มันเป็นธรรมดาที่คนเราอาจรู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่มีผลกระทบกับจิตใจในทางลบ
วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563
อะไรที่ไม่ดีกับเรา...เป็นเรื่องดี
วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563
การตายดีเป็นวิถีที่เลือกได้
ความตายไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คนมักหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงเพราะถือว่าเป็นเรื่องอัปมงคล ซึ่งมันก็แปลกอยู่เพราะทุกคนรู้ว่าตัวเองต้องตายในวันหนึ่ง แต่กลับไม่อยากพูดถึง ย้อนแย้งดีเหมือนกันนะคนเรา คือ การพูดถึงความตาย ไม่ได้ทำให้ตายเร็วขึ้น หรือการไม่พูดถึงความตายก็ไม่ได้ทำให้ตายช้าลง จะตายยังไงก็ตาย ตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้ ที่ดีคือการเตรียมตัวตายให้งามๆ ไม่ต้องเป็นภาระคนข้างหลัง คนไทยเรามีสิทธิ์การตายดีนะตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ
“...การตายดีตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ระบุว่า “บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้…”
มันแปลว่าเราสามารถวางแผนดูแลตนเองไว้ล่วงหน้า เช่น ถ้าถึงระยะสุดท้ายแล้ว อย่ามารักษา อย่ามารุกราน อย่ามาปั๊มหัวใจ อย่าใส่ท่อนะ ประมาณนั้น เป็นต้น หรือจะเอาให้เต็มที่ในการยื้อชีวิตก็ว่ากันไป แต่ยื้อได้ไม่ได้นี่มันตามบุญตามกรรมไปนะ หมอก็คงรับรองอะไรไม่ได้ พวกหมอเองยังอยากตายดีเลย ไปอ่านมามีการสำรวจพวกหมอเกี่ยวกับการวางแผนการตาย โดยมีสถานการณ์สมมติว่า… ถ้าเกิดเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย หมอจะเอายังไง สรุปๆคือ
- ไม่ต้องการ CPR 90%(ไม่ต้องการให้ปั๊มหัวใจ 90%)
- ไม่ต้องการ เครื่องช่วยหายใจ 80%
- ไม่ต้องการสายให้อาหาร 80 %
- ไม่ต้องการ การฟอกไต 80%
- ไม่ต้องการ การผ่าตัด 80%
- ไม่ต้องการ invasive test 80% การตรวจอื่นๆที่ ต้องเจ็บตัว
- ไม่ต้องการเลือด 80%
- ไม่ต้องการสารน้ำ 60%
- ไม่ต้องการยาปฏิชีวนะ 60%
- ต้องการยาแก้ปวดเพื่อจากไปอย่างสงบ 80%
สรุปคือ อยากตายตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีสายอะไรมาโยงใยยุ่งยาก คาดว่าคงคิดประมาณยื้อไปก็ตายอยู่ดี อาจยืดเวลาได้แต่ก็ได้นิดหน่อย ไม่คุ้มเจ็บจากการรักษา ที่เจ็บปวดกว่าการเจ็บป่วยจากโรค
การมีแค่ชีวิตอยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้ ตัดสินใจไม่ได้ พูดอะไรไม่ออก จำตัวเองยังไม่ได้มันคงน่ากลัวกว่าความตายเยอะ เลือกได้ ก็ เลือกตายดีดีกันไป มีคนว่าไว้ “...สิ่งที่มนุษย์ผู้มีสติปัญญาจริงๆต้องการ เมื่อถึงเวลา คือ การเสียชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี สงบ และ ไม่เจ็บปวดเท่านั้นเอง...”
วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2563
สมอง..อยู่กันไปนานๆหน่อย
วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
ทบทวนให้ดีกับการใช้ชีวิต
วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2563
การเคลื่อนไหวสำคัญ แต่มากไปอาจมีเครียด
วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2563
เรือคนละลำ
เราอยู่ภายใต้พายุเดียวกัน แต่ไม่ได้อยู่บนเรือลำเดียวกัน
บางคนยังอยู่บนเรือดีดี แต่เรือของบางคนอาจแตกไปแล้ว
แต่สำหรับบางคนมันแค่เงินบนตู้เย็น
หลายคนแม้แต่ข้าวยังไม่มีจะกิน
ในขณะที่บางคนอยากจะฆ่าพวกที่ไม่กักเก็บตัว
แต่บางคนว่าไอ่ที่เลวร้ายกว่านี้มันยังมาไม่ถึง
วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2563
หลักการในการมีชีวิตที่ใช่
➡️ มันคือ “แนวทาง” ที่กำหนดพฤติกรรม ทำให้คนมองเห็นปัญหาต่างๆที่อยู่รอบตัวได้ดีขึ้น กำหนดแนวทาง กำหนดเป้าหมายที่ให้เราสามารถเดินไปอย่างสบายใจ มีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิต
➡️ มันคือ การตรวจสอบความเชื่อของคน คนมีความเชื่อในเรื่้องต่างๆอยู่แล้ว การมีหลักการจะช่วยตรวจสอบการตัดสินใจ ลดความผิดพลาด ทำให้การตัดสินใจเราเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดขึ้น เพราะมีหลักยึด มีเกณฑ์ที่ใช้ ไม่หลงเชื่องมงายกับอะไรง่ายๆ แต่จะรู้จักเลือกและตัดสินปัญหาสำคัญๆได้ดี มีความเข้าใจโลกทัศน์ของตัวเองถ่องแท้ด้วย
➡️ มันคือ เรื่องของความมีเหตุมีผล อย่างน้อยหลักการที่ใช่ ทำให้เรามีสติ แม้แต่ในชีวิตประจำวัน รู้ถูก รู้ผิด รู้ดี รู้ชั่ว อะไรคือความถูกต้อง อะไรคือความยุติธรรม อะไรคือการให้เกียรติ อะไรคือความรับผิดชอบ เหตุผลจะทำให้คนมีวิจารณญาณ และทำให้ชนะความถูกใจแต่ไม่ถูกต้อง เราจะไม่ให้สิ่งที่ไม่มีเหตุผลมาเป็นอุปสรรคทางความคิด ลดความขัดแย้งในตัวเอง
➡️ มันคือ การเข้าใจชีวิต ทำให้คนเกิด “ความใช่และดีงาม” มีโอกาสพลาดในชีวิตได้น้อยกว่าคนอื่นเพราะมีหลักการที่ถูกต้อง ทำให้ชีวิตเดินไปในทางแห่งความสุข มีค่า มีประโยชน์ต่อสังคมรอบข้าง
วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2563
เผื่อใจ...ทุกสิ่งไม่ใช่อากาศถึงขาดไม่ได้
มันต้องมองชีวิตแบบเผื่อๆกันบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดความทุกข์
➡️ ยอมรับความเปลี่ยนแปลงเพราะมันเป็นธรรมดาของโลก
➡️ มีความสุขได้ด้วยตัวเอง รักษาระยะห่าง อยู่บ้านก็สุขได้
➡️ คิดให้คนอื่นเกิดสุขด้วย ไม่ใช่คิดถึงแต่ความสุขของตัวเอง
➡️ เรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่างของความสุขคนอื่น
➡️ ไม่ควรทำแต่สิ่งที่ตัวเองชอบ มองถึงความต้องการคนอื่นด้วย
➡️ มีความรับผิดชอบ เกรงใจสังคมด้วย
วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2563
ความเอื้อเฟื้อกัน
🇹🇭 เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม : ไม่ฉกฉวย ไม่เอาเปรียบ ไม่เห็นแก่ตัว รับผิดชอบต่อสังคมเต็มที่
🥰 ไม่คิดร้าย : คิดแบบมีเมตตา ไม่ทำความเดือดร้อน ไม่สร้างความเสื่อมเสีย ไม่ก่อปัญหา
#การกระทำสำคัญกว่าคำพูด
วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2563
อยู่บ้านให้สบายใจ
