แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องของชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องของชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

อะไรที่ไม่ดีกับเรา...เป็นเรื่องดี

มันเป็นธรรมดาที่คนเราอาจรู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่มีผลกระทบกับจิตใจในทางลบ

ความโมโหความโกรธ มันทำให้สำนึกว่าเราโง่เราบ้า
ความเสียใจ มันทำให้เรารู้ว่ายังดีที่มีความรู้สึก ยังมีใจ
เป็นคน ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นยังไงนี่ยังดีกว่าที่ “ไม่รู้” เรื่องตัวเอง
แต่จะดีกว่านั้นมันต้อง “ตั้งใจ” ที่จะสำรวจตัวเอง
ชีวิตที่ตั้งใจ ทำให้เราชัดเจนกับทุกอย่าง
ทุกเรื่องที่ได้คิดได้ทำ มัน คือ ความตั้งใจ
(รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว หรือทำเป็นไม่รู้ตัวนี่อีกเรื่อง)
ผิดก็รู้สึกผิดไป ไม่มีการแถ ผิดก็แค่แก้ แต่ไม่ใช่แก้ตัว
ถ้าชีวิตมันดีทุกอย่าง...การเรียนรู้มันไม่สาสม
ประมาณอกหักดีกว่ารักไม่เป็น
คือรักสำเร็จ มันก็แค่นั้น แต่ไม่สมหวังนี่ความรู้สึกมันมาเต็มๆ
มันทำให้เราเรียนรู้ได้ถึงกึ๋น ดังนั้นอะไรที่ไม่ดีที่เป็นทุกข์กับชีวิต
มันเรียนรู้อะไรได้เยอะกว่า มันทำให้เกิดสำนึกทบทวนได้ลึกซึ้งกว่า

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563

การตายดีเป็นวิถีที่เลือกได้

ความตายไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คนมักหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงเพราะถือว่าเป็นเรื่องอัปมงคล ซึ่งมันก็แปลกอยู่เพราะทุกคนรู้ว่าตัวเองต้องตายในวันหนึ่ง แต่กลับไม่อยากพูดถึง ย้อนแย้งดีเหมือนกันนะคนเรา คือ การพูดถึงความตาย ไม่ได้ทำให้ตายเร็วขึ้น หรือการไม่พูดถึงความตายก็ไม่ได้ทำให้ตายช้าลง จะตายยังไงก็ตาย ตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้  ที่ดีคือการเตรียมตัวตายให้งามๆ ไม่ต้องเป็นภาระคนข้างหลัง คนไทยเรามีสิทธิ์การตายดีนะตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ 


“...การตายดีตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ระบุว่า “บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้…” 


มันแปลว่าเราสามารถวางแผนดูแลตนเองไว้ล่วงหน้า เช่น ถ้าถึงระยะสุดท้ายแล้ว อย่ามารักษา อย่ามารุกราน อย่ามาปั๊มหัวใจ อย่าใส่ท่อนะ ประมาณนั้น  เป็นต้น หรือจะเอาให้เต็มที่ในการยื้อชีวิตก็ว่ากันไป แต่ยื้อได้ไม่ได้นี่มันตามบุญตามกรรมไปนะ หมอก็คงรับรองอะไรไม่ได้ พวกหมอเองยังอยากตายดีเลย ไปอ่านมามีการสำรวจพวกหมอเกี่ยวกับการวางแผนการตาย โดยมีสถานการณ์สมมติว่า… ถ้าเกิดเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย  หมอจะเอายังไง สรุปๆคือ

  • ไม่ต้องการ CPR 90%(ไม่ต้องการให้ปั๊มหัวใจ 90%)
  • ไม่ต้องการ เครื่องช่วยหายใจ 80%
  • ไม่ต้องการสายให้อาหาร 80 %
  • ไม่ต้องการ การฟอกไต 80%
  • ไม่ต้องการ การผ่าตัด 80%
  • ไม่ต้องการ invasive test 80% การตรวจอื่นๆที่ ต้องเจ็บตัว
  • ไม่ต้องการเลือด 80%
  • ไม่ต้องการสารน้ำ 60%
  • ไม่ต้องการยาปฏิชีวนะ 60%
  • ต้องการยาแก้ปวดเพื่อจากไปอย่างสงบ 80%

สรุปคือ อยากตายตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีสายอะไรมาโยงใยยุ่งยาก คาดว่าคงคิดประมาณยื้อไปก็ตายอยู่ดี อาจยืดเวลาได้แต่ก็ได้นิดหน่อย ไม่คุ้มเจ็บจากการรักษา ที่เจ็บปวดกว่าการเจ็บป่วยจากโรค 


การมีแค่ชีวิตอยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้ ตัดสินใจไม่ได้ พูดอะไรไม่ออก จำตัวเองยังไม่ได้มันคงน่ากลัวกว่าความตายเยอะ เลือกได้ ก็ เลือกตายดีดีกันไป มีคนว่าไว้  “...สิ่งที่มนุษย์ผู้มีสติปัญญาจริงๆต้องการ เมื่อถึงเวลา คือ การเสียชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี สงบ และ ไม่เจ็บปวดเท่านั้นเอง...”


วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2563

สมอง..อยู่กันไปนานๆหน่อย

ใจร้อน ไม่ยอมคน แรงมาแรงไปไม่โกง
แบบนี้สมองจะอยู่ด้วยกันไม่นาน
การโกรธ คือ แสดงอำนาจเหนือ
การเสียงดังโวยวาย คือ อยากให้คนทำตาม
แบบนี้เรียกคนหัวร้อน ทำบรรยากาศแย่
มันไม่ใช่แค่ทำให้คนอื่นลำบากใจ หรือ ร้อนตาม
แต่มัน backfire เพราะตัวเองจะซวย
มันส่งผลถึงสมองนะ ไม่ใช่แค่อารมณ์หรือใจ
สมองจะทำงานหนักมาก ใช้อ๊อกซิเจนมากกว่าปกติ
เพราะว่าต้องหาคำตอบในสิ่งที่เจ้าตัวหัวร้อนขึ้นมา
สมองเลยไม่สามารถแยกแยะอะไรได้ดี
สมองแปรปรวนไม่มีเหตุผลแล้ว
ปิดเปิด ปิดเปิด มันทำให้สมองพังและเสื่อมก่อนวัย

วิธีบำรุงสมอง คือ
สูดหายใจเข้าลึกๆยาวๆ ให้ออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงสมองให้เพียงพอ
ให้มันมีสติมากขึ้น
โกรธ...อย่าเพิ่งแสดงออก อย่าเพิ่งพูด
ใช้ความร้อนให้เป็นประโยชน์ อย่าไปใช้กับคนอื่น
ใช้เผาหัวแข็งให้มันอ่อนลง
อัพเกรดปัญญาหน่อย อย่าให้สมองทำงานหนัก
สมองจะได้อยู่กับเราไปนานๆ


วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ทบทวนให้ดีกับการใช้ชีวิต


คนเราต้องมีการทบทวน จัดการเรื่องราวต่างๆให้มันดีกับชีวิต
📌 ทบทวนความเชื่อ อะไรบ้างที่เป็นความเชื่อที่มีเหตุผล หรือ ที่ไม่มีเหตุผล จะได้ลดความเชื่อเดิม ๆ เพื่อเปิดใจให้กว้างสำหรับการก้าวไปข้างหน้าอย่างมีหลักการ
📌 ตอนนี้ที่ไม่เปลี่ยน คือ ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน การจัดการกับเวลาใหม่ให้มันสมดุลกันทั้งเวลางานและการใช้ชีวิต
📌 กลั่นกรองการรับข่าวสาร อย่าตามติดจนโควิดเข้าสิง ไม่ใช้เวลากับการรับข้อมูลข่าวสารในแต่ละวันนานไปเพราะชีวิตเราก็ต้องเดินหน้า ข้อมูลข่าวสารมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ อย่าตกเป็นทาส รับอย่างมีสติ ไตร่ตรองก่อน อย่าเชื่อเพราะอยากจะเชื่อ
📌 มุ่งเน้นการให้ที่มากขึ้น ความสุขจากการเป็นผู้ให้ มันจะทำให้รู้สึกอิ่มเอมใจไม่ว่าสถานะการณ์จะลำบาก เปลี่ยนไปอย่างไร การอาสาช่วยเหลือนี่อมตะนิรันดร์กาลที่ทำให้โลกมันน่าอยู่ขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของเงินทองเท่านั้น การช่วยเหลือเล็กน้อยของเราอาจมีความหมายยิ่งใหญ่สำหรับผู้ที่ต้องการ ทำดีวันละนิด
📌 มันเป็นเวลาของการเปิดโลกใหม่ให้ตัวเอง โลกแห่งการเรียนรู้ เพื่อให้ได้ทักษะใหม่ๆที่ไม่จำเป็นต้นเป็นด้านวิชาการเสมอไป อาจเป็นสิ่งที่เราชอบ สนใจ หรือสิ่งแปลกใหม่ที่อยากลอง เช่น ทำอาหาร เย็บผ้า วาดรูป โลกนี้มีอะไรอีกมากที่รอให้ค้นพบ

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

การเคลื่อนไหวสำคัญ แต่มากไปอาจมีเครียด



ชาวญี่ปุ่นนิยมกินปลาสดอย่างยิ่ง การกินปลามาก จับปลามากขึ้นทำให้เรือประมงญี่ปุ่นต้องแล่นไปหาปลาไกลขึ้นๆ และการขนส่งที่ไกลขึ้นนานขึ้นทำให้เนื้อปลาที่จับได้ลดความสดและความอร่อยลง จึงเป็นที่มาของเรื่องเล่าที่ว่า เรือประมงบางลำติดตั้งแทงค์น้ำขนาดใหญ่บนเรือ ใส่ปลาที่จับได้ในนั้น ภายในแทงค์น้ำมีปลาฉลามตัวหนึ่งว่ายวนอยู่ เมื่อปลาเล็กอยู่ใกล้ฉลาม ก็ต้องว่ายหนีตลอดเวลา เมื่อขึ้นฝั่ง ก็ได้ปลาที่มีชีวิตและเนื้อยังสดอยู่  แต่ทีนี้มันก็คิดได้ว่าปลาทั้งหลายที่ว่ายหนีฉลามนี่ มันจะเครียดหรือเปล่า ถ้าเครียดมากมันจะยังอร่อยอีกไหม 

สำหรับคนในมิติกายภาพ การเคลื่อนที่มันสำคัญอยู่ เพราะยังไงร่างกายนี้ต้องการการเคลื่อนไหว คือไม่เคลื่อนก็เฉาตาย อยู่เฉยๆเผลอๆอายุจะสั้นเอาด้วย จึงมีการออกมารณรงค์ให้ออกกำลังกาย เช่น แกว่งแขนบ้างเพื่อให้น้ำเหลืองกระจายไปทั่ว เพราะระบบน้ำเหลืองของคนไม่มีปั๊มเหมือนระบบเลือดที่มีหัวใจปั๊มเลือดไปทั่วร่าง เราจึงต้องเคลื่อนไหว ให้ระบบน้ำเหลืองทำงานไหลเวียนดีขึ้น และไม่เจ็บป่วยง่าย หรือจะว่ายน้ำก็ได้  

ในมิติจิตใจ เรากลับพอใจในความมั่นคงลงตัว คือ อยู่เฉยๆก็สบายแล้ว แบบนี้มันจะเหมือนเดิมทุกวัน ไม่สร้างสรรค์ ไม่พัฒนา ชีวิตเฉื่อยลง อาจต้องไปหาฉลามมาไล่ให้มันมีความท้าทายขึ้นมาบ้าง องค์กรก็เช่นกัน ถ้าทำตัวแบบเสือนอนกิน แมวนอนหวดก็จะอุ้ยอ้าย ปรับตัวยาก เจอปัญหาก็จะรับมือไม่ไหว มีปัญหาบางทีก็ดีเหมือนกัน มันทำให้ได้คิด ได้กระตือรือล้น ได้ลงมือแก้ไข ซึ่งจะทำให้แกร่ง แข็งแรงขึ้น ถ้าแบบนี้ จะถือว่าปัญหาเป็นวาสนาก็พอได้เหมือนกันนะ

แต่มันก็เหมือนที่ว่าไว้ เคลื่อนมากไป เร็วเกินไปจากการถูกผลักดันสุดสุด มันก็จะทำให้เครียด พอเครียดนี่ อะไรก็ช่วยไม่ได้ โรคภัยตามมา ผลิตภาพก็อาจไม่เท่ากับที่คาดหวัง เสียเวลา เสียทรัพยากร เหมือนกับเอาแท้งค์น้ำขนาดใหญ่ไปติดตั้งบนเรือ มันเป็นเรื่องยุ่งยากและเรือก็หนักขึ้น ปลาที่ได้ก็ไม่รู้อร่อยจริงไหม 


วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2563

เรือคนละลำ


มีใครไม่ทราบว่าไว้ WE ARE NOT IN THE SAME BOAT
...หลายคนว่าเราอยู่บนเรือลำเดียวกัน แต่มันไม่น่าจะใช่
เราอยู่ภายใต้พายุเดียวกัน แต่ไม่ได้อยู่บนเรือลำเดียวกัน
บางคนยังอยู่บนเรือดีดี แต่เรือของบางคนอาจแตกไปแล้ว
สำหรับบางคน quarantine มันได้เลย มันเป็นช่วงเวลาปรับตัว ทบทวน แต่ quarantine สำหรับหลายคน คือ ช่วงวิกฤติทางการเงิน อาจถึงสิ้นหวัง
บางคนที่โดดเดี่ยว ยิ่งเหงาจัด เหงาไม่สิ้นสุด 
ในขณะที่บางคนรู้สึกสงบ ได้อยู่กับครอบครัวเต็มที่
เงิน 5000 สำหรับบางคนมันช่วยชีวิต
แต่สำหรับบางคนมันแค่เงินบนตู้เย็น
บางคนบ่นด่าว่าไม่ได้กินเหล้า จิบไวน์ช่วงสงกรานต์
หลายคนแม้แต่ข้าวยังไม่มีจะกิน
บางคนอยากกลับไปทำงานเพราะต้องการเงิน
ในขณะที่บางคนอยากจะฆ่าพวกที่ไม่กักเก็บตัว
บางคนติดเชื้อเกือบตาย เสียคนที่รักไป หรือกำลังทุกข์ใจว่าจะรอดไหม แต่หลายคนไม่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหน ยังถามหาเสรีภาพอยู่เลย
บางคนมีความหวังว่าจะมีปาฎิหารย์ในปี 2020
แต่บางคนว่าไอ่ที่เลวร้ายกว่านี้มันยังมาไม่ถึง
เรื่องนี้จริงมาก...เราไม่ได้อยู่บนเรือลำเดียวกัน เรามีความรู้สึก ได้ประสบการณ์จากเหตุการณ์โควิด 19 แตกต่างกันมาก แต่ละคนเอาตัวรอดแหวกว่ายในพายุเดียวกันโดยวิธีใครวิธีมัน สิ่งสำคัญ คือ เราคงต้องมองให้ลึกกว่าที่ตาเห็น เราอยู่บนเรือที่แตกต่างกันภายใต้พายุนี้ และมีการเดินทางที่แตกต่างกันมากด้วย !!

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2563

หลักการในการมีชีวิตที่ใช่

ถ้ามีคนถามว่า คุณมีหลักการอะไรที่ใช้ประจำในชีวิต คุณจะตอบว่ายังไง สังคม เศรษฐกิจหลังจากนี้จะสับสนอลหม่านมาก ถ้าเราไม่มีหลักการของตัวเองที่ใช่ ชีวิตจะยุ่งยากและมีแต่ปัญหาตามมา โดยเฉพาะ ถ้่าไปเอาหลักการที่เราไม่เข้าใจ ไม่ใช่ตัวเองมาใช้ในการตัดสินเหตุการณ์ต่างๆแล้ว มันจะทำให้ชีวิตผิดทิศผิดทาง 
หลักการที่ “ใช่” นั้นช่วยได้อยู่หลายประการ
➡️ มันคือ “แนวทาง” ที่กำหนดพฤติกรรม ทำให้คนมองเห็นปัญหาต่างๆที่อยู่รอบตัวได้ดีขึ้น กำหนดแนวทาง กำหนดเป้าหมายที่ให้เราสามารถเดินไปอย่างสบายใจ มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิต
➡️ มันคือ การตรวจสอบความเชื่อของคน คนมีความเชื่อในเรื่้องต่างๆอยู่แล้ว การมีหลักการจะช่วยตรวจสอบการตัดสินใจ ลดความผิดพลาด ทำให้การตัดสินใจเราเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดขึ้น เพราะมีหลักยึด มีเกณฑ์ที่ใช้ ไม่หลงเชื่องมงายกับอะไรง่ายๆ แต่จะรู้จักเลือกและตัดสินปัญหาสำคัญๆได้ดี มีความเข้าใจโลกทัศน์ของตัวเองถ่องแท้ด้วย
➡️ มันคือ เรื่องของความมีเหตุมีผล อย่างน้อยหลักการที่ใช่ ทำให้เรามีสติ แม้แต่ในชีวิตประจำวัน รู้ถูก รู้ผิด รู้ดี รู้ชั่ว อะไรคือความถูกต้อง อะไรคือความยุติธรรม อะไรคือการให้เกียรติ อะไรคือความรับผิดชอบ เหตุผลจะทำให้คนมีวิจารณญาณ และทำให้ชนะความถูกใจแต่ไม่ถูกต้อง เราจะไม่ให้สิ่งที่ไม่มีเหตุผลมาเป็นอุปสรรคทางความคิด ลดความขัดแย้งในตัวเอง
➡️ มันคือ การเข้าใจชีวิต ทำให้คนเกิด “ความใช่และดีงาม” มีโอกาสพลาดในชีวิตได้น้อยกว่าคนอื่นเพราะมีหลักการที่ถูกต้อง ทำให้ชีวิตเดินไปในทางแห่งความสุข มีค่า มีประโยชน์ต่อสังคมรอบข้าง 
มีเวลามากช่วงนี้ ก็ทบทวนลองคิดดูว่าเรามีหลักการที่ดีงามอะไรในชีวิตเราบ้าง จะได้เห็นตัวเองชัดๆและมีหลักยึดที่ใช่ให้ชีวิตเป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการ ชีวิตที่สวยสง่างาม 

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2563

เผื่อใจ...ทุกสิ่งไม่ใช่อากาศถึงขาดไม่ได้

การมองโลก มองเหตุการณ์บ้านเมืองหรือภาวะเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่มักจะเห็นแต่ปัญหา หรือด้านลบ การตั้งความหวังมันเป็นเรื่องอนาคตที่ไม่แน่นอน ยิ่งระยะนี้สมหวังยาก ต้องเผื่อใจกันบ้างว่าปัญหาหรือสิ่งเลวร้ายสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ  วิธีเตรียมใจอย่างหนึ่ง คือ การมองว่า ความแก่ ความป่วย ความตาย จะต้องเกิดขึ้น ไม่มีใครหนีพ้น เช่นเดียวกับความพลัดพราก ความผิดหวัง ความเสียใจ แบบนี้มันจะช่วยไม่ให้เราประมาท เพลิดเพลินหลงใหลกับความคาดหวังมากเกินไป
การเผื่อใจจะช่วยให้เราไม่เสียศูนย์เมื่อเจอความพลิกผัน
มันต้องมองชีวิตแบบเผื่อๆกันบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดความทุกข์
➡️ ยอมรับความเปลี่ยนแปลงเพราะมันเป็นธรรมดาของโลก
➡️ มีความสุขได้ด้วยตัวเอง รักษาระยะห่าง อยู่บ้านก็สุขได้
➡️ คิดให้คนอื่นเกิดสุขด้วย ไม่ใช่คิดถึงแต่ความสุขของตัวเอง
➡️ เรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่างของความสุขคนอื่น
➡️ ไม่ควรทำแต่สิ่งที่ตัวเองชอบ มองถึงความต้องการคนอื่นด้วย
➡️ มีความรับผิดชอบ เกรงใจสังคมด้วย
คิด “เผื่อใจ” ให้มากในระยะโควิด19 อาละวาดหนัก !!

