งเป็นวิกฤติทางจริยธรรม สถิติเหล่านี้..เขาวิจัยมามันคงจริงบ้างไม่มากก็น้อย.. แต่ที่เห็นอยู่..รู้สึกอยู่.. ปัญหาที่ประเทศชาติประสบอยู่..มันจริงมากกว่าไม่จริง.. การสั่งสอนอย่างไร ไม่ดีเท่า lead by example แล้วตอนนี้เด็กไทย คนไทย เห็นอะไรอยู่.. เห็นว่าเงินซื้อได้ทุกสิ่งทุกคน การเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทยไม่ต้องสะสมความดีความมีเกียรติความรู้หรือประสบการณ์  เงินซื้อตำแหน่งได้ เห็นคนโกงได้ดี คนดีไม่เกิด เห็นความรุนแรงเป็นการแก้ปัญหา ทำให้ได้มาซึ่งอำนาจเบ็ดเสร็จ เห็นการกล่าวเท็จ ไม่รักษาคำพูด (อันนี้ยังไม่นับการพูดผิดๆถูกๆแบบพฤศจิกาคม หรือ หญ้าแพกนะ) คนจึงเน้นแต่เศรษฐกิจ การอยู่รอดของตัวเอง เน้นเงิน.. ไม่รู้สึกรู้สากับเรื่องส่วนรวม เรื่องค่านิยมที่ดี ความเป็นธรรม หรือ ความถูกต้องที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างชาติ.. ขอยกบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งตรงกับขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวไว้ว่า     “ เมืองใด...ไร้ธรรม...อำไพ...เมืองนั้น...บรรลัย...แน่นอน ” ก็กำลังจะบรรลัยกันอยู่นี่แหละ.. เพราะบ้านเมืองมีแต่คนชั่ว คนพาลเป็นใหญ่.. พวกนี้ชอบคิดชั่วต่ำเป็นปกติวิสัย คิดละโมบอยากได้ในทางทุจริต คิดเห็นผิดเป็นชอบ (ทักษิณและพรรคไพร่) ชอบพูดชั่วต่ำเป็นปกติวิสัย พูดปด พูดป้ายสี  พูดเพ้อเจ้อ (ดูได้จากทีวีสีแดงและอ่านได้จากหนังสือพิมพ์แดงๆ) ชอบทำชั่วต่ำเป็นปกติวิสัย เช่น เอาทรัพย์ผู้อื่นหรือภาษีมาเป็นของตน เอาของบริจาคติดชื่อตัว เป็นต้น 

ที่พวกชั่วทำได้แบบนี้เพราะความอ่อนด้อยด้านจริยธรรมของคนไทย ซึ่งไม่มีรัฐบาลไหนให้ความสำคัญขนาดยกให้เป็นวาระแห่งชาติ..สงสัยจะอาย จะอายทำไมมันเป็นความจริง.. ความบกพร่องและความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมหรือจริยธรรมของคนก็เห็นกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านอย่างเร็ว ซึ่งตามฝรั่งตะวันตกที่เน้นการสร้างสรรค์ทางวัตถุและการแสวงหาความสุขสบายให้แก่ชีวิตด้วยการพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องอำนวยความสะดวกและรูปแบบของความบันเทิงในหลากหลายลักษณะ รวมถึงอิทธิพลของการติดต่อสื่อสารและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ไม่ได้ช่วยกล่อมเกลาใจคนให้คิดดี คิดถูก เอาด่วน เอาแดกเข้าว่า...จิตใจของผู้คนจึงยึดเอาประโยชน์ของตนเป็นหลักไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากเดือดร้อนของผู้อื่น อันนี้จะเป็นเพิ่มพูนปัญหาให้แก่ชาติไทยมากขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต  

ช่วยกันกลับมา "พอเพียง" ได้หรือยัง... น้ำจะได้เลิกท่วมซะที

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ชีวิตมันยาก..นอกจาก...


