วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

อิ่มเดียว หลับเดียวของในหลวง


มีคนส่งอีเมล์มาให้นานแล้ว.. กลับมาทบทวนก็ยังชอบใจ ซึ้งเหมือนเดิม เลยต้องทบทวนบ่อยๆ และอยากให้เพื่อนทบทวนด้วย (บังคับ)   นี่ลอกเขามาเลย..

ข้าพเจ้าจะนำท่านย้อนหลังกลับไปเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วมา ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ใหม่ๆ  ทรงโปรดการทรงภูษาเป็นสนับเพลาสั้น ( กางเกงขาสั้น )    

ในยามดึกเวรยามรอบพระราชฐานที่ประทับต่างทำหน้าที่กันตามจุดต่างๆไม่มีบกพร่อง  ไม่มีการละทิ้งหน้าที่ ไม่มีการหยอกล้อ เฮฮา ไม่มีส่งเสียง อึกทึกหรือเล่นหัวกัน  เพราะต่างรู้หน้าที่ของตนว่ากำลังถวายอารักขาและถวายความปลอดภัยแด่องค์พระประมุขของชาติ จอมคนของปวงชนชาวไทย  แม้จะมิได้ทรงเสด็จออกมาทอดพระเนตร แต่ทุกคนก็รู้หน้าที่กันเป็นอย่างดี    ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาว ลมพัดกรูเกรียวเสียงน้ำค้างตก ใครจะนึกบ้างเล่าว่า...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเสด็จลงมา ทรงพระราชดำเนินไปรเวท(เดินเล่น)บางครั้งทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเงียบๆ แล้วก็มีพระราชดำรัสทักทายแก่ทหารมหาดเล็กที่ถวายเวรยาม และนายทหารราชองครักษ์เวรประดุจน้ำทิพย์หยาดลงชโลมดวงใจของผู้ที่ทำการอยู่เวรยามให้ได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณว่า ทรงเป็นห่วงผู้ที่มาอยู่เวรยามด้วยความจงรักภักดี  แม้เวลาจะดึกดื่นแล้วก็ยังคงอยู่ในหน้าที่ด้วยอาการสงบที่เป็นการถวายชีวิตเป็นราชพลี... 

ตอนนั้นทรงเสด็จพระราชดำเนินผ่านหน้าข้าพเจ้า  ซึ่งกำลังหมอบกราบด้วยความเคารพอย่างสุดชีวิต   ทรงหยุดพระราชดำเนินแล้วมีพระราชดำรัสเรียกชื่อของข้าพเจ้า   จากนั้นทรงพระราชดำรัสต่อไปว่า

ชีวิตมนุษย์เรานี่...อิ่มเดียวหลับเดียว...เท่านั้น   


ทรงเสด็จพระราชดำเนินผ่านไปจนลับพระองค์ ข้าพเจ้าทบทวนพระราชดำรัสจนขึ้นใจ    นึกไม่ออกว่าทรง หมายความว่าอย่างไร  จนรุ่งเช้าออกเวร แล้วจึงได้กลับบ้าน อีกสองสามวันต่อมาได้มีโอกาสเข้าไปคุยธรรมะกับพระที่วัดเทพธิดา  จึงได้เอ่ยถามท่านมหาผู้มีเปรียญเป็นดีกรีว่า

ท่านมหาขอรับ  คำว่า...อิ่มเดียวหลับเดียว....นี่หมายความว่าอย่างไรขอรับ

ท่านมหาขมวดคิ้วแล้วย้อนถามผมด้วยความฉงนฉงาย   ทำให้ผมยิ่งงงเข้าไปอีกว่า

โยมเฉลิมศักดิ์ไปเอาคำนี้มาจากไหนกันล่ะ” 

ข้าพเจ้ามิได้บอกท่านตรงๆ  ในที่สุดท่านก็ได้ตอบปัญหาให้ผมได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ว่า
โยมเฉลิมศักดิ์  คำนี้น่ะ  ผู้ที่ได้กล่าวถึงนี้เป็นผู้มีความรู้ในพระพุทธพจน์ อันมีความหมายยาวให้ ย่นย่อเข้าใจได้ง่ายอีกด้วย คำว่า...อิ่มเดียวหลับเดียว...นั้นมาจากพระพุทธพจน์   ที่ทรงให้ตัดความโลภ เพื่อให้ชีวิตเป็นสุข ให้รู้จักคำว่า ...พอ...  เพราะมนุษย์เรานั้นจะกิน ได้มากเท่าใด ก็ไม่เกินอิ่มของตน  พออิ่มแล้วก็เท่านั้นแหละ อะไรก็ไม่วิเศษอีกแล้ว การนอนก็เช่นกัน จะนอนนานแค่ไหนก็แค่อิ่ม นอนของตัวเองเท่านั้น   มนุษย์เรานั้นวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะไม่รู้จัก...อิ่ม...   ได้มาอิ่มแล้ว ก็ยังอยากได้อีก นอนอิ่มแล้ว  ก็อยากนอนอีก อยากได้ให้มันมากขึ้นไปอีก ถ้าคนเรายึดในหลักว่า....อิ่มเดียวหลับเดียว....โลกก็จะเป็น...สุข...
ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดีและแสวงหาจนทำให้เดือดร้อนกันไปทั่วคนเรานะโยม จะบริโภคอาหารอันอิ่มเอม โอชะสักเท่าใดก็อิ่มเดียว กินข้าวคลุกน้ำปลา หรือ กินอาหารจีนรสเลิศชามละเป็นพันบาท ก็อิ่มเดียวแค่อิ่มเท่านั้น กินเข้าไปไม่ได้แล้ว   จะนอนบนที่นอนยัดนุ่นรองด้วยสปริง  อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ  นอนในสลัม หรือ นอนในคฤหาสน์ ก็แค่นอนหลับอิ่มเดียวเท่านั้น...... เต็มอิ่มแล้วก็ต้องลุกขึ้นมา ชีวิตของมนุษย์ทุกคน  ก็เท่าเทียมกันด้วย

...อิ่มเดียวและหลับเดียว...นี่แหละ

สุดยอด...ไม่ต้องบรรยาย

วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ศันสนา..วิปลาส




















หลังจากเลิกอ่านหนังสือธรรมมะมานาน... เพราะมันเหนื่อย 
แต่ว่าเหลือบไปเห็นหนังสือของพระครูใบฎีกาอำนาจ โอภาโส... พระศิลปิน
เห็นชื่อเขียนว่า อยู่กับมาร  อือ ท่าจะม่วน เลยอ่าน 
โอ๊ะ ปรากฎว่าเหมือนเดิม ศัพท์แสงที่ไม่เคยเข้าใจ ก็ยังอยู่... 
เหนื่อยไม่เลิก..​ แต่ก็มีอะไรที่ชอบหลายอย่าง เป็นประโยชน์ต่อใจและความคิดในหัว 

ชอบที่สุด ได้เรียนรู้ที่สุด (ประยุกต์ใช้..รอก่อน) คือ 
ความจริงที่คิด กับ ความจริงที่เป็นธรรมชาติ
(อันนี้แปลเข้าข้างตัวเอง เพราะท่านเขียนว่า สมมติสัจจะ กับ ปรมัตถสัจจะ 
...งง เป็นแบบนี้ทั้งเล่ม) 

อยู่กับอันแรกมานาน จนนึกว่ามันจริงไปแล้ว ลืมไปเลยว่าธรรมชาติเป็นยังไง
เอาตัวอย่างง่ายๆที่เพิ่งเกิดกับตัวเองนี่เลย..
เฟซบุค... หลงไปโกรธ ด่าคนน่ารัก (น่ารัก=ความที่คิดว่ามันจริง) เสียนาน 
หรือชื่นชมลมๆแล้งๆกับหลายสิ่ง หลายอย่าง
ลืมไปเลยว่า มันไม่เป็นจริง มันเป็นแค่โลกเสมือนจริง 
ไอ้เราเลยโง่จริงจริง...