- อย่าคาดหวัง : ระยะนี้สมหวังยาก ปัจจัยเสี่ยงเยอะและลากยาวแน่นอน ทำใจอยู่กับปัจจุบันมีอะไรในบ้านก็ทำไป โดยเฉพาะที่ไม่ได้ทำตอนชีวิตเร่งรีบออกไปทำงาน มองดูต้นไม้ใบหญ้า จัดบ้านช่อง ซ่อมแซมเครื่องมือเครื่องใช้ จัดดอกไม้ใส่แจกัน วาดรูป เรียนที่อยากเรียนออนไลน์ ฯลฯ สารพัดจะทำได้ในตอนนี้ ที่ไม่ต้องอาศัยความคาดหวัง
- อย่าคิดเล็กคิดน้อย : ช่วงโควิด ใครก็หงุดหงิดกัน อะไรไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็ปล่อยๆไปบ้างได้ จิตใจจะได้สบาย
- อย่าคิดว่าแข็งแรง : ร่างกายคนเรามีถดถอย มีเวลาเยอะก็ยืดเนื้อยืดตัว ออกกำลังกายเบาๆในบ้าน เพราะนอนอ่านหนังสือ ดูหนังเอ็นมันยึด เราไม่ได้ทำกิจกรรมตามปกติ ร่างกายมันแอบเฉาอยู่ แต่ก็อย่าสุ่มเสี่ยงไปในที่อโคจรในเวลาที่ไม่ควรไป เชื้อโรคมันเยอะและอันตรายกว่าที่ร่างกายคนที่ต่อให้แข็งแรง ก็รับไม่ไหว
- อย่าใช้จ่ายกับอารมณ์ชั่ววูบ : เรื่องเงินนี้ประมาทไม่ได้ เพราะสถาะการณ์แบบนี้มันฟื้นคืนตัวยาก ใช้เวลานานแน่นอน เอาให้พอใช้จ่ายไปได้ในสิ่งที่จำเป็นยาวๆดีกว่า
- แต่ก็ อย่าประหยัดจนอึดอัดกับชีวิต : มันเป็นช่วงประสาท ช่วงอึดอัดของคนอยู่แล้ว ไปไหนมาไหนก็ไม่สะดวก ร้านอาหารก็ไม่มีให้นั่งกิน ห้างสรรพสินค้าร้านรวงก็ปิด สวนสาธารณะก็ไปเดินเล่นไม่ได้ แต่ชีวิตมันต้องมีรางวัลเล็กๆน้อยๆพอชื่นใจ อะไรทำได้ อะไรที่เงินซื้อได้ทำให้ชุ่มหัวใจก็ต้องมีบ้าง อย่าเคร่งครัด งกจนชีวิตขาดความสุข
- อย่าลืมใช้เวลาทบทวนตัวเอง : เวลานี้ดีที่สุด ที่จะถือโอกาสใคร่ครวญสิ่งที่เราทำมา อะไรที่ไม่ดีเชิงลบก็อย่าโทษตัวเองจนหมอง แค่อย่าทำอีก อะไรที่เป็นบุญกุศล ทำแล้วมีความสุขก็ยึดไว้ให้ดี ทำต่อไป วิเคราะห์ สังเคราะห์ออกมาเป็นบทเรียนให้แก่ชีวิตที่จะก้าวไปข้างหน้าต่อไปอย่างสง่างาม
วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2563
อย่าอยู่กับโลกเสมือนจริงจนทับซ้อนกับโลกความเป็นจริง
วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2563
เราจะไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมหลังจากโควิด 19
วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563
ทิศเหนือไม่ได้อยู่บนฟ้า
วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2563
ปัญหามีแค่ 2 แบบ
วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563
ความสุขในโลกที่ผันผวน
➡️ ความสุขแบบระยะยาว (Life Satisfaction) เป็นความพึงพอใจในชีวิต ขึ้นกับว่าเรามีสิ่งที่ต้องการหรือสิ่งที่คาดหวังในชีวิตมากน้อยแค่ไหน ตัวแปรความสุขระยะยาว เช่น เงินเดือน หน้าที่การงาน อายุ การแต่งงาน จำนวนและคุณภาพของคนสนิทรอบข้าง และสุขภาพ
➡️ ความสุขแบบระยะยาวมาก (Meanings and Purposes) เป็นความหมายและวัตถุประสงค์ของชีวิต ถือเป็นความสุขที่มีระยะเวลาที่ยาวมาก มันคือการที่สามารถบอกกับตัวเองได้ว่าชีวิตของเรามีความหมาย เราใช้ชีวิตอย่างดีแล้ว ตัวแปรของความสุขระยะยาวมากก็คือการได้ทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม การช่วยเหลือคนอื่น
วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
คนที่จะแก้ไขปัญหาได้ดี ต้องมี growth mindset !!