ทุกวันนี้เราอยู่ในสังคมที่มุ่งด่วน..อะไร อะไรก็ต้องด่วน ความสุขต้องทันที ต้องได้รับการยอมรับทันที... สิ่งมีค่าจริงๆของคนไม่ได้ได้มาเร็วและง่าย 
มันเป็นเรื่องของ อยากเป็น อยากทำ อยากได้ ส่วนใหญ่จะอยู่กันที่ อยากได้ ไม่อยากเป็น ไม่อยากทำแต่อยากได้ และหนักยิ่งกว่า คือ ไม่สนว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ที่อาจต้องจ่ายแพงกว่า อาจต้องจ่ายด้วยอิสรภาพ อาจต้องจ่ายด้วยชีวิต...
คนเราเป็นเราทุกวันนี้ด้วย.. what do you think ความสำเร็จ ความทุกข์เป็นภายนอกที่เป็นผลมาจากความคิดภายใน เราเห็นคนอื่นมีเหมือนมันจะได้มาง่ายๆ เหมือนเป็นความสำเร็จชั่วข้ามคืน แต่เราไม่ได้ดูกระบวนการเป็น กระบวนการทำที่มันมาจากความอุตสาหะพยายาม เช่น พวกดารานักร้อง เราเห็นทำแป๊บเดียวได้ตังค์ ร่ำรวยแล้ว แต่เรามักจะไม่เห็นเบื้องหลังการฝึกซ้อม เราไม่รู้ว่าแต่ละคนได้เสียอะไรไปมากเท่าไหร่กว่าจะได้มา
คงต้องมองกันที่กระบวนการทำ.. ในสิ่งที่ถูก.. มากกว่าจะจดจ่ออยู่ที่  "การได้"    ถ้ามุ่งการได้..นั่นแหละ ชีวิตมันยากขึ้นมาทันที  การดูความสำเร็จของคนอื่นมันก็ดีอยู่.. แต่มันคงต้องมองให้ทะลุไปถึงสิ่งที่ทำ..มองเรื่องราวทั้งหมด เราจะเห็นว่าความสำเร็จของชีวิตเป็นการวิ่งมาราธอน.. ไม่ใช่ 4x100 แน่ๆ


ชีวิตมันยาก..นอกจากจะมองให้ครบ แล้วเป็น แล้วทำ..ตามที่ตัวพิจารณาว่าดี.. จึงจะได้..
ถ้าไม่ได้.. ขอแนะนำ

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อะไรสำคัญในชีวิต



จากรูปบัตรเชิญไปชมงานแสดงภาพของน้อย..ธรรมนิติ์ ทำให้ได้คิดมากขึ้นเหมือนกัน... 