ต่อให้เป็นชีวิตเรา..ชีวิตที่หายใจอยู่นี้ 
เป็น เรา หรือ เป็น เขา (ที่แบ่งกันจัง แยกอยู่ได้) ก็ไม่มีจริง
เป็นแค่ชื่อที่ใช้สื่อสาร ใช้เรียกให้เข้าใจ..มันเลยติด มันเลยยึด คิดว่าจริง (รู้เรื่องไหมนี่..)
ศันสนาเนี่ย...ความจริงตามธรรมชาติ 
เป็นก้อนเนื้อ เป็นหนัง เป็นกระดูก เป็นเอ็น 
เป็นชิ้น (รอวัน) เปื่อย.. 
อันนี้ทุกคนเหมือนกันหมดนะคะ ไม่ใช่ศันสนาคนเดียว (เดี๋ยวเหงา...)
มันไม่มีหรอก..ศันสนา คุณศันสนา ดร.ศันสนา อีศันสนา เนี่ย... สมมุติเอา 
แต่มันซวยตรงที่คราวนี้..คิดว่ามันมีอยู่จริง เป็นตัวตนจริง ใครแตะ เป็นมีเรื่อง...
ลามปามไปถึง เพื่อนศันสนา ของศันสนา หมาศันสนา เรียงกันมา..เป็นไม่จบ
ใครทำอะไรไม่ถูกใจ ไม่ได้ดังหวัง... เลยถือเป็นจริงเป็นจัง..  
สมมุติ คิดเอง ดันถือว่าจริง.. ทั้งโง่และบ้า อวิชชา มิจฉาทิฐิของแท้

และนี่ยังไม่นับ ความรู้สึกนะ.. ความรู้สึกต่างๆในชีวิต ที่มันไม่จริง..
(เหมือนชื่อเรา ที่ว่าสื่อเป็นเรา ที่เราคิดว่าเป็นตัวตนจริง ก็ไม่จริง) 
ความรู้สึก คือ ความรู้สึก 
จะร้อน หนาว รัก เกลียด เป็นแค่เรียกกัน.. สมมุติกัน อยากจะสื่อกัน
ตามธรรมชาติ คือ ความรู้สึกเท่านั้น จบข่าว
แต่ก็เต้นสุข เต้นเศร้าไปตามมันนะ... 

อันตรายอยู่ที่ ไอ้ความจริงที่คิดเองนี้ 
มันส่งผลต่อมุมมอง ทัศนติของก้อนเนื้อหนังกระดูกศันสนานี่ซิ
ส่วนใหญ่..ที่ไม่ดี ไม่ดี จะแบบนี้ คือ...
....มีเรา (ที่ไม่มีจริง) เข้าไปแฝงอย่างต่อเนื่อง
....มีผลประโยชน์เข้าไปเพิ่ม งกเข้าไป
....อิงกับสิ่งสมมุติตลอดเวลา 
ไม่มีปัญญาจะรู้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ

พระท่านว่า...กลายเป็น วิปลาส
คิดว่า รูป นาม  หลงผิด ความฝัน..มันเป็น เรา
เที่ยงก็ว่าไม่เที่ยง ไม่เที่ยงดันหาว่าเที่ยง
ทุกข์กลายเป็นว่าสุข สุขของจริง ไปมองเป็นทุกข์
งามว่า ไม่งาม ไอ้ที่ไม่งาม ดันงามซะได้... และอยากได้ด้วยนะ ไม่งาม ที่คิดว่างามเนี่ย..
FITFLOP ^_^
ตีค่าจากอุปาทาน....กลุ้ม
มันมาจาก ขันธ์ห้า นี่แหละ.. (ถ้าจำไม่ได้ก็ไปหาเอาเอง)

บ่นไปงั้น...คนมันกลวง..
ให้รู้ว่า มันเป็นทุกข์..และที่สำคัญ ไม่ใช่เรา ไม่มีเรา...ก็พอกระมัง
เอาเป็นว่า...เผลอแล้วรู้..น่าจะได้
(เรียกกันว่า สติ..ซึ่งเหนื่อย เบื่อ ...เฮ้อ ความจริงที่คิดเอาเอง..ออกจะบ่อย)
ศันสนาเริ่มวิปลาสมานาน และยังวิปลาสอยู่....

วันศุกร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2553

ความเสียใจครั้งเก่ากับหมาใหม่

หนูดีลูกรัก

.... ตอนหนูดีตายคิดว่าจะไม่เลื้ยงหมาอีกแล้วในชีวิต เพราะเสียใจ โหยไห้ไม่พบปะผู้คนไปเจ็ดวัน หลับตา ลืมตาก็คิดถึง นั่งอยู่เฉยๆก็สามารถน้ำตาไหล เห็นมันชัดไปหมด แม้แต่ทุกวันนี้ เห็นทุกมุมของบ้านก็หวนคิดถึงหนูดี.... น้ำตาซึมได้ตลอด มันเป็นหมาพิเศษ เป็นลูกรัก เป็นหมาที่หน้าตาร้าย กวน เล่นตัว (ต้องถามแม่เอิ่บ..) และชอบแกล้งคน  (อันนี้...แม่หมวยซาบซึ้ง....)  สำหรับเจ้าแม่อย่างแม่จิ๋ม หนูดี...ยอมทุกครั้ง... ในชีวิตหนูดีไม่เคยกลัวอะไรนอกจากพี่ต้นไม้กับโอ่งพลาสติกสีส้ม หนูดีกลัวหัวหด  ใครแปลกหน้าเข้ามาต้องจ๋อยเพราะมันดุเหลือเกิน บ้านขังหนูดีไม่ได้ รั้วสูงก็กั้นไม่อยู่.. หนูดีกระโดดข้ามไปอย่างง่ายๆ  คุณไปรษณีย์ประสาทกินกับหนูดีทุกทีที่ต้องมาส่งจดหมาย  ต้องรีบเอาจดหมายใส่กล่องแล้วเผ่น... วันไหนประตูบ้านเปิดเป็นอันไม่ได้รับเอกสารเพราะพี่แกจะเลี้ยวกลับทันที  หนูดีเป็นตัวของตัวเองตั้งแต่เล็ก ไม่มีใครบังคับได้ (ไม่รู้เลี้ยงกันยังไง..เป็นกันทั้งบ้าน...)  กินยากกินเย็น ชอบจิ้นทอดและขนมเอสแอนด์พีเท่านั้น อย่างอื่นเมิน...อาหารเม็ดไม่กิน กว่าจะกินได้ต้องง้อกันนาน และที่น่าประหลาด คือ กินสุภาพมาก ค่อยๆงาบ ค่อยๆเคี้ยว ไม่มูมมาม ถือว่าเป็นลูกชาติลูกตระกูลคนหนึ่ง.... เข้านอก ออกในบ้าน เปิดประตูเอง ถ้าเปิดไม่ได้ มีทะลุมุ้งลวดเข้ามา.... วันดีคืนดี พาเพื่อนมาอยู่บ้าน... ไอ่ขาวเลยสิงสถิตย์เป็นหมาอีกตัว เป็นลูกน้องหนูดี  ไอ่นี่ก็ดีมาก ไม่ออกนอกบ้าน... หนูดีหนีเที่ยว ก็ยังมีขาวเฝ้าบ้าน... 