คือพลาดไปแล้ว แล้วพลาดอีกได้ fallacy ไปอย่างนั้น
ประมาณตัดสินใจผิด ก็ทนอยู่กับความสัมพันธ์เป็นพิษอยู่นั่นแหละ
หรือการ “เดี๋ยวก่อน” ไม่ยอมเผชิญปัญหา
สิ่งเหล่านี้ทำให้คนไม่คู่ควรกับการแก้ไขปัญหา
ไม่ควรเป็นเจ้าคนนายคน หรือ แม้แต่ทำงานด้วยก็ลำบาก
แค่คบกันก็มีแต่จะลากกันไปทรมาน ไม่มีความสุข
เพราะแม้แต่จะแก้ปัญหาของตัวเอง ยังทำไม่ได้
➡️ ไม่เชื่อ ต้องลบหลู่ไปเลย คือ ท้าทายความเชื่อเดิมๆที่ฝังใจ เพราะมันอาจไม่เป็นจริง มันมีอะไรนอกขอบเขตความเชื่อของเราอีกมากมาย ถ้าเราติดกับดักนี้ การแก้ปัญหาจะยิ่งทำให้ยุ่งยากเพราะมันเป็นมุมมองเดิม เพราะมันเป็นการคิดเองเออเอง เราไม่สามารถใช้มุมมองเดิม หรือการมโนของตัวเองมาแก้ไขปัญหาใหม่นะ มันจะประมาณอยากถูกหวย แต่ไม่ยอมซื้อหวย
➡️ ต้องรู้ว่า “ทุกสิ่งไม่ได้สำคัญเท่ากัน” ชีวิตมันต้องมี Priority ต้องเลือกทำ จะมาทำหลากหลาย แต่ไม่โฟกัสไม่ได้ ชีวิตไม่ใช่การไล่ล่าความสุข แต่มันต้องเลือกที่จะอยู่กับทุกข์
➡️ อย่าใช้แต่สมองลิง กิ้งก่า หมู คือ ใช้สัญชาติญาณสัตว์อย่างเดียว มันแก้ปัญหาไม่ได้ มันทำให้เรามีแต่กลัว ไม่กล้าออกจากโซนสบาย จึงไม่ได้ปัญญา มีมุมมองแคบ ไม่ยอมรับสิ่งใหม่ทางเลือกใหม่ในการแก้ปัญหา ใช้สมองคนคิด แยกแยะ ยับยั้ง หยั่งรู้ให้มากเข้าไว้
ถ้ามี growth mindset รู้เท่าทัน
หัดคิดทบทวน หัดใช้ไปในชีวิตประจำวันนี่แหละ
วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
ข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับคน
สองเรื่องที่สำคัญในการสร้างความเหนียวแน่น เป็นทีม
คือ เรื่อง Performance กับ Trust
Performance คือ ผลงาน พฤติกรรมการแสดงออก
Trust คือ ความไว้เนื้อเชื่อใจ
จะเลือกคนเข้าทีม หรือ จะคบกันฉันท์เพื่อน
หรือแม้แต่จะ unfriend ใครใน FB ก็นับว่าใช้ matrix นี้ได้
หรือแม้แต่ดูตัวเองก็ยังได้