ขอขอบคุณฮ่ะ คุณเพื่อน


อะไรสำคัญในชีวิต? 
นั่นซิ..อะไรสำคัญ
ที่สำคัญคือ “ความคาดหวังของเรา” นี่แหละ..และมันเหนื่อย ไม่หมดซักที
คนพยายามหาความสมดุลระหว่างความเป็นจริงกับความคาดหวังมาตลอดชีวิต แต่ก็มีช่องว่างมาตลอดเหมือนกัน มีคนบอกว่ามันเป็นเรื่องของวิธีการที่แต่ละคนใช้เกี่ยวกับเวลาและเงิน หรือ ถ้าจะง่ายไปกว่านั้นคือ การที่คนเราใช้ชีวิตอย่างไรกับเวลา ครอบครัว งานและเงิน คงต้องยอมรับว่า ความสมดุลไม่ได้แปลว่าเท่าๆกัน (เหมือนรูปของน้อยนะ ดอกแต่ละดอก ความใกล้ ไกล สี มุมมอง ชนิดของดอกไม้ ใบไม้.. หลากหลาย สวยงาม สมดุลได้ ไม่ต้องเหมือน ไม่ต้องเท่า อยู่ที่จัดวาง) และยอมรับอีกว่างานกับครอบครัวเป็นศัตรูกันตามธรรมชาติ และชีวิตในอุดมคติคือชีวิตที่การปราศจากความกังวล    จะให้ดี..มีหลายอย่างที่ทำได้... 
อย่างแรก...ลองทบทวนดูค่านิยม หาหลักการให้ตัวเอง คิด..through my senses.. คิดไม่ออกก็ลองอ่านหนังสือที่เป็นปรัชญาและภูมิปัญญาต่างๆบ้างก็ดี   ตั้งเป้าหมายตัวเองจริงๆสักที ดูว่าชาตินี้จะเป็นอะไรได้ดีบ้าง เพื่อสามารถกลั่นกรอง เรียงลำดับค่านิยม หลักการ ความสำคัญในชีวิตที่เหมาะเจาะกับเรา  อันนี้ทดลองแล้ว..รู้สึกสบายขึ้น เห็นตัวตนชัดขึ้นว่า ไม่ต้องขอข้าวใครกิน วันๆอยู่ได้ไม่ต้องมาก.. คือ กิน อยู่ ใช้ ตามอัตภาพ ตามหาได้ ดิ้นรนไปเหนื่อยเปล่า อยู่มันไป หายใจดีๆ มีอิสระ อยากคิดอยากทำอะไรก็คิด ก็ทำ  ค่อยๆปลดบ่วงความคาดหวังของคนอื่นออกไป  คิดถูก คิดดี บางทีมีโมหะ โทสะ นำบ้างก็..แค่รู้  ไม่ฝืนแก้ .. มันจะน้อยลงไปเอง ไม่คาดหวัง(มาก).. เรื่องของมัน 
อีกอย่าง คือ...นั่ง หรือจะยืน นอน ก็ได้ ลองประเมินประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา.. through my senses (อีก) เคยคาดหวังอะไร ได้กะเขาบ้างหรือไม่ (ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง..) เรียนรู้สักนิดกับการใช้ชีวิตของตัวเอง ถ้าไม่ค่อยโสภานัก ให้คิดเสียว่าเป็นประสบการณ์ที่ให้เราเรียนรู้ได้มากกว่า ใช้เวลาในการใคร่ครวญและหาทางสว่างในการแก้ไข  แบบนี้ก็ลองทำแล้วเหมือนกัน.. เห็นอะไรเยอะ อย่างน้อยก็เห็นว่าตัวเอง.. ก็แค่เนี้ย ไม่ได้มีอะไรดีพิเศษกว่าคนอื่น (เป็นดอกหนึ่งในรูปที่รอวันเฉา) บางทีออกโง่หน่อยๆด้วย (บ่อยๆ อีกต่างหาก)  สติก็ไม่ค่อยดี สตางค์ก็ไม่ค่อยมี ผิดศีลห้ามาเป็นนาน ฟาดฟันคนอื่นมาก็มาก..ไม่รู้เพื่ออะไร ไร้ปัญญาจริงจริง.. ตอนนี้เลยต้องบอกตัวเองว่า..หนิง หนิงไว้..นับสักสาม ก่อนทำ.. ทำอะไรต้องถูก..ชีวิตเหลือน้อย.. แผ่เมตตาเข้าไว้..เป็นแรงบันดาลใจใช้ชีวิตที่เหลือ... ให้มันสวยๆในใจตัวเอง
เรื่อง “งาน” ก็สำคัญ...ไม่ทำ จะไม่มีกิน (สำคัญ คือ..ไม่ได้เที่ยว)  คนเรามองงานตัวเองแตกต่างหลากหลาย บ้างก็คิดว่าน่าเบื่อสุดๆ บ้างก็ว่านรกชัดๆ บ้างก็ว่าเป็นที่มาของชื่อเสียงเงินทองล้วนๆ  ทั้งนี้ทั้งนั้นมันสะท้อนถึง “บ่วงส่วนตัว” ของเราอย่างในกรอบเล็กๆในรูปนั่นแหละ มันไม่หลุด  ที่บอกได้อีกอย่าง (สำคัญเลย) ว่าการมองงานของเราที่แตกต่างกัน จะเกี่ยวพันหรือนำไปสู่การทำงานที่แตกต่างกันแน่ๆ (งานสวยเนี๊ยบแบบนี้ มีไม่กี่คนที่ทำได้นะ..) และที่สุดๆคือมันเป็นการบอกว่าเราได้อะไรบ้างจากการดำรงชีวิตของเราที่ผ่านมา คงต้องนำมุมมองในการทำงาน นำเรื่องที่พบเจอในการทำงานและนำใช้ผลลัพธ์ที่ได้จากเครื่องปรับทิศทางอันนี้ มาผสมผสานกันเพื่อจะได้เลือก ได้ตัดสินใจให้มันถูกต้อง เลือกเส้นทางของตัวเองได้  ถ้าคิดไม่ออกจริงๆลองถามตัวเองก็ได้ว่า..มีอะไรบ้างที่ทำแล้วเป็นประโยชน์มากที่สุด อยากปรับเรื่องอะไรมากที่สุด  เลือกมาสัก 1 อย่างที่คิดว่าควรทำต่อไป   มีอะไรบ้างที่เราควรหยุดทำได้แล้ว หรือ ต้องเริ่มต้นทำ    ไม่ได้ยากเย็นขนาดนั้น คิดว่าอยู่ในวิสัยที่ทำได้แน่ ยกเว้นแต่ว่ากลัวผลจากคำตอบว่าอาจทำให้ทำใจลำบาก (อันนี้ร้องเป็นเพลงก็ได้ อารมณ์จะดีขึ้น)  สำหรับตัวเอง..เรื่องที่เป็นประโยชน์นั้น..พอมีอยู่.. ก็สอนคนมาทั้งชีวิต ทั้งในห้องเรียน นอกห้องเรียน ที่ทำงาน ที่บ้าน.. มันต้องมีอยู่บ้าง.. เป็นความถนัดอย่างยิ่ง..อย่างเดียวที่ทำได้ (ลองทำอย่างอื่นมาแล้ว นอกจากไม่เป็นประโยชน์ ยังเจ๊งอีกต่างหาก)  ดังนั้น..ตะบันสอนต่อไป เป็นความสุขใจอย่างยิ่ง ไอ้ที่ควรจะปรับ คือ การใช้เวลาให้คุ้มค่ามากขึ้นในการทำงาน.. หยุดหาข้ออ้างความขี้เกียจ หยุดหาข้ออ้างสวยๆดูดีเสียที..เพราะงานดีๆงานสวยๆของน้อยที่มีให้ชื่นชม ก็จากการไม่มีข้ออ้างมากำหนดให้มันอยู่กับตัวเองเท่านั้น มันได้ฉายออกมาให้คนรับรู้นะ..เป็นประโยชน์
คราวนี้เรื่องเวลา...เพราะว่า “เวลา” เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตด้วย โดยเฉพาะเมื่อเวลาส่งผลต่อความสุขและการจัดความสมดุลของชีวิตเรา ขอปรบมือให้กับการจัดการเวลาแสดงงานของน้อย..ที่มีไม่มาก แต่ดูเหมือนจะเรียบร้อยไปหลายขุมแล้ว ก่อนวันจริง.. ในขณะที่สำหรับเรา ...เวลาทำให้ร้อนรน สับสน (เป็นบ่อยขึ้น..ไม่อยากโทษสังขาร) ..ซึ่งอยู่ที่ความคาดหวังของเรานั่นแหละ  ดังนั้น..จะเริ่มทำ check list ชีวิตก่อนตาย  แล้วจะลองดูว่าเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆหรือไม่? และจะมีความสุขมากขึ้นไหมถ้าตัดอะไรในนั้นออกไปเสียบ้าง? บางทีความต้องการที่มากมายของเรา มันทำให้เราต้องสูญเสียความมั่นใจหรือความสามารถในการทำสิ่งต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพลงได้เหมือนกัน อันที่จริงเวลาเป็นแค่เรื่อง “ด่วนและไม่ด่วน” กับ “สำคัญหรือไม่สำคัญ” มันอยู่ที่เราจะเห็นว่าอะไรเป็นอะไรและอะไรสำคัญในชีวิต  ได้ครุ่นคิดชีวิตใครชีวิตมันอีกสักครั้ง ก็ดีเหมือนกัน... เรื่องเงิน..ไม่อยากพูด..เหนื่อย รู้แต่ว่าไอ้สมการที่ว่าเงินบวกสิ่งของเท่ากับความสำเร็จและความสุขนั้น..ไม่มีวันเป็นจริงได้ through my senses!