....บ้านนี้ไม่มีหนูดีมานานมาก.. ไม่อยากจำ ไม่อยากคิดว่าตาย ช่วงชีวิตของหนูดีเป็นช่วงที่ทุกคนในบ้านหัวเราะได้ตลอด เรียกได้ว่าเป็นลูกเล็ก ขวัญใจ... ทำอะไรได้หมด ทางบ้านให้อภัยเสมอ สายตาหนูดี ไม่มีอะไรจะเปรียบได้ มันมากกว่ารัก ภักดี มากกว่าผูกพัน...ยิ่งกว่าสายตาคน.. เวลาทำผิดหูจะลู่เป็นพิเศษ ทำหน้าตาหม่นหมองได้ใจ แต่เวลาเฮี้ยว เช่น ตอนอาบน้ำนี่ สุดยอด.. เพราะไม่ชอบ อาบเสร็จจะวิ่งเข้าในห้อง สบัดน้ำเกลื่อน และที่เด็ดคือ โดดขึ้นเตียงกลิ้งตัวไปมา ลากลงมาก็โดดขึ้นไปใหม่ พร้อมส่งสายตาท้าทาย... สายตาหนูดีมันหลากอารมณ์ ส่งความรู้สึกได้ทันที  

....เวลาผ่านมานาน เหมือนไม่นาน ไม่นาน เหมือนนาน มันเป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งของชีวิตคนว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรในชีวิต.. (ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจนเกินทนจนตายไปก่อน).. LIFE GOES ON  ชีวิตมันมีทางไปของมัน เศร้ายังไง โศกสลดหดหู่ เบื่อหน่ายยังไง... มันก็ดำเนินไปแบบนี้ ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ..เป็นปกติ เป็นธรรมชาติ วนเวียน วนเวียนอยู่... เก่าไป ใหม่มา และใหม่มา เก่าไป เป็นฉากชีวิตคน... ตอนนี้มีหมาใหม่ เป็นอะไรในชีวิตที่ไม่คาดคิด อือ..ก็เกิดขึ้นได้   จะว่าปกติก็ไม่เชิงเพราะมันเปลี่ยนจากปกติ..เลยเจอกับหมาใหม่..เพราะชีวิตปกติคือประชุมที่นิ่มซี่เส็งสำนักงานใหญ่เชียงใหม่ ไม่เคยสัญจรเวลาไปตามสาขาเพราะเบื่อการประชุมที่พูดแต่เรื่องประจำวัน แต่คราวนี้มันมีวาระซ่อนเร้นเลยต้องออกนอกพื้นที่ ..ไปประชุมสัญจรสาขาลำปาง  เจอหนูมาดีถูกมัดอยู่แถวที่พักคนขับรถ ไปเล่นกับมัน... ได้รู้ว่ามันถูกคนเอามาคืนเมื่อเช้าเพราะไปไล่ขุดต้นไม้ ไล่กัดสิ่งของ คนที่คาดว่าจะเอาไปเลี้ยงทนไม่ได้ พามันกลับมา.. ไอ่ตัวนี้มีพี่น้องห้าตัว แม่เป็นพุดเดิ้ล พ่อเป็นบางแก้ว ตัวอื่นสีขาว ขนปุย สวยน่ารักเหมือนแม่ คนแย่งกันเอาไปหมดแล้ว มีหนูมาดีตัวเดียวที่ขี้เหร่ ดำๆด่างๆ เหมือนพันธุ์ทาง ถูกทิ้ง ไม่มีอนาคต ไม่มีใครอยากได้... เห็นแล้วคิดถึงหนูดีทันที เป็นบางแก้วพันธุ์ทางเหมือนกัน สายตาดูคล้ายกัน... (แต่ไม่แรงเท่า) ซนเหมือนกัน  เลยขอเขามาซะโดยไม่ได้นัดหมาย คนที่ให้ก็ดีใจเพราะไม่ต้องเป็นภาระ... เขาว่ามันถูกแยกจากแม่มาตั้งแต่เด็กเพราะแม่ตัวเล็กมาก คลอดออกมาห้าตัว คลอดเสร็จสภาพย่ำแย่ เกือบตายถ้าเอาไปหาหมอไม่ทัน..เฮ้อ มันเกินตัวไปหน่อย ทำอะไรไม่พอดี หรือ ดีพอ..ทุกข์มาเยือน    การเอาหนูมาดีมาเลี้ยงที่บ้าน..จะฝึกคนในบ้านหลายคน เป็นสีสรรใหม่.. โดยเฉพาะลูกเล็กของแม่บ้านที่กำลังโต แต่มันนรก มันงกเหลือเกิน แม่ตามใจจะเสียคนแน่ การมีหนูมาดีคาดว่าจะทำให้มันอ่อนโยน มีจิตเมตตา เผื่อแผ่ รู้จักแบ่งปันมากขึ้น... คุณยายจะได้หายเหงา มีเรื่องให้คิดให้สนใจมากกว่าญาติโยม ต้นไม้ก็จะได้ออกมาจากที่กบดานบ่อยขึ้น สรุปคือทั้งบ้านจะมีวาระร่วมกันอีก จากที่ต่างคนต่างอยู่..หนูมาดีจริงจริง   อย่างไรก็ตาม...เรื่องนี้มันต้องคิด ทำให้ต้องคิดว่า.. เวรกรรม ถ้ามันจะมา ไม่ต้องรอ..เดี๋ยวมาเอง ต่อให้ตั้งใจอะไร อย่างไร วิบากกรรมหนีไม่พ้น... เซลาวี..แต่ว่า..นง อองโครส...
หนูมาดี...