➡️ ประเภททที่ 2 HP/LT หน้าเนื้อใจแมว : ฟอร์มดี แต่ใจไม่ถึง รักแต่ตัวเอง รักหน้าตัวเองไม่ยอมเสียฟอร์ม มีความ ME สูงจึงเห็นแก่ตัว แต่ก็ต้องการการยอมรับจากคนอื่นว่าเก่ง ว่าดี การแสดงออกจะประมาณท่าดีทีเหลวไม่ร่วมหัวจมท้าย ถ้าในทีม หรือในองค์กรมีคนแบบนี้ คงเอวังในไม่ช้า เพราะเชื่อใจไม่ได้เอาแต่ตัวเองรอด เก่งดีอยู่คนเดียว ไม่คำนึงถึงส่วนรวม ถ้าเป็นเพื่อนก็จะเหนื่อยมาก คือเอาดีเข้าตัวเองตลอด ไม่ยอมเสียสละให้คนอื่น ไม่ลงเรือลำเดียวกัน ไว้ใจไม่ได้
➡️ ประเภทที่ 3 LP/LT ห่วยแตก : ใจก็ไม่ถึง ผลงานก็ไม่ดี อยู่ไปวันวัน มีพวกนี้อยู่ในทีมก็ตัวใครตัวมัน ถึงไว้ใจไม่ได้แต่ยังดีหน่อยที่เห็นชัดว่าไร้ฟอร์ม พิจารณาอนุมัติให้ออกง่ายกว่าประเภทที่สอง คือจัดการง่ายเพราะจะชัดเจนว่าพลาดตลอด ผิดแบบสว่างๆเลย แบบไม่รู้กาละเทศะ จังหวะนรก
➡️ ประเภทที่ 4 LP/HT มีดีที่ซุป : อาจไม่เก่ง แต่ใจนี่มาเลย ไม่มีฟอร์มแต่ขาลุย เหมาะให้ไปทลวงฟันตามสั่ง อย่าให้คิดเองทำเอง เดี๋ยวจะโอละพ่อ แบบนี้ยังอยู่ในทีมได้ แต่ต้องจัดการดีดี ให้งานที่ชัดเจนเหมาะแก่กำลัง
➡️ ประเภทที่ 5 MP/MT เซฟโซน : ปลอดภัยไว้ก่อน สงวนท่าที ใจครึ่งๆ แบบนี้อยู่เป็นลูกทีมพอได้ ใช้งานธุรการไป ไม่ต้องให้ทำอะไรที่สำคัญมาก ถ้าเป็นเพื่อนก็อย่าหวังจะได้ใจเต็มร้อย เวลามีทุกข์ก็แค่ให้คำปรึกษาแนะนำพอประมาณ แต่ไม่ลงมาเคียงข้าง กลัวเสียรังวัด พอคบได้แต่ต้องทำใจ
ถ้าจะ unfriend ใครก็ประเภทที่ 2 กับ 3 นี่แหละชัด 🤣🤣
วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563
เสียงแห่งความสุขนั้น...มาจากใจ
ทำไมที่สร้างความแฮบปี้ให้เรา คนอื่นไม่แฮบปี้
มันง่ายมากที่จะตอบ
....ก็ความสุขมันมาจากใจข้างใน
มันใช้ใจสัมผัส ไม่ใช่แค่ตาเห็น หูได้ยิน
เราเองก็ใช้ใจสั่งมาว่า อะไรเป็นสุข
คนอื่นก็เช่นกัน เพราะใจเราล้วนต่างกัน
คิด ชอบ รู้สึก ประสบการณ์ต่าง
เราเองยังชอบ ยังสุขไปตามกรรมและวาระ
มันคงยากมากที่จะทำให้คนอื่นรู้สึกแบบเดียวกัน
แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะให้คนคิดอย่างเดียวกับที่เราคิด
ดังนั้น อย่าไปคาดหวังให้คนมีความสุขอย่างที่เราต้องการ
เรามาฟังเสียงหัวใจตัวเองให้ดี ดีกว่านะ
ดีกว่าไปยัดเยียดความสุขแบบเราให้ชาวบ้าน
สุขแบ่งปันได้..แต่ต้องไม่ยัดเยียด


