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

คุณครูขา..ฟ้ามันมืด


คุณครูไทยจงใจกล้า สอนลูกศิษย์ให้สำนึก
ความรู้ได้แค่คึก ที่ลึกๆคือดีงาม
สอนให้แค่วิชา ไม่พอยาจิตวิญญาณ
ชาติเราจะยากนาน ถ้าไม่ขานรับคนดี

ทุกวันได้แต่เฉา ประเทศเศร้ารอวันดับ
คนดีถูกถมทับด้วยคนถ่อยด้อยปัญญา
จะยอมให้เขาครอง บ้านเมืองหมองหมดหรือไร
คุณครูอย่าจำใจ สอนวัยใสไปวันวัน

เด็กไทยควรตระหนัก มีใจภักดิ์รักในหลวง
อย่าให้ไหลตามลวง ล่วงละเมิดเกิดพิษใจ
แผ่นดินที่ย่ำอยู่ ต้องให้รู้ใครสู้มา
มีสุขทุกเพลา ให้รู้ว่าเพราะพระบารมี

ให้เด็กรู้ดีชั่ว ไม่หลงมั่วเงินหมื่นห้า
พอเพียงคือคาถา ป้องกันตัวไม่มัวเมา
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ครูต้องจัดอัดให้อยู่
ให้ลูกศิษย์ได้รับรู้  รากเหง้าเราคือสถาบัน

ไม่ใช่เรื่องชนชั้น ที่คนคั้นความเสมอภาค
ถามคำเดียว ใครลำบากกับฐานรากของคนไทย
อย่าปล่อยคนเหิมเกริม ทำบ้านเดิมเราเสียหาย
ชาติเราจะทะลาย วานคุณครูทั้งหลายช่วยคลายปม...

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

เพื่อนกัน..วันยังค่ำ..