วันพุธที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2553

เรื่องตาย เรื่องหวังของคนยังไม่ตาย


เข้าไปใน  http://EzineArticles.com/?expert=Bronnie_Ware  เป็นบทความสั้นๆที่อ่านแล้วได้คิด... คนเราถ้าไม่กลัวตาย หรือ ใกล้จะตาย จะคิดจะทำอะไรได้เยอะ เหมือนกับที่สตีฟ จอบส์ เคยพูดว่า.. อยู่วันนี้ให้เหมือนกับจะตายในวันรุ่งขึ้น ไม่มีผิด มันเป็นความหมายของความกล้าหาญของคนจริง    คำว่า “กล้า” นั้นดูเหมือนจะเป็น “ที่รู้” แต่มันไม่เคยเป็น “การรู้” ซึ่งหมายถึงการทำได้ด้วย คนที่ไม่ได้กำลังจะตายอย่างเราๆ คงต้องถามตัวเองว่า กล้าไหม ... 
bronnie ware ได้ดูแลผู้ป่วยที่รู้ตัวแน่ๆว่าไม่ได้กลับบ้านตัวเป็นๆ   คุณคนนี้เป็นหลายอย่าง.. เป็นทั้งนักเขียน นักร้อง แต่ที่ดี คือ เป็นนักสังเกตุชีวิต .....เธอพูดคุยกับบรรดาผู้ป่วยใกล้ตาย ใกล้ตายจริงจริง...ประมาณสามถึงสิบสองอาทิตย์ก่อนตาย  เห็นความเปลี่ยนแปลง เห็นความหลากหลายของอารมณ์ แต่ในที่สุดทุกคนกลับผ่านไปอย่างชิวๆ เติบโตสมวัยใกล้ตาย!
สำคัญอยู่ตรงนี้.... ตรงที่คำถามเกี่ยวกับ สิ่งใดที่ยังเสียใจ หรือ อะไรที่อยากประพฤติแตกต่างก่อนตาย ประมาณว่า สิ่งเสียใจก่อนเสียชีวิต... คุณคนนี้ พบว่ามีเหมือนๆกัน 5 อย่าง 5 ความหวังที่คนเสียใจที่ไม่ได้ทำก่อนตาย...
  1. ความกล้าในการมีชีวิตที่ซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเอง ไม่ใช่การมีชีวิตบนความคาดหวังของคนอื่น​.... แสบเข้าไปถึงทรวงจริงจริงค่ะ  คุณเขาว่าเป็น the most common regret of all  คิดว่ามันจริงๆด้วยนะว่าคนสูญเสียความฝัน ไม่ต้องยิ่งใหญ่ แค่ฝันเล็กๆน้อยๆที่อยากเป็น อยากทำแล้วไม่ได้ทำ ไม่ได้เป็น หรืออยากกินแล้วไม่ได้กิน มันเจ็บจริงจริง   แค่คิดว่าทำไมเราต้องมีชีวิตอยู่บนความคาดหวังของคนอื่น (ที่อาจไม่ใช่คนอื่นคนไกล) และคิดอีกว่า ทำไมต้องคาดหวังกับเรา (วะ) อันนี้หนัก....  ที่จริงก็รู้ตัวกันทุกคนหละนะว่าตัวเองเป็นยังไง  (กำเมืองว่า มันมีหั้นอย่าง) มันอยู่ที่การเลือก จะเลือก หรือ ไม่เลือกก็แปลว่าเลือกแล้ว.... บางทีมานั่งนึกดูก็เศร้าหน่อยๆว่าทำไมเรายอม ยอมได้ไง ยอมให้หลายคน หลายสิ่งมามีอิทธิพลต่อการกระทำของเรา  ไม่ว่าดีหรือไม่ดี ท้ายสุดเราก็รับผิดชอบเองอยู่ดี ไม่เห็นจะมีใครมาร่วมรับด้วย  ทุกคนก็สนใจอยู่กับเรื่องตัวเอง เฮ้อ นาทีนี้ยังไม่สายเพราะยังไม่ตาย... ชอบที่คุณเขาว่า คนที่ยังอยู่ดีๆนั้น มีอิสระภาพ แต่น้อยคนจะระลึกได้  เมื่อใกล้ตายจึงค่อยสำนึก แหม..คมขาดเลยอันนี้
  2. ความหวังที่ว่าไม่ได้ทำงานมากจนเกินไป อันนี้คลาสสิกเลย..จะเอาเงินไปทำไมตั้งมากมายจนเสียช่วงเวลาเก็บดอกไม้ ชื่นชมคนอยู่ใกล้ อยู่ไกล ปรีดากับประสบการณ์ชีวิต หฤหรรษ์กับโลก.. เที่ยวบ้าง มีโอกาสควรคว้า ทำงานอย่างเดียวจะบ้าเอานะ  เราต้องการเงินมากขนาดนั้นเลยหรือ ต้องเก็บเงินเยอะๆหรือจึงจะมีความสุข เหนื่อยนะ เหนื่อย.. ชีวิตตามอำเภอใจ มีอะไรอีกมาก แต่เวลาสั้นลงทุกที  ใช้เวลาคุณภาพกับครอบครัวจะดีกว่า.. แม้จะปวดหัว  แต่ก็จะได้ไม่เสียใจ 
  3. ความกล้าที่จะแสดงความรู้สึกอันแท้จริง.... สะใจคนไทย ชอบประนีประนอม กลัวเสียความสัมพันธ์ กลายเป็นคนกลางๆ (เคยเขียนไปทีนึงแล้วว่า..อย่าเทา อย่ากลาง มันน่าเบื่อ..ชัดๆไปเลย) เป็นตัวของตัวเองได้ก็เป็นไป คนอื่นก็คือคนอื่นวันยังค่ำ เหมือนท่านวรบูรณ์ว่า เรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของเรา เราคุมจิตตัวเองยังไม่ได้เลย (และไม่ควรคิดจะคุมด้วย เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ยิ่งคุมยิ่งจะงง) เปลี่ยนเป็นซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเอง น่าจะดีเมื่อยังมีชีวิต ตายแล้วอดนะ คุณเขาว่าเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ (โห...) และ either way, you win.. ชอบมาก
  4. ความหวังว่าจะอยู่ใกล้ชิดกับเพื่อน...โดยเฉพาะเพื่อนเก่าเก็บ เก็บจนเก่า บางทีจนตายจาก อาจไม่เจอกัน อันนี้ไม่ค่อยอิน..เพราะอยู่กับเพื่อนเยอะมาก วันแม่ วันพ่อ วันลูก..ไปกับเพื่อน เฮ้อ.. เพิ่งจะมาอินตอนเจอแฟนฉัน แฟนเก่าที่ไม่ได้เจอมา 30 ปี นานมาก นานจนไม่คิดว่าจะได้เจอ มันเป็นช่วงเวลาที่คิดได้เลยว่าไม่ควรขาดกันนานขนาดนี้  ได้คุยกันก็มีความสุขมาก เสียดายเวลา แต่ไม่เป็นไรยังไม่ตาย  ต้องเจอกันอีกให้ได้  ต้องติดตามต่อเนื่อง ไม่ปล่อยแน่ๆ  เผื่อใครเป็นอะไรไปจะได้ส่งกำลังใจ  นี่เป็นบุญคุณของการสื่อสารแบบใหม่ social network ที่ทำให้หากันจนเจอ... ไม่ใช่แฟนอย่างเดียวนะ มันยังมีเพื่อนแบบหนุ่มเมืองตาก หรือ น้องนรกเมืองขอนแก่น ที่ยังไงก็ต้องเจอกันซักวัน.. ก่อนที่ใครจะเป็นอะไรไปก่อน.. ไม่มัน ก็เรา.. ความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ คนชอบคิดว่าอัปมงคล ไม่เห็นอับตรงไหน  เกิดมาใครมันก็ตายทั้งนั้น ก่อนตายเจอกันอีกหน่อย ชีวิตสดชื่นขึ้นเยอะ  
  5. สุดท้ายแล้ว...ความสุขในชีวิตน่าจะมากกว่านี้  คุณเขาว่า happiness is a choice ชีวิตที่มีความสุขเป็นชีวิตเลือกได้ อยู่ที่จะเลือกหรือเปล่าเท่านั้น อยู่ใน comfort zone มากมาก ระวังต้องใส่ comfort ก่อนวัยอันควร จะกลัวอะไรกับการเปลี่ยนแปลง ต้องกล้าๆหน่อยนะ ไม่งั้น ไม่หลุด ความดันขึ้น มีชีวิตที่มีสีสรร ไปในที่ที่อยากไป ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำและอยากทำ ทำในสิ่งที่ตัวเองมีความสุข มันจะเสียหายอะไรนักหนา จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้  ลองถามตัวเองว่า ถ้าจะตายอยากเจอหน้าใครบ้างก่อนจะไปลับ  คำตอบก็อยู่ที่ตัวเอง อย่าโกหกก็ใช้ได้.. 
คุณเขาจบว่า life is a choice และ it is YOUR life จงเลือกแบบมีสติ เลือกอย่างฉลาด เลือกอย่างซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ท้ายสุด เลือกที่จะมีความสุข.. ขออีกที ตัวใครตัวมันค่ะ 