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2563

ความเอื้อเฟื้อกัน

สิ่งที่ชาติต้องการ คือ ความเอื้อเฟื้อกัน ❤️🇹🇭
ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นค่านิยมของไทยที่สำคัญ สิ่งนี้ทำให้เราพิเศษแตกต่างจากคนชาติอื่น ซึ่งเราควรยึดถือและนำมาปฏิบัติต่อกันต่อไปแบบไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะในเวลานี้..เวลาวิกฤติ มันจะทำให้เรามีความหวัง เราจะเห็นภาพอนาคตที่สดใส คือ สังคมไทยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ทุกคนต่างมีน้ำใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เกิดเป็นความรัก ความสามัคคี สังคมจะเข้มแข็ง มีความปลอดภัยและน่าอยู่อย่างแน่นอน 
ที่ต้องเข้าใจก่อนเป็นอย่างแรก คือ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เกิดจากจิตใจที่มีความรัก ความเมตตา และความโอบอ้อมอารี แล้วปฏิบัติต่อกันอย่างเกื้อกูล มันเป็นเรื่องข้างใน มีไม่กี่เรื่อง คือ 
❤️ มีน้ำใจ : รู้จักแบ่งปัน เห็นใครเดือดร้อน ไม่นิ่งเฉย ต้องช่วยกัน
🇹🇭 เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม : ไม่ฉกฉวย ไม่เอาเปรียบ ไม่เห็นแก่ตัว รับผิดชอบต่อสังคมเต็มที่
🥰 ไม่คิดร้าย : คิดแบบมีเมตตา ไม่ทำความเดือดร้อน ไม่สร้างความเสื่อมเสีย ไม่ก่อปัญหา 
เท่านี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกหลานไทยได้
#การกระทำสำคัญกว่าคำพูด


วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2563

อยู่บ้านให้สบายใจ


อยู่บ้านให้สบายใจ
  • อย่าคาดหวัง : ระยะนี้สมหวังยาก ปัจจัยเสี่ยงเยอะและลากยาวแน่นอน ทำใจอยู่กับปัจจุบันมีอะไรในบ้านก็ทำไป โดยเฉพาะที่ไม่ได้ทำตอนชีวิตเร่งรีบออกไปทำงาน มองดูต้นไม้ใบหญ้า จัดบ้านช่อง ซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องใช้ จัดดอกไม้ใส่แจกัน วาดรูป เรียนที่อยากเรียนออนไลน์ ฯลฯ สารพัดจะทำได้ในตอนนี้ ที่ไม่ต้องอาศัยความคาดหวัง 
  • อย่าคิดเล็กคิดน้อย : ช่วงโควิด ใครก็หงุดหงิดกัน อะไรไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็ปล่อยๆไปบ้างได้ จิตใจจะได้สบาย 
  • อย่าคิดว่าแข็งแรง : ร่างกายคนเรามีถดถอย มีเวลาเยอะก็ยืดเนื้อยืดตัว ออกกำลังกายเบาๆในบ้าน เพราะนอนอ่านหนังสือ ดูหนังเอ็นมันยึด เราไม่ได้ทำกิจกรรมตามปกติ ร่างกายมันแอบเฉาอยู่ แต่ก็อย่าสุ่มเสี่ยงไปในที่อโคจรในเวลาที่ไม่ควรไป เชื้อโรคมันเยอะและอันตรายกว่าที่ร่างกายคนที่ต่อให้แข็งแรง ก็รับไม่ไหว 
  • อย่าใช้จ่ายกับอารมณ์ชั่ววูบ : เรื่องเงินนี้ประมาทไม่ได้ เพราะสถาะการณ์แบบนี้มันฟื้นคืนตัวยาก ใช้เวลานานแน่นอน เอาให้พอใช้จ่ายไปได้ในสิ่งที่จำเป็นยาวๆดีกว่า 
  • แต่ก็ อย่าประหยัดจนอึดอัดกับชีวิต : มันเป็นช่วงประสาท ช่วงอึดอัดของคนอยู่แล้ว ไปไหนมาไหนก็ไม่สะดวก ร้านอาหารก็ไม่มีให้นั่งกิน ห้างสรรพสินค้าร้านรวงก็ปิด สวนสาธารณะก็ไปเดินเล่นไม่ได้ แต่ชีวิตมันต้องมีรางวัลเล็กๆน้อยๆพอชื่นใจ อะไรทำได้ อะไรที่เงินซื้อได้ทำให้ชุ่มหัวใจก็ต้องมีบ้าง อย่าเคร่งครัด งกจนชีวิตขาดความสุข 
  • อย่าลืมใช้เวลาทบทวนตัวเอง : เวลานี้ดีที่สุด ที่จะถือโอกาสใคร่ครวญสิ่งที่เราทำมา อะไรที่ไม่ดีเชิงลบก็อย่าโทษตัวเองจนหมอง แค่อย่าทำอีก อะไรที่เป็นบุญกุศล ทำแล้วมีความสุขก็ยึดไว้ให้ดี ทำต่อไป วิเคราะห์ สังเคราะห์ออกมาเป็นบทเรียนให้แก่ชีวิตที่จะก้าวไปข้างหน้าต่อไปอย่างสง่างาม