ธรรมดาของโลกความเป็นเพื่อน..คบกันไป มีผูกพันมากขึ้น หรือ จืดจางลง
ผูกนั้น..ไม่น่าเป็นปัญหา..แต่จางนั้น..มันต้องคิดสักหน่อย ทางจะไปมันอีกยาว...
อาการและสาเหตุมันจะปนๆกันไปเป็นแบบนี้ฮ่ะ.. 
  • ไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย เช่น ชวนไปไหน..ไม่ไป เคยไปกินข้าว อ๋อ..ลดอาหาร ไม่กิน มันเป็นเรื่องของข้ออ้างล้วนๆ..แต่แท้จริง คือ กูเซ็ง ไม่อยากยุ่งกะมึง บอกตรงๆมึงก็รับไม่ได้..เอ้า เอาเป็นว่า ไปไหน กินอะไรไม่ต้องนับ.. 
  • ออกแนวเบื่อแต่ดูดี เช่น  ปลีกวิเวก ไปมันเดี่ยวๆ หาธุระให้มันเยอะเข้าไว้.. ไม่มีคนเฝ้าบ้าน ต้องส่งลูกหลานไปนู่นนี่ เพื่อนที่ทำงานชวนปาร์ตี้หมูกะทะ สรุป คือ กูเบื่อ กูไปดีกว่า อธิบายไปก็เท่านั้น ไม่มีใครเข้าใจกูเลย...
  • บาทนึงไม่กระเด็น แต่เอาเต็มที่ เช่น ไม่พกเงินฮ่ะ เก็บงำสุดสุด จ่ายบัตรสะสมแต้ม จะให้ออกเงินก่อน..ฝันไปเถอะ  เก็บเม้มมันหมดทุกอย่าง.. ประมาณมึงไม่รักกูจริง เรื่องอะไรกูต้องยอมเสีย..
  • อาการสามก๊ก..หรือ เรียกได้ว่าการสัมมนากลุ่มย่อย เช่น อยู่กันหลายคน แทบไม่ได้พูดกับบางคนเลยจนกลับบ้านไป.. มึงเห็นกูไม่สำคัญ.. กูก็ไม่เห็นจะง้อมึง ประมาณนั้น ก็ไม่รู้จะไปด้วยกันทำไมอีก...อันนี้สามารถวนไปกลายเป็นไม่ร่วมสังฆกรรมในที่สุด
  • อยู่ห่างๆ อย่างไม่ห่วง.. ไปเท่าที่จำเป็นและเป็นเท่าที่ทำใจ.. ขีดวง..ใครอย่ามายุ่งกะกู..ถ้าอยาก..จะไปหาเอง ไม่ต้องโทร ปวดหัว.. เวลาน้อย บ้านไกล..
  • เลือกรักเป็นคน เลือกชนเป็นที.... ประมาณหมู่บ้านไหนสีแดง เอ็งเกิดแน่ งบเทไม่อั้น ใครสวามิภักดิ์กูอยู่..ใครขวางกู..ตาย  เลยเกิดอาการทางใครทางมันแล้วกันนะมึง.. 
มันเป็นเรื่องของคนคิดมาก..เลยคิดว่า..ดวงใจ..ทุกคนมีสิทธิ์จะรักกัันได้
เป็นยังไงก็เป็นไป.. ก็ยังเพื่อนกันวันยังค่ำ 
แต่ขอให้เข้าใจ 3 ข้อ..เพื่อความไม่ขุ่นข้องหมองใจ ทนกันไปได้จนตายจากกัน..
  1. เพื่อนเราอะไรก็ได้ ต้องไม่เผาเรือน..เป็นพอ จะมาไม่มา กินไม่กิน เที่ยวไม่เที่ยว ไม่ใช่ประเด็น เพราะเพื่อนแท้ ไม่ต้องถึงขนาดตายแทนกัน ตามกันไปทุกที่...ดังนั้นความจริงใจ หวังดีแค่นี้ ควรจะพอสำหรับการเป็นเพื่อนแท้ 
  2. ไม่ชอบความอิจฉา ส่อเสียด เบียดเบียน มันปวดใจ.. คบแบบสุนทรียะในหัวใจ เรื่องของใครของมัน เป็นสิทธิมาแต่เกิด แต่เดือดร้อนมา..จัดเต็ม จัดหนัก ไม่หวังผลด้วยอีกต่างหาก...
  3. ไม่ดูถูก (ทั้งทางกาย วาจา ใจ) ซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะด้วยความแตกต่างด้านไหน หรือ สถานะไหนก็ตาม เพื่อนไม่มีชนชั้น..

เพราะว่า...เพื่อนดีต้องกล้าบอกความรู้สึกตรงๆ (ออกตัวเอี๊ยด...)