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การจัดการกับกระบวนงาน...ทางรอดทางเดียวในเวลานี้

อารัมภบท
คนทุกคนที่มีการมีงานทำใช้ชีวิตส่วนใหญ่ “อยู่” ในองค์กร อาจเป็นชีวิตที่ตื่นเต้น สดชื่น หรืออับเฉาก็ขึ้นกับการจัดการชีวิตตัวเองในองค์กรที่ทำงานอยู่ ชีวิตองค์กรก็เหมือนกับชีวิตคนนั่นแหละ มีหลายคนว่า..การจัดการที่มีประสิทธิภาพ คือ หลักการที่ทำให้องค์กรมีประสิทธิภาพ แคบไปหรือเปล่า...อันที่จริงการจัดการที่มีประสิทธิภาพ....ต้องเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนเจริญ องค์กรเจริญ และช่วยให้สังคมเศรษฐกิจเจริญด้วย มุมมองทางการจัดการที่แท้ จึงเป็นทั้งเรื่องของการสร้างมูลค่า value creation และ นวัตกรรม innovation   ซึ่งเกี่ยวพันโดยตรงกับการทำกำไรที่ส่งผลถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจและยังต้องตระหนักถึงการเพิ่มศักยภาพของคน แปลว่าต้องมาจากการที่ธุรกิจมีกระบวนการสร้างสินค้า บริการที่ดี สร้างคนดี การเป็นพลเมืองที่ดี ตลอดจนการยึดมั่นในความเป็นเลิศ สิ่งเหล่านี้มาจากไหน? ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นล้วนมาจากสิ่งที่คิด what do you think ซึ่งอยู่ที่รากของค่านิยมส่วนบุคคล ศักยภาพและโอกาสกับสิ่งที่เราได้ทำ  what you actually did  ในการบูรณาการหน้าที่ทางการจัดการและหน้าที่ทางธุรกิจ


What do you think?
เรื่องนี้ดี จำไม่ได้ว่ามาจากไหน..มีกบเล็กๆหลายร้อยตัวแข่งกันกระโดดขึ้นไปบนภูเขา กติกา คือ กบตัวไหนถึงยอดเขาก่อนเป็นผู้ชนะ  ในการแข่งขันครั้งนี้ถือได้ว่ายากลำบากมากสำหรับกบตัวเล็กๆเพราะว่ายอดเขานั้นทั้งสูงทั้งชัน จึงมีกลุ่มคนสนใจแห่กันมาดูการแข่งขันนี้มากมาย  ในระยะแรกของการแข่งขันผู้คนส่งเสียงเชียร์กึกก้อง   กบตัวเล็กๆเหล่านั้นก็กระโดดแข่งกัน ขึ้นสู่ยอดเขาอย่างสุดใจขาดดิ้น   เมื่อไปถึงระยะที่เริ่มชันกลุ่มคนต่างก็ตะโกนว่า ระวัง ทำไม่ได้หรอก มันสูงเกินไป มีกบหลายตัวร่วงหล่นลงมาออกจากการแข่งขัน ยิ่งการแข่งขันไปสู่จุดที่สูงขึ้น คนยิ่งโห่ร้องอย่างกึกก้องว่า เป็นไปไม่ได้ มันชันมาก ไม่มีทางที่กบตัวเล็กๆจะขึ้นไปถึง  กบเกือบทั้งหมดร่วงหล่นลงมา มีกบตัวเดียวเท่านั้นที่ยังกระโดดจนไปถึงยอดเขาได้สำเร็จ  เป็นผู้ชนะในการแข่งขัน   ตามธรรมเนียมก็มีสื่อมาสัมภาษณ์เคล็ดลับความสำเร็จในครั้งนี้  ปรากฎว่าไม่ได้มีวิธีการหรืออะไรที่พิเศษไปกว่าการกระโดดเหมือนกบทั่วไป แต่มีอย่างหนึ่งที่แตกต่าง คือ กบตัวนี้หูหนวก....   อันนี้เราคงพอคิดเองได้แล้วว่า อำนาจของความคิดมันมีมากขนาดไหน


เป็นอันว่า...ทุกอย่างมาจาก we are what we think เหมือนที่เคยได้ยินกันว่า you are what you eat การที่คนเราจะคิดอะไรนั้นอย่างแรกมาจากค่านิยมส่วนบุคคล personal value ซึ่งเป็นรูปแบบความคิด ความเชื่อพื้นฐาน เป็นสิ่งที่ตนเองถือว่ามีคุณค่าพึงปรารถนและต้องการยึดถือ ค่านิยมนี้มีอิทธิพล เป็นตัวกำหนด กำกับ บุคลิกภาพ ลักษณะท่าทางของคน บงการพฤติกรรม การกระทำของคน   ลองคิดเล่นๆก็ได้ว่า.......เหตุใดประเทศในโลกจึงมีสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่แตกต่างกัน เหตุใดบางประเทศจึงเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปสู่การเป็นประเทศที่ทันสมัยมีความก้าวหน้าทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่บางประเทศไม่ไปถึงไหน มีแต่ปัญหา (คงจะประเทศนี้แหละ)   คำตอบสุดท้ายก็คงอยู่ที่ค่านิยมที่คนในชาตินั้นยึดถือ     การที่จะทำให้การจัดการเป็นเครื่องมือที่สามารถยกระดับความสามารถของคน ขององค์กรได้ อยู่ที่ค่านิยมของผู้ประกอบการ อยู่ที่ผู้บริหารเป็นหลัก  หากคนเหล่านั้นมีค่านิยมที่ดี อันได้แก่ การมุ่งผลสัมฤทธ์ ใฝ่หาความสำเร็จ การมีวินัย การทำงานหนัก ความรับผิดชอบ ความคิดสร้างสรรค์ การออมและการลงทุน ตลอดจนความต้องการเป็นอิสระแล้ว  สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ อาณาจักรธุรกิจที่มั่งคั่งเกื้อกูลไปถึงสังคมและสิ่งแวดล้อม   