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2563

อย่าอยู่กับโลกเสมือนจริงจนทับซ้อนกับโลกความเป็นจริง


เทคโนโลยีทำให้ผู้คนบนโลกนี้มีทางเลือกกันมากมายในการใช้ชีวิต ยิ่งในช่วงเวลาเก็บตัวอยู่บ้านเพื่อชาตินี้พวกเราก็อยู่กับดินแดน Virtual World กันมากขึ้น คือเวลาปกติก็มากอยู่แล้วอย่างที่คนเคยสำรวจมาว่าคนไทยอยู่กับอินเตอร์เนตมากเกือบ 10 ชั่วโมงต่อวัน อันดับ 5 ของโลกกันเลย ตอนนี้คงหนักกว่าเดิม ซึ่งบางทีมันก็กลายเป็นความ “บ้า” เอาง่ายๆ จะบ้าไปแนวไหนก็ขึ้นกับการ “อยาก” สร้างตัวตนไปแนวนั้น เช่น พวกบ้าความคิดเห็น บ้าความรู้วิชาการ  ก็อยากให้ผู้คนเห็นว่าเป็นคนมีสาระเป็นเรื่องเป็นราว หรือ บ้าเป็นห่วงเป็นใย บ้ากดไลค์ บ้าเม้นเห็นใจ บ้าชม บ้าอวยนี่ก็อยากทำตัวเป็นนางฟ้าคนดีที่หนึ่งให้โลกได้รู้ แต่ความจริงจะเป็นยังไง มีความชั่ว ความมืดมนในใจยังไงนี่ ไม่มีใครรู้ มันหลอกคนกันได้ง่ายๆกลายเป็นมิตรภาพออนไลน์ที่นึกเอาเองว่าแน่นแฟ้นมาก เชื่อไปเลยว่าอันนั้นคือความจริง มันแปลว่าโลกเสมือนจริงนี้เข้ามามีบทบาท มีอิทธิพล ยึดครอง ครอบงำโลกแห่งความเป็นจริงไปเรียบร้อย เพราะว่าเราดันเอาพวกเสมือนจริงเข้ามาเป็นใช้เป็นมาตรฐานในการตัดสินใจคน เชื่อเหตุการณ์ที่คนแชร์ คนกดไลค์จนไม่ได้ตรวจสอบว่ามันถูกต้องเป็นจริงหรือเปล่า สรุป คือ เหมือนคนบ้าที่อยู่คนละโลกกับความเป็นจริงกันทุกแวดวงไม่ว่าจะเป็นแวดวงปุถุชนคนธรรมดา แวดวงสื่อ ไปจนถึงแวดวงการเมือง หรือแวดวงระดับผู้บริหารประเทศ 

ซึ่งก็น่าเห็นใจอยู่นะ เพราะว่าในโลกเสมือนจริงผู้คนจะมีความสุขได้มากกว่า ทุกคนสามารถจะสร้างตัวตนได้ตามต้องการ คิดและสร้างสิ่งต่างๆ ได้ตามต้องการ มีอิสระไปไหนมาไหนไม่ต่างไปจากการอยู่บนโลกจริงหรืออาจจะมากกว่า ไม่เท่านั้น ยังสามารถซื้อขายขายสินค้าได้จริง มีการนำสินค้ามาโชว์ให้ผู้คนได้เห็นได้ซื้อจริง เราเลยหลงกันจริงๆว่านี่และมันจะเป็นโลกของเราจริง 

ไม่เป็นไร ช่วงนี้ก็เสมือนจริงไปก่อนเพื่อความปลอดโรคปลอดภัย แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมไปได้ แค่อย่าลืมว่า...มันไม่ได้เป็นจริง ยังไงเราก็ต้องกลับมาอยู่กับโลกที่สัมผัสได้จริงในท้ายที่สุด ซึ่งจะทุกข์จริง สุขจริงก็แล้วแต่จะปรับตัวกันได้ ยอมรับกันได้เร็วแค่ไหน เพราะโลกแห่งความจริงไม่ได้สร้างแล้วสำเร็จจากความ “อยาก” ของเรา !! 


วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2563

เราจะไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมหลังจากโควิด 19


เหตุการณ์โรคระบาดโควิด 19 ครั้งนี้มันหนักหนาสากรรจ์มากสำหรับผู้คนบนโลกใบนี้ กระทบไปทุกภาคส่วนและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้นึกถึงเรื่อง ทฤษฎี Black Swan ที่ Nassim Nicholas Taleb นักคณิตศาสตร์และนักซื้อขายหุ้น ชาวเลบานอน ได้เขียนไว้ในหนังสือ The Black Swan: The Impact of the Highly Improbable มันสรุปได้ว่าสิ่งที่เราไม่เคยเจอ ไม่ได้แปลว่าไม่มี ทุกคนมีความเชื่อว่าหงส์มีแต่สีขาว แต่เมื่อเห็นหงส์ดำ ก็คือ มันมีแล้ว มันปรากฎขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องเหมือนโควิด 19 เป็นเรื่องไม่คาดฝัน และเป็นฝันร้ายของทุกชีวิต มันส่งผลกระทบมหาศาล และอธิบายกันไม่ถูกจนกว่าหลังเหตุการณ์นั้นเกิดไปแล้ว ถึงจะมีเหตุผลมาอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น

และหลังจากที่เกิดขึ้น “มันจะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป” nothing is going to be the same !! ผู้คนจะมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าจะเป็น new normal กันเลย ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง รู้แต่ว่า “ไม่เหมือนเดิม”
ในทางธุรกิจ เราอาจเคยมุ่งไปที่ประสิทธิผลประสิทธิภาพ แต่หลังจากนี้เราคงต้องตั้งคำถามใหม่ว่า เราจะทนทานได้นานแค่ไหน ทั้งพนักงาน ทั้งเรื่องเงิน ทั้งเรื่องของ supply chain การบริหารจัดการต้องเปลี่ยนไป เราจะสามารถควบคุมอะไรได้บ้าง โดยเฉพาะจาก “ระยะห่าง” ซึ่งเรื่องระยะห่างนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่เปลี่ยนแปลงจากเดิมกับทุกชีวิต ลูกค้าเราก็จะไม่เหมือนเดิม เราจะเห็นบทบาทของ warehouse ของ logistics ที่เน้นระบบ ไม่เน้นคน ทุก sector ทุกคนต้อง adjust ตัวเอง ผู้คนจะให้ค่าเรื่องความเสี่ยง ต้องคิดเรื่องความทนทานที่ต่างจากเดิม เราจะเข้าใจเรื่องระยะห่างมากขึ้น ว่าถึงจะห่าง แต่ก็ต้องควบคุมได้ มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วว่าว่าอะไรใกล้หรือไกล หรือต้องอยู่ในสายตา ต่อไปนี้ทุกอย่างจะเป็น “ทางไกล” มันอยู่ที่จะจัดการอย่างไร อันนี้เป็นบทเรียนสำคัญของชาวโลกกันเลย ธุรกิจต้องถามตัวเองแล้วว่า เราจะจัดการอย่างไรกับเรื่องช็อคโลกที่ปรากฎแก่สายตาตอนนี้


วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563

ทิศเหนือไม่ได้อยู่บนฟ้า

โลกไม่ได้ต้องการเฉพาะคนฉลาด แต่โลกยังต้องการคนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้และคนที่ยอมรับว่าตัวเองเข้าใจผิด คนมักจะมี motivated reasoning คือ ตั้งใจชนะมันไปทุกเวที ทำทุกอย่างได้ด้วยแรงจูงใจรวมถึงการบิดเบือน ป้องกันความคิดที่ซ่อนเร้น มันเข้าข่าย Pet Theory ทฤษฎี “ที่โปรดปราน” ประมาณหมาแมวที่เรารักเราก็มีเหตุผลความชอบส่วนตัวที่จะดูแลมันอย่างดี ใครอย่ามาแหยม ซึ่งก็คือการอุ้มชูความคิด หาเรื่องราวมาสนับสนุนสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าถูก (แบบไม่ลืมหูลืมตา) จึงมักเห็นว่าคนอื่นไม่เข้าท่า ประหลาด แต่กลับมองไม่เห็นปัญหาในความคิดตัวเอง ต่อให้มีข้อมูลความจริงมายืนยัน ต่อให้รู้ว่าตัวเองเข้าใจผิดก็จะไม่ยอมรับ

