แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องของการจัดการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องของการจัดการ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2563

หลัง COVID-19 ธุรกิจต้องคิดยั่งยืน


มันไม่ใช่แค่ trade-offs แล้ว ธุรกิจที่ดีต้องปลูกฝังความยั่งยืน 
การจัดการสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องแค่การเห็นด้วยเห็นพ้อง มันต้องเป็น core management และ financial issue ขององค์กรด้วย ก็รู้กันอยู่ว่าทุกวันนี้ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศของโลกมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคน เป็นผลกระทบทางลบที่ทำให้เกิดความเดือดร้อน ทุกข์เข็ญลำบากทั้งคนทั้งธุรกิจ เป็น costs ที่เพิ่มขึ้นทุกที การจัดการสิ่งแวดล้อมจึงถือเป็นเรื่องหลักของธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว CEO หลายคนยอมรับเลยว่า climate risk is investment risk !! 
การมีกลยุทธ์ระดับองค์กรในประเด็นสิ่งแวดล้อม คือ การได้เปรียบในเชิงการแข่งขัน เพราะว่าการเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมนี้ จ่ายน้อยกว่าการซ่อมแซมรวมถึงการติดตั้งเพิ่มเติมทีหลัง เหมือนกับช่วง COVID-19 บุก ค่าใช้จ่ายต่างๆในการป้องกัน รักษานี่มันมหาศาลนะ และ “ต้องจ่าย” เช่นเดียวกันกับวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อม ถ้าเกิดขึ้นจริง..ซึ่งเกิดแน่ๆ การเสียทรัพย์ ลงทุนเพิ่มนี่ก็ไม่อยากจะคิด มันช็อคกันได้เลย และอาจล้มละลายได้ อย่าประมาท climate change เพราะการเพิ่มหรือผันผวนของอุณหภูมิ มันคือการเกิดของเชื้อโรคติดต่อที่เพี้ยนๆมากมาย จะเอาไม่อยู่นะ บทบาทในการรับมือกับความผันผวนของสิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไร ก็นึกถึงตอนที่ธุรกิจรับมือกับ COVID-19 เอาเองแล้วกัน มันสาหัสขนาดไหน ช็อคกันไปทั้งโลก ความเสี่ยงสะสมแบบนี้มันต้องอาศัยการปลูกฝังกันและความร่วมมือกันเท่านั้นจึงจะรอด
ธุรกิจต้องมี environmental management เป็น core management ซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องเงิน เพื่อเร่งรัดการลงทุนในนวัตกรรม ความร่วมมือเป็น partnership กัน และติดตามรายงานสถานะการณ์ของกันและกันอย่างทันท่วงที แน่นอนว่า information เป็นพื้นฐานที่ต้องพัฒนาก่อนเพื่อน รับเอาสิ่งแวดล้อมมาช่วยกันรับผิดชอบใน value chain ของธุรกิจที่ต้องมีการวัดและการจัดการอย่างจริงจัง ประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ให้มันเป็น core corporate capability โดยใช้เครื่องมือต่างๆทางการจัดการและใช้ทีมที่ยืดหยุ่นและมีความสามารถในการวิเคราะห์ มันจำเป็นแล้ว !! 
Change before YOU have to !!

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ธุรกิจหลัง COVID 19 ต้องคิดใหม่



สำหรับธุรกิจ...การกลับคืนมาดังเดิมคงค่อยเป็นค่อยไป ตามประกาศของรัฐบาลว่าจะให้เปิดธุรกิจไหนบ้าง เมื่อไหร่ ซึ่งมันแตกต่างกันไป แล้วแต่ sector  ธุรกิจคงลำบากถ้าจะเปิดกันอีกทีปุบปับ มันยากเหมือนกันนะ อะไรๆมันเปลี่ยนไปมาก ตั้งตัวกันไม่ค่อยทัน  ระหว่างร้องเพลงรอ มันมีอยู่ 4 เรื่องที่ต้อง focus นะ คือ recover รายได้ สร้างระบบการดำเนินงานใหม่ rethink เรื่ององค์กร และ การนำเอา digital solutions มาใช้ 4 เรื่องนี้ต้องปล่อยของให้ไว พิจารณากระบวนงานและทำเป็นขั้นตอน

การกลับมาของธุรกิจครั้งนี้ ต้องใช้จินตนาการกันมั่งแล้ว ประมาณอะไรบ้างที่จะเป็น next normal เช่น 
  • พวกค้าปลีกกับพวกบันเทิงเริงรมย์ เรื่องของการรักษาระยะห่างเป็นชีวิตจริงแล้ว คงต้องมา design พื้นที่และ new business model
  • พวกสำนักงานทั้งหลาย เรื่องการวางแผนงานต่างๆจะเป็นเรื่องที่ต้องคิดว่าจะรักษาความเกี่ยวพันกันยังไงเมื่อมันเป็น remote working 
  • พวกโรงงาน คงต้องมากำหนดค่าต่างๆใหม่ reconfigure สายการผลิตและกระบวนงานทั้งหมด 
  • พวกบริการ เรื่องการเข้าถึงลูกค้าที่ไม่คุ้นเคย ไม่เคยใช้ หรือเข้าไม่ถึง online ต้องมา 
  • พวกขนส่งคน จะเป็นเรื่องการสร้างความมั่นใจว่าเมื่อเดินทางไปกลับแล้วจะไม่เจ็บป่วย ไม่ติดเชื้อ 
สรุปสิริรวม คือ ไม่ว่าธุรกิจใด การทำงานแม้แต่ routine ยังต้องเปลี่ยน 

ที่สำคัญอีกประการ คือ การเร่งรัดเรื่อง digitalization จะเรียก 4.0 หรืออะไรก็แล้วแต่ ในชีวิตจริง คือ มันมีพวก set of digital และเครื่องมือการวิเคราะห์ใหม่ๆที่พัฒนาขึ้นมาในการลด costs ของการดำเนินงานอยู่ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจก้าวไปได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ต้องตอดกับดักเดิมๆที่ทำให้เคลื่อนไม่ออก  เทคโนโลยีมีอยู่จริงและดี อยู่ที่ต้องใช้มันอย่างฉลาด 


วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563

หมดเวลา traditional organizational structures

ถึงเวลา networks และ teamwork 
หมดเวลา traditional organizational structures

ต่อไปนี้...มันเป็นเรื่องของการยึดที่ expertise ไม่ใช่เรื่อง rank มันเป็นเรื่องของ sense of urgency และการแก้ไขปัญหาที่รวดเร็วขึ้น การมีโครงสร้างเชยๆเป็นขนมชั้นจะไม่ช่วยอะไร นอกจากเสียเวลาในการประชุมไปสองชั่วโมง แต่ไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้

ถึงยุคของการเร่งความเร็วเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ความคล่องตัวปราดเปรียว คือ