อย่างที่สองที่เป็นผลต่อความคิดของคน คือ ศักยภาพ ในที่นี้เป็นศักยภาพแห่งความสำเร็จของผู้ประกอบการ ซึ่งมาจากการสำรวจวิจัยของ USAID ว่าความสำเร็จขององค์กรที่จะสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนนั้นต้องอาศัยกลุ่มคนขับเคลื่อนที่มีคุณลักษณะพิเศษของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพียงแค่บริหารตามหน้าที่ทางการจัดการทั่วไป  ที่ประกอบด้วย การวางแผน การจัดองค์กร การอำนวยการและควบคุมเท่านั้น ซึ่งคุณลักษณะที่สำคัญ คือ การแสวงหาโอกาส ความมุ่งมั่น การรักษาพันธะสัญญา  การใฝ่หาคุณภาพและประสิทธิภาพ ความเสี่ยง การตั้งเป้าหมาย การวางแผนอย่างเป็นระบบและการจูงใจ  การแสวงหาข้อมูล การชักชวนและสร้างเครือข่าย  นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องของ management quotient ของ Jo Owen (ไม่ใช่นักบอลนะคะ)  ที่จะทำให้การปฎิบัติทางการจัดการมีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการผู้บริหารในยุคนี้สามารถอยู่ได้ สำเร็จได้ในโลกของความเป็นจริงในศตวรรษนี้ ตัว management quotient ประกอบไปด้วย IQ ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการจัดการงานและหน้าที่ทางธุรกิจ ความสามารถที่จะอยู่ใน real world แปลว่ามีปัญญา ไม่ใช่ความรู้ แต่เป็นการรู้   และประกอบด้วย EQ ที่เป็นความสามารถในการจัดการคน จัดการกลุ่ม อันนี้เป็นการจะอยู่ได้ใน emotional world และสุดท้ายคือ PQ เป็นความสามารถในการเปลี่ยนแปลงและควบคุม เป็นเรื่องของ political world  ทั้งสามส่วนประกอบกันเป็น management quotient เป็นกรอบความคิดที่เข้าท่ามากมาก (ไม่ต้องทอดสมอ)  ทำให้สามารถประเมินและพัฒนาความสามารถทางการจัดการทั้งของตนเองและทีมงาน  กำหนดและสร้าง core skills กฎแห่งการอยู่รอดและสำเร็จของธุรกิจ  (จะเห็นได้ว่าตัว management intelligent นี่แตกต่างกับ academeic intelligent แน่ๆ) ขออธิบายให้ชัดอีกหน่อย.. IQ คือ intellectual ความฉลาดที่ช่วยให้เกิดการตัดสินใจด้วยสัญชาติญาณได้เร็ว แยกแยะปัญหา สาเหตุและจัดลำดับการแก้ไขได้ว่าอะไรด่วน สำคัญสามารถปฎิบัติได้และมีแนวคิดเชิงกลยุทธ์   EQ เป็นเรื่องของ interpersonal skills ทำให้คนเรียนรู้พฤติกรรมที่ถูกต้อง มีทักษะในการจูงใจ โน้มน้าว การกระจายงาน แก้ไขความขัดแย้ง การให้คำแนะนำแบบมองโลกในแง่ดี   PQ จะเป็นส่วนที่ทำให้คนตระหนักในเรื่องของอำนาจ โดยเฉพาะอำนาจในการหาแหล่งทุน อำนาจการต่อรองกับลูกค้า การจะได้มาซึ่งข้อมูลและทรัพยากรต่างๆในการบริหารจัดการ  มองไปมองมาจะรู้ว่าสามตัวนี้เป็น management DNA ที่ช่วยให้คนได้เรียนรู้ว่า....ไม่ใช่ทฤษฎีไหนที่ใช้ได้ แต่เรียนรู้ว่าอะไรที่เป็นไปได้ในการปฎิบัติต่างหาก  ถ้ายังไม่เข้าใจ..แบบย่อๆ คือ IQ มีความสัมพันธ์กับงานและปัญหา   EQ เกี่ยวข้องกับคนและ PQ คือ making things happen


อย่างที่สามที่เป็นแหล่งเกิดของ what do you think คือ โอกาส   การรับรู้โอกาสของผู้ประกอบการผู้บริหารก่อให้เกิดแนวคิดทางธุรกิจ การสร้างความแตกต่างที่มีนัยสำคัญ  โลกยุค digital มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  มีการเชื่อมโยงถึงกันอย่างต่อเนื่อง  ส่วนใหญ่โอกาสสำคัญของธุรกิจจะมาจากตลาดมาจากลูกค้า  ตลาดเป็นตัวกำหนดโอกาส และ มาจากใจ คือใจของลูกค้าที่แสดงออกมาผ่านทางอุปสงค์ demand ส่งสัญญาณ หรือคำตอบแก่ผู้ประกอบการ ผู้ขาย ว่าสินค้าใด บริการใดเป็นที่ต้องการ   อย่าลืมว่าลูกค้าของเราในวันนี้ อาจไม่ใช่ลูกค้าของเราในวันพรุ่งนี้  เนื่องจากลูกค้าในปัจจุบันมีความรู้ ระดับการเรียนรู้สูงขึ้น มีความต้องการที่ซับซ้อน  co-creative entrepreneur เท่านั้นที่จะสามารถเปลี่ยนกรอบความคิด  สามารถมี fusion and market space ได้ดี


What will you do?
ความจริงของทุกวันนี้ (ไม่ใช่ความจริงวันนี้) ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม การแข่งขัน ตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่คาดการณ์ ติดตามได้ยาก ไม่แน่นอน ไม่มีความคงที่  มันเป็นโลกที่ชวนให้ตื่นเต้น คือ ทั้งโหดและสับสน  คำว่าโหดคงใช้ได้กับเศรษฐกิจที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงเร็วอย่างที่สุดตามมาด้วยความตกต่ำฉับพลัน  สำหรับสับสนนั้น อธิบายได้ว่าเป็นทิศทางของเศรษฐกิจที่เราเองก็ไม่แน่ใจว่าไปถูกทิศหรือไม่เพราะถูกเหวี่ยงไปมาระหว่างทางเลือกต่างๆอย่างเร็วสุดเหมือนกัน ถูกเหวี่ยงจนเวียนหัว    ถึงแม้เราจะไม่สามารถคาดเดาอนาคต แต่ที่ทำได้คือการจับกระแสที่จะก่อให้เกิดความได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน การเปลี่ยนวิกฤติความเสี่ยงให้เป็นโอกาส ซึ่งการจะรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ต้องสร้างความยืดหยุ่นอย่างมหาศาลในองค์กร  มีหลายองค์กรในปัจจุบันที่ยังมีการบริหารจัดการแบบดั้งเดิม คือยังเน้นเรื่อง function ซึ่งถือได้เป็นอุปสรรคสำคัญยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลง (เป็นพวกโง่แล้วยังหยิ่งอีกด้วย)  เพราะการจัดการที่เน้นแค่ function ทำให้การมอง การมุ่งที่ลูกค้าห่างไกลออกไปและทำให้สูญเสียการบูรณาการที่เรียกได้ว่าเป็น flow ของ cross-functional activities ในองค์กร กระทบต่อการออกแบบโครงสร้างองค์กรที่จะสร้างคุณค่าให้ลูกค้าและผู้ถือหุ้น  ไม่สามารถตามข้อมูลและเทคโนโลยีได้ทัน  พวกมี mindset แบบนี้ก่อให้เกิดความเข้าใจอะไรได้ผิดๆ ความเชื่อผิดๆว่า ถ้าเรากำหนดกล่องต่างในโครงสร้างได้ดี ระบุชื่อคนที่คาดว่าถูก เหมาะสมลงไปในกล่องหลักๆ แปลว่าจะทำให้เกิดการพัฒนาองค์กรขึ้นอัตโนมัติ  ซึ่งมีส่วนถูกแต่น้อย  นอกจากนั้นยังเป็นการบิดเบือนมุมมองของการวัด การจ่ายตามผลงาน เปลี่ยนจุดมุ่งเน้นจากการวัดผลงานที่มีความหมายไปสู่การวัดตาม function ตามฝ่ายที่มีความสำคัญน้อยกว่า กลายเป็นการตั้งคำถามถึงขอบเขตความรับผิดชอบ งานที่ต้องทำ คนที่จะช่วยงานทำให้งานออกมาดูดีแทนที่การมุ่งไปที่ความต้องการแท่้จริงของลูกค้า  ซึ่งหนักกว่านั้น คือ นำไปสู่การตั้งเป้าหมาย หรือ การแก้ไขปัญหาที่ล้าสมัยในการปฎิบัติทางการจัดการ รวมถึงลืมเรื่องนวัตกรรมไปด้วย ซวยจริงจริง 