Julia Galef ได้พูดไว้ใน TEDxPSU หัวข้อ “Why you think you’re right - even if you’re wrong?” “ทำไมเราถึงคิดว่าเราถูก ทั้งที่เราผิด” โดยเธอสรุปว่ามันมีคนประเภทที่มีความคิดแบบทหาร (soldier mindset) ที่มี motivated reasoning มีความต้องการให้ความคิดตัวเองถูกและความคิดคนอื่นผิด ซึ่งพวกนี้มีความกลัวเป็นแรงขับ ต้องการความเป็นพวกพ้อง (tribalism) เพื่อตอกย้ำว่า “พวกมากต้องลากกันไป” ห้ามใครแหกคอก คนแบบนี้อันตรายมาก ไม่สร้างสรรค์ สร้างความเสียหาย ก่อให้เกิดความอยุติธรรมมาแล้วมากมาย โลกนี้มีพวกนี้มากๆเข้าจะอันตรายมาก ด้วยความกลัวแบบไร้ปัญญาจะหาความจริงนี่จะทำให้เกิดอารมณ์ the end justifies the means คือวิธีไหน (ไร้จริยธรรม)ก็ได้ ขอให้บรรลุผลที่ต้องการ น่ากลัวมากที่สุด 

Galef จึงนำเสนอความคิดแบบนักสังเกตการณ์ (scout mindset) คือ ไม่ต้องอยากชนะหรือแพ้ แต่มองสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็น เข้าใจเงื่อนไขหรือบริบทให้ดี มองให้ชัดให้จริง มุ่งแสวงหาข้อมูลตามจริงเพื่อประกอบการตัดสินใจ และไม่เกี่ยงกับความเข้าใจผิด ตรงกันข้ามจะดีใจเมื่อเห็นข้อบกพร่อง จะได้เรียนรู้เพิ่ม 

อันนี้ขึ้นกับว่าเราอยากเป็นคนที่ปกป้องความเชื่อของตัวเอง
หรืออยากที่จะเห็นโลกในแบบที่เป็นจริงๆ
คนเราไม่ได้ “รู้ทุกอย่าง” และ “ถูกทุกครั้ง”
เราเลือกได้ที่จะไม่รับรู้ ยึดความเชื่อต่อไป
...ซึ่งคนอื่นรอบข้างเดือดร้อนแน่นอน สถานะการณ์จะยุ่งเหยิงไม่รู้จบ
กับ...สละความเชื่อและความคิดของเราที่เคยมีทิ้งไป
เพื่อมุมมองที่ถูกต้องเป็นจริงมากขึ้น

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2563

ปัญหามีแค่ 2 แบบ


ลองอ่านเรื่องเล่าของหลวงปู่ชาดูก่อน...
วันหนึ่งมีคนที่มีปัญหาชีวิตหนักมาขอให้หลวงปู่ชาช่วยแก้ปัญหา เขาเล่าเรื่องราวชีวิตให้หลวงปู่ฟัง เป็นปัญหาที่ใหญ่โตและยุ่งเหยิงมาก หลวงปู่ชี้นิ้วไปที่ก้อนหินก้อนใหญ่มากก้อนหนึ่ง แล้วถามว่า “โยมผลักหินก้อนนี้ไหวไหม”
เขาตอบว่า “ไม่ไหวครับ”
“แล้วก้อนนั้นล่ะ ผลักไหวไหม” 
หลวงปู่ชี้ไปที่ก้อนหินอีกก้อนหนึ่งที่เล็กกว่าก้อนแรกครึ่งหนึ่ง
เขามองแล้วตอบทันที “ไหวครับ”
หลวงปู่ชาจึงเริ่มเทศนาธรรมว่า “ หินก้อนแรกก็เหมือนกับปัญหาของโยม ผลักก็ไม่ไหว เคลื่อนก็ไม่ได้ ถ้าเราพยายามแข็งขืนที่จะผลักต่อไปก็เหนื่อยเปล่าเพราะมันใหญ่เกินกว่าแรงของเรา แต่ถ้าปล่อยให้ฝนตก ลมพัด หินก้อนแรกก็จะกร่อนลงจนเหลือเท่ากับหินก้อนที่สอง เมื่อนั้นเราผลักหินก้อนนั้นก็จะเคลื่อนตัวได้”

ปัญหานั้นมีอยู่แค่ 2 แบบ คือ แก้ได้ กับ แก้ไม่ได้ ปัญหาที่แก้ไม่ได้คิดไปก็เท่านั้น คิดไปก็กลุ้มก็ทุกข์เพราะมันยิ่งใหญ่เกินแก้ไข แต่ถ้าปล่อยไปก่อน เวลาอาจช่วยได้ หรืออาจมีตัวแปรอื่นมาช่วยทำให้ปัญหาเบาลงหรือเปลี่ยนไป สุดท้ายเมื่อปัญหาอยู่ในระดับที่แก้ไขได้ เมื่อนั้นก็ค่อยคิดแก้ไขปัญหา 

ตอนนี้ปัญหาโควิด19 ได้ส่งผลกระทบไปยังธุรกิจอุตสาหกรรม ความเป็นอยู่ของคนทั้งโลก เราก็จมอยู่กับมัน ทุกข์ว่าเศรษฐกิจแย่ รัฐบาลห่วย และอะไรต่อมิอะไรมากมายซึ่งบั่นทอนกำลังใจในการจะมีชีวิตที่ดีต่อไป มันเป็นปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าที่เราจะแก้ไขได้ ซึ่งคิดไปก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ยิ่งคิดยิ่งเครียด 

มามุ่งที่ปัญหาที่แก้ไขได้ดีกว่าไหม ดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงไป ล้างมือ กินร้อน ช้อนกลางใครช้อนกลางมันไป ดูแลความเป็นอยู่ เมตตาคนรอบข้าง ให้กำลังใจกันไป จะทำอะไรก็นึกถึงความรับผิดชอบของตัวเองและส่วนรวม ไม่โหมข่าวเท็จ ไม่โพสต์อะไรที่อ่านไม่หมดแล้วเข้าใจผิด อีกหน่อยถ้ามีวัคซีน ปัญหานี้มันจะเล็กลง อดทนรอเวลาให้มันคลี่คลาย ไม่ต้องวิตกจริตกับปัญหาที่มันใหญ่เกินตัว 


วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563

ความสุขในโลกที่ผันผวน

ความสุขในโลกที่ผันผวน
มีคนบอกว่าความสุขสามารถแยกได้ 3 มิติ
➡️ ความสุขแบบระยะสั้น (Affective Well-being) เป็นอารมณ์และความรู้สึกที่พบเจอในแต่ละวัน ดูได้จากการที่เรายิ้ม หัวเราะบ่อยแค่ไหน เครียดบ้างมั๊ย ตัวแปรที่สำคัญ คือ ‘เวลา’ ประมาณว่าเราทำอะไรบ้างในแต่ละวัน เช่น การสังสรรค์กับเพื่อน การรับประทานอาหารที่อร่อย เป็นต้น 
➡️ ความสุขแบบระยะยาว (Life Satisfaction) เป็นความพึงพอใจในชีวิต ขึ้นกับว่าเรามีสิ่งที่ต้องการหรือสิ่งที่คาดหวังในชีวิตมากน้อยแค่ไหน ตัวแปรความสุขระยะยาว เช่น เงินเดือน หน้าที่การงาน อายุ การแต่งงาน จำนวนและคุณภาพของคนสนิทรอบข้าง และสุขภาพ
➡️ ความสุขแบบระยะยาวมาก (Meanings and Purposes) เป็นความหมายและวัตถุประสงค์ของชีวิต ถือเป็นความสุขที่มีระยะเวลาที่ยาวมาก มันคือการที่สามารถบอกกับตัวเองได้ว่าชีวิตของเรามีความหมาย เราใช้ชีวิตอย่างดีแล้ว ตัวแปรของความสุขระยะยาวมากก็คือการได้ทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม การช่วยเหลือคนอื่น
ในโลกที่ผันผวน จะมีอะไรดีไปกว่าการหาจุดสมดุลของความสุขทั้ง 3 มิติ การทำงานเพื่อเงินเดือนเยอะๆ ได้เงินมากๆอย่างเดียวอาจไม่ได้ทำให้เรามีความสุขระยะสั้น (Affective Well-being) และระยะยาวมาก (Meanings and Purposes) มันแปลว่าคนเราไม่ควรโฟกัสไปที่ความสุขในมิติใดมิติหนึ่งเท่านั้น 
ช่วงนี้พวกเราเจอกับสิ่งผันผวนมากอย่างการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 อย่าให้มันทำให้ความสุขเราหายไป เราต้องคิดทบทวนให้ดีกับตัวเองดูก่อน เอาความสุขทั้ง 3 มิติของเราตั้งไว้ แล้วพิจารณาว่ามีตัวแปรอะไรที่สำคัญบ้าง แล้วเริ่มต้นวางแผนอนาคตให้ตัวเองมีความสุข ซึ่งควรเป็นแผนที่ยืดหยุ่น เพื่อที่ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็ยังจะสามารถมีความสุขได้ในโลกที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก


วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

คนที่จะแก้ไขปัญหาได้ดี ต้องมี growth mindset !!

เพราะว่าเราเป็นคนที่มีอารมณ์และความรู้สึกกำกับ
บางทีทำให้ความเป็นเหตุเป็นผล..มันเลือนลางไป
เราเคยชินกับ “กิจวัตร” ของเราตั้งแต่เช้าจนเข้านอน
ซึ่งก็ไม่เคยจะมาทบทวนว่ามันช่วยให้บรรลุเป้าหมายอะไรในชีวิต
มุมมองของเราก็ออกแนวแล้วแต่เวรกรรม
คือพลาดไปแล้ว แล้วพลาดอีกได้ fallacy ไปอย่างนั้น
ประมาณตัดสินใจผิด ก็ทนอยู่กับความสัมพันธ์เป็นพิษอยู่นั่นแหละ
หรือการ “เดี๋ยวก่อน” ไม่ยอมเผชิญปัญหา
สิ่งเหล่านี้ทำให้คนไม่คู่ควรกับการแก้ไขปัญหา
ไม่ควรเป็นเจ้าคนนายคน หรือ แม้แต่ทำงานด้วยก็ลำบาก
แค่คบกันก็มีแต่จะลากกันไปทรมาน ไม่มีความสุข
เพราะแม้แต่จะแก้ปัญหาของตัวเอง ยังทำไม่ได้
ถ้าอยากแก้ไข ก็ไม่ได้ยากนัก เริ่มจาก
➡️ ไม่เชื่อ ต้องลบหลู่ไปเลย คือ ท้าทายความเชื่อเดิมๆที่ฝังใจ เพราะมันอาจไม่เป็นจริง มันมีอะไรนอกขอบเขตความเชื่อของเราอีกมากมาย ถ้าเราติดกับดักนี้ การแก้ปัญหาจะยิ่งทำให้ยุ่งยากเพราะมันเป็นมุมมองเดิม เพราะมันเป็นการคิดเองเออเอง เราไม่สามารถใช้มุมมองเดิม หรือการมโนของตัวเองมาแก้ไขปัญหาใหม่นะ มันจะประมาณอยากถูกหวย แต่ไม่ยอมซื้อหวย
➡️ ต้องรู้ว่า “ทุกสิ่งไม่ได้สำคัญเท่ากัน” ชีวิตมันต้องมี Priority ต้องเลือกทำ จะมาทำหลากหลาย แต่ไม่โฟกัสไม่ได้ ชีวิตไม่ใช่การไล่ล่าความสุข แต่มันต้องเลือกที่จะอยู่กับทุกข์
➡️ อย่าใช้แต่สมองลิง กิ้งก่า หมู คือ ใช้สัญชาติญาณสัตว์อย่างเดียว มันแก้ปัญหาไม่ได้ มันทำให้เรามีแต่กลัว ไม่กล้าออกจากโซนสบาย จึงไม่ได้ปัญญา มีมุมมองแคบ ไม่ยอมรับสิ่งใหม่ทางเลือกใหม่ในการแก้ปัญหา ใช้สมองคนคิด แยกแยะ ยับยั้ง หยั่งรู้ให้มากเข้าไว้
ไม่ต้องฉลาดล้ำเลิศ ล้ำโลกก็แก้ปัญหาได้ดี
ถ้ามี growth mindset รู้เท่าทัน
หัดคิดทบทวน หัดใช้ไปในชีวิตประจำวันนี่แหละ

วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับคน


ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือนอกงาน
สองเรื่องที่สำคัญในการสร้างความเหนียวแน่น เป็นทีม
คือ เรื่อง Performance กับ Trust 
Performance คือ ผลงาน พฤติกรรมการแสดงออก
Trust คือ ความไว้เนื้อเชื่อใจ
จะเลือกคนเข้าทีม หรือ จะคบกันฉันท์เพื่อน
หรือแม้แต่จะ unfriend ใครใน FB ก็นับว่าใช้ matrix นี้ได้ 
คือพิจารณาไปว่าคนของเราเป็นประเภทไหน
หรือแม้แต่ดูตัวเองก็ยังได้
➡️ ประเภทที่ 1 HP/HT ทีมเทพ : ฟอร์มดี ใจถึง พึ่งได้ รักจริงหวังแต่งเลย เชื่อใจได้ เก่งจริงและดีจริง ใครๆก็รักอยากอยู่ด้วย อยากร่วมงานด้วย ทั้งเก่ง ทั้งเมตตามหานิยม ร่วมหอลงโลงด้วยกันได้เลย พร้อม “ให้” ทุกเมื่อ พร้อม “ช่วย” ทุกเรื่อง
➡️ ประเภททที่ 2 HP/LT หน้าเนื้อใจแมว : ฟอร์มดี แต่ใจไม่ถึง รักแต่ตัวเอง รักหน้าตัวเองไม่ยอมเสียฟอร์ม มีความ ME สูงจึงเห็นแก่ตัว แต่ก็ต้องการการยอมรับจากคนอื่นว่าเก่ง ว่าดี การแสดงออกจะประมาณท่าดีทีเหลวไม่ร่วมหัวจมท้าย ถ้าในทีม หรือในองค์กรมีคนแบบนี้ คงเอวังในไม่ช้า เพราะเชื่อใจไม่ได้เอาแต่ตัวเองรอด เก่งดีอยู่คนเดียว ไม่คำนึงถึงส่วนรวม ถ้าเป็นเพื่อนก็จะเหนื่อยมาก คือเอาดีเข้าตัวเองตลอด ไม่ยอมเสียสละให้คนอื่น ไม่ลงเรือลำเดียวกัน ไว้ใจไม่ได้
➡️ ประเภทที่ 3 LP/LT ห่วยแตก : ใจก็ไม่ถึง ผลงานก็ไม่ดี อยู่ไปวันวัน มีพวกนี้อยู่ในทีมก็ตัวใครตัวมัน ถึงไว้ใจไม่ได้แต่ยังดีหน่อยที่เห็นชัดว่าไร้ฟอร์ม พิจารณาอนุมัติให้ออกง่ายกว่าประเภทที่สอง คือจัดการง่ายเพราะจะชัดเจนว่าพลาดตลอด ผิดแบบสว่างๆเลย แบบไม่รู้กาละเทศะ จังหวะนรก 
➡️ ประเภทที่ 4 LP/HT มีดีที่ซุป : อาจไม่เก่ง แต่ใจนี่มาเลย ไม่มีฟอร์มแต่ขาลุย เหมาะให้ไปทลวงฟันตามสั่ง อย่าให้คิดเองทำเอง เดี๋ยวจะโอละพ่อ แบบนี้ยังอยู่ในทีมได้ แต่ต้องจัดการดีดี ให้งานที่ชัดเจนเหมาะแก่กำลัง
➡️ ประเภทที่ 5 MP/MT เซฟโซน : ปลอดภัยไว้ก่อน สงวนท่าที ใจครึ่งๆ แบบนี้อยู่เป็นลูกทีมพอได้ ใช้งานธุรการไป ไม่ต้องให้ทำอะไรที่สำคัญมาก ถ้าเป็นเพื่อนก็อย่าหวังจะได้ใจเต็มร้อย เวลามีทุกข์ก็แค่ให้คำปรึกษาแนะนำพอประมาณ แต่ไม่ลงมาเคียงข้าง กลัวเสียรังวัด พอคบได้แต่ต้องทำใจ 
หมายเหตุ :
ถ้าจะ unfriend ใครก็ประเภทที่ 2 กับ 3 นี่แหละชัด 🤣🤣

วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563

เสียงแห่งความสุขนั้น...มาจากใจ

ทำไมที่เราว่าดี๊ดี เหมาะใจ คนอื่นมีไม่ถูกใจ
ทำไมที่สร้างความแฮบปี้ให้เรา คนอื่นไม่แฮบปี้
มันง่ายมากที่จะตอบ
....ก็ความสุขมันมาจากใจข้างใน
มันใช้ใจสัมผัส ไม่ใช่แค่ตาเห็น หูได้ยิน
เราเองก็ใช้ใจสั่งมาว่า อะไรเป็นสุข
คนอื่นก็เช่นกัน เพราะใจเราล้วนต่างกัน
คิด ชอบ รู้สึก ประสบการณ์ต่าง
เราเองยังชอบ ยังสุขไปตามกรรมและวาระ
มันคงยากมากที่จะทำให้คนอื่นรู้สึกแบบเดียวกัน
แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะให้คนคิดอย่างเดียวกับที่เราคิด

ดังนั้น อย่าไปคาดหวังให้คนมีความสุขอย่างที่เราต้องการ
เรามาฟังเสียงหัวใจตัวเองให้ดี ดีกว่านะ
ดีกว่าไปยัดเยียดความสุขแบบเราให้ชาวบ้าน
สุขแบ่งปันได้..แต่ต้องไม่ยัดเยียด


วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2563

“...ไม่ว่าง..” เป็นแค่ข้ออ้าง



ไม่ว่าง..ไม่มีในโลก โดยเฉพาะกับเพื่อน คนชอบพอรักกัน ไม่มีใครที่มันจะยุ่งจนไม่มีเวลาโทรศัพท์ หรือ ส่งข้อความนะ มันใช้เวลาแค่ไม่เกิน 30 วิ !!! คือ แปลได้ว่าเรา วันเกิดเรา วันสำคัญของเราไม่มีความหมาย ที่สำคัญเผลอๆจะไม่ใช่เพื่อนกันด้วย 

เพื่อนไม่เคย “ไม่ว่าง” มันต้องมีการบอกกล่าวสื่อสารกันถึงสาเหตุ 
จะไม่ว่าง ไม่ว่างอยู่อย่างนั้นไม่ได้ 
การไม่ว่างนี่มันเป็นการโกหก 
คนเราสามารถหาเวลาได้ทั้งนั้น ถ้า “อยากจริง” 
ไม่มีอาชีพไหนที่กินเวลาคนเราไปทั้ง 24 ชั่วโมง 
ไม่ใช่เซเว่นอีเลเว่นนะ 

โทรศัพท์ไป ไม่รับสาย ส่งข้อความไปสองครั้ง ยังไม่ตอบมา ไม่ต้องส่งครั้งที่สามแล้วนะ มันไม่ใช่การไม่ว่าง มันแปลว่า ไม่ต้องการ !! They just don’t want to !!

การไม่ว่างสำหรับเพื่อน คือ a lame excuse !!
True friends aren’t too busy