คราวนี้มาถึงว่าจะทำอย่างไร เราจะแปลงร่างองค์กรอย่างไร ที่จะทำให้ง่ายต่อลูกค้าในการทำธุรกิจกับเรา คำตอบสุดท้ายในที่นี้ คือ การปรับเปลี่ยนกระบวนงานธุรกิจ business process  ซึ่งถือได้ว่าเป็นงานที่ยาก การเปลี่ยนแนวคิดไม่ได้ง่ายเหมือนปอกกล้วย  เป็นเรื่องการเปลี่ยนรูปแบบความคิดที่สำคัญของคน เป็นการมุ่งเน้นลูกค้าแบบ 1 to 1 และการดึงทรัพยากรที่ไม่ใช่เฉพาะในองค์กร แต่เป็นทรัพยากรทั้งโลกมาร่วมด้วยช่วยกัน นั่นคือ management activity ทุกอันต้อง integrate ต้องเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้า ทำให้เป็นวัตถุประสงค์ในองค์กร สร้าง business process ใหม่ กำหนดและสร้างความสามารถองค์กรใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้นเพราะการจัดการในรูปแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำให้องค์กรต่อสู้ได้ และไม่มีทางจะสู้ได้อีกต่อไป เพราะนอกจากผิดตั้งแต่สมมุติฐาน การควบคุมไม่ได้เอื้อต่อการฉายแสงศักยภาพของคน ที่จะทำให้คนเปลี่ยนมาคิดอะไรใหม่ๆได้สินทรัพย์ที่มีค่าจะไม่ได้ถูกใช้เต็มที่ในการขับเคลื่อน  องค์กรมันต้องแตกต่างและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงที่สุดในการทำธุรกิจ เลิกลำดับขั้นแบบเดิมๆ โครงสร้างขนมชั้น สร้าง new management model เปลี่ยนผ่านจากการจัดการเป็นการนำ เป็นการจัดการความเปลี่ยนแปลง เป็นการสร้างความเชื่อมั่น เป็นการสร้างผลิตภาพจากการเป็นหุ้นส่วนซึ่งจะทำให้การตัดสินใจของเราแตกต่างได้ มันไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแบบที่เคยเปลี่ยน not just a tiny bedroom แต่ต้องเปลี่ยนแบบ...from mediocre to great ซึ่งก่อนอื่นต้องแปลงร่างองค์กรเป็น business process driven แทน business function driven   ถ้ายังสงสัยคำว่า กระบวนงาน process อยากรู้..ก็พอจะให้ความหมายได้ว่า เป็นกิจกรรมใหญ่เบิ้มของงานตามลำดับ ตามเวลา มีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดที่ชัดเจน แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างงาน input และผลลัพธ์  องค์กรที่ใช้การขับเคลื่อนด้วยกระบวนงานจึงเป็นองค์กรที่สนับสนุน กระตุ้น ให้อำนาจคนในการคิดสิ่งใหม่ๆ การทำงานตามกระบวนงานที่มุ่งเน้นลูกค้าจะเน้นที่ผลลัพธ์มากกว่าการจบงานในตัวเองแบบ function ซึ่งผลที่ได้รับจะมาจากการมุ่งปฎิบัติงานในระดับสูงกว่า อย่างน้อยคนที่ทำงานในกระบวนงานจะตอบคำถามได้ว่า หรือรู้ได้ว่า...
    • อยู่ในส่วนใดของกระบวนงานและอธิบายได้ภายใน 25 คำ (เกินไปหรือเปล่า)
    • จุดประสงค์หลักคืออะไร
    • กระบวนงานสร้างคุณค่าให้ลูกค้าอย่างไร
    • งานของตนเกี่ยวข้องกับการสร้างคุณค่านั้นอย่างไร
    • คนอื่นกำลังสร้างคุณค่าอย่างไร
    • ใครอยู่ก่อน หรือ อยู่หลังการทำงานของเรา
    • องค์กรใช้วิธีการวัดผลการดำเนินงานจากกระบวนงานอย่างไร
    • ตอนนี้กำลังวัดอะไร
    • รู้ว่าจะอยู่ถูกที่คิดถูกทางอย่างไร
    • กระบวนงานอื่นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
    • การปรับปรุงกระบวนงานจะต้องใช้อะไร อย่างไร
ประมาณนั้น..ดูดีกว่ามาก.. การจัดการธุรกิจที่เน้นกระบวนงาน เป็นการมองธุรกิจจาก outside-in และ inside-out ที่บูรณาการกระบวนงานให้เข้ากับกลยุทธ์  สร้างแรงบันดาลใจตั้งแต่ระดับผู้บริหารในห้องประชุม ไปจนถึงการกินข้าวกลางวันกับลูกน้อง   เป็นการออกแบบกระบวนงานทางธุรกิจที่ส่งผลถึงการบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กร เป็นการออกแบบองค์กรที่จะขับเคลื่อนกระบวนงานทางธุรกิจ ใช้เทคโนโลยีเพิ่มคุณค่าและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน  ยึดมั่นในระบบการวัดผลตามการดำเนินงานตามกระบวนงาน ที่สำคัญ คือ เป็นการรักษาจุดยืนและการประสานสอดคล้องกันของกิจกรรมทางธุรกิจอย่างเป็นเนื้อเดียว ดูๆไปก็ไม่น่าจะยาก.. ต้องลองแล้วจะรู้ ไม่ทำไม่รู้ ทำแล้วยังไม่รู้...ตัวใครตัวมัน

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สั้นๆกับความรักงามงาม


ความรักเป็นความงามของชีวิต
ความรักมีพัฒนาการ
ความรักมีลำดับและไร้สาร
ความรักไม่ต้องทน
ความรักไม่มีเส้น
ความรักเป็นเรื่องช่วยไม่ได้
ความรักสมใจเสมอ สมหวังไม่เกี่ยว



หนึ่ง...รักแม่ รักพ่อ... รักตั้งแต่เกิดจนตาย เกิดมาชาติไหนก็รักเสมอ...ขอเป็นลูก เป็นรักอมตะนิรันดร์กาล รักไม่รู้ดับ รักไม่รู้จบ เป็นรักเดียวที่อยากรักข้ามภพข้ามชาติ
สอง...รักลูก... รักผูกพัน รักกันเหนียวแน่น รักไม่ต้องอธิบาย รักไม่ต้องบอก รักที่มีแต่ให้ เติบโตแค่ไหนก็ยังรักเหมือนเดิมเพิ่มทุกวัน
สาม...รักเพื่อน.. รักนี้รักจริงไม่มีจาง ด่ากันก็ยังรัก ตัดไม่ขาดแม้บางครั้งบาดใจเกิน รักมันไปเรื่อยๆ รักไปขำไป รักได้รักดี  รักนี้ต้องมีเมตตา สำหรับบางคน....ถ้าแอบรักเพื่อน อาจซวยได้ เสียเพื่อนและเพื่อนเสีย แต่วันหลังๆจะยังรู้ว่างามอยู่
สี่....รักคนน่ารัก รักไปซึ้งไป รักไปซ่อมไป เป็นความงามของกรรม (ระยะหลังไม่ค่อยเจอ ไม่ค่อยซาบซ่าน เขียนได้น้อย)
ห้า...รักคนน่าเกลียด รักยาก แต่รักได้จะงาม รักต้องฝึกหัด งามตัว ไม่งามหน้า (นี่ก็น้อยเหมือนกัน ไม่ค่อยมีแล้ว)
หก...รักคนที่เขาไม่รักเรา รักไม่ได้คำตอบ แต่ยังรัก งามอยู่
เจ็ด...รักคนมีเจ้าของ งามได้ถ้าเนียน รักหวังดี ไม่หวังได้ พยายามให้กลายเป็นรักเพื่อน จะงามมาก
แปด...รักคนแก่ รักไปฟังธรรมไป รักชื่นชม รักดูแล
เก้า...รักเด็ก ชีวิตสดใส (...ดูได้จากป้าแอ) รักเติมใจให้เด็กลง ต่อวัย ต่อชีวิต
สิบ...(ถ้าคนไม่รัก) รักหมา อันนี้ รักยังไง ได้ตอบมาเสมอ ได้ความซื่อสัตย์เสมอ มีรักในแววตาบอกมาทุกครั้ง รักอ้อนวอน รักที่คิกคัก รักบริโภคแบบบริสุทธิ์ รักเป็นธรรมชาติ และรักไปขำไป...คล้ายรักเพื่อน

ใครคิดอะไรออกว่ามีอะไรงามอีกในความรัก... บอกต่อ...บอกมา

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ฟ้ามีอยู่ทุกที่ ความรู้สึกดีหาไม่ยาก

ภาษาฟ้า... เชียงคาน

 
ฟ้าบอกกาลเวลา ตรงๆ ชัดๆ ทุกวัน ทุกวัน
คนมีกาละเทศะ ตามจริต เปลี่ยนได้ทุกวัน ทุกวัน
ฟ้าไม่เหนื่อยเพราะไม่โกหก แต่คนจะล้าเพราะจำไม่ได้
สมองมีจำกัด...ใช้อย่างฉลาด ไม่โกหก แปลว่าไม่ต้องจำ

แต่งดินถึงฟ้า.. วัดแม่ริม ขุนช่างเคี่ยน 

  
ฟ้าเปลี่ยนเอง ไม่ต้องแต่ง...
ปรุงไปก็เท่านั้น สวยแล้วยังไง ดีแล้วยังไง
แค่ฟ้า แค่คนที่เกิดใต้ฟ้า อาศัยกายอยู่ไม่นาน..ก็ไปกันหมด
ปัญหา คือ จะไปยังไง ไปแบบไม่ต้องกลับมาอยู่ใต้ฟ้าอีกหลายภพหลายชาติ
.. จะไปได้ไหม 

ฟ้ากับน้ำนิ่ง.. แปงกอง อินเทอลาเกน

 
ฟ้ากับน้ำ...นิ่ง สว่าง สงบ เป็นบางครั้ง 
เรา...นิ่ง สงบ เป็นบางคราว แต่ไม่ค่อยสว่าง
ไหลตามน้ำ..ดี หรือว่า.. ไม่ดี
ไม่ดี... เพราะไม่รู้ว่าน้ำไปไหน ไปที่อโคจร จะอกุศล
ตั้งใจดี ไม่ไหล ไม่ไป ไม่อยู่ ไม่รู้บ้างก็ดี....

ฟ้ากับเขา.. สิกขิม ใจหิมาลัย

 
ฟ้ากับเขา เป็นเราที่ต่าง
ฟ้าเดียวกัน ยืนต่างที่ ฟ้ายังเป็นฟ้า แต่เราไม่เป็นเรา
เรารับเรื่องเขามาอยู่กับเรา เฮ้อ เหนื่อย
ปล่อยเรื่องเขาให้เป็นของเขา.. เรื่องของเรายังเอาตัวไม่รอด ใจไม่นิ่ง ไม่เห็นของจริง
ฟ้ากับเขา เราขอลาก่อน.. 

ช่องฟ้า.. เชียงคาน ฟิเรนเซ่ เอลเจม

  

ไม่ว่าจะมืดมาก มืดน้อย ทุกที่..มีช่อง... มองไปสว่าง 
เลือกที่ชอบ ช่องที่ใช่ ถูกใจอาจไม่ถูกต้อง
หัดมอง ลองใจตัวเอง...แม่นแค่ไหน

ฟ้าเมืองไทย....ที่บ้าน

 
ไม่ว่าฟ้าตอนเช้า ตอนเย็น...บ้านเราแสนสุขใจ
พอใจที่ได้ ใจที่พอดี  พอใจที่มี ใจที่....พอเพียง
อยู่สบาย อยู่กันดีดี อยู่แบบสุขขี อยู่แบบ...เพียงพอ

ฟ้าเชียงดาว.. ฟ้ามัว 

ไป(ใจ)มืด..กลับ(ใจ)สว่าง  นานๆไปใจยังมืด..ได้อีก 
 ไปหาสติ ไปหาอาหารใจ 
(อาหารกาย อยู่ที่เชียงดาวเนส ^_^)
มืดมืดมัวมัว  สลัวสลัว ไม่ชัดเจน 
ช่วยกันรู้ ช่วยกันมีสติ


ขอบฟ้า..อินทนนท์

 
ฟ้ายังมีขอบ กรอบเอาไว้แหก ใจยังไม่แยก กายยังอยู่ดี
ต้องแหก ต้องแปลก ต้องเปลี่ยน
ไม่เปิด ไม่เปลี่ยน อยู่เลี่ยนๆจะอยู่ไปทำไม....

ฟ้าตูนิเซีย..หลายอารมณ์
 
ดูดีดี ไม่มีเศร้า คนมีความเหงาเป็นมิตรและเป็นนิจ
มาเลย..เหงาๆเนี่ย ชอบ ฝึกสันโดษดีนักแล
วุ่นวายมันไม่ใช่ที่  ที่ดีๆ คือที่เงียบๆ
ดูดีดี ดูตัวเองชัดๆ ดูจริตให้ขาด

ฟ้าเมืองเลลาดัค...ฟ้าเป็นฟ้า

  
ฟ้าใสไม่มีแม้แต่ขี้เมฆ ฟ้าจริงจริง
ตัวตน ตัวจริง ตัวเป็น 
คนนั้นแท้จริงตัวสกปรก ใจไม่สะอาด เลยต้องปรุงแต่ง...เลยเหนื่อย
แบกมาจนล้า ไข่วคว้าจนเพลีย
ต้องละ..บ้าง ต้องวาง..บ้าง โลกนี้ไม่มีอะไรสำคัญขนาดนั้น....

ฟ้าใต้กระโปรง.... คนติดกับดัก

มองเลยไป..อย่าหยุดที่กระโปรง
ถ้าหยุด จะติด ฟ้าจะหาย...
ติดกรอบ ติดคน ติดใจ 
คิดผิด ติดมันหมดทุกอย่าง.. ตายแน่ ตายแน่

ฟ้าต่างที่พาโร ภูฐาน และ อัครา อินเดีย


 
ต่างแค่ไหน ติดดิน กินบนปราสาท....ตายเหมือนกัน
ความสวยงามของชีวิตได้มาเท่ากัน จะมองเห็นหรือเปล่า อยู่ที่ปัญญา...การรู้
คว้ามาก.. กลายเป็นไม่รู้ คว้าน้อย หรือ ไม่คว้า กลายเป็นว่าสุขสม
เลือกเกิดไม่ได้...จะเลือกตายหรือเปล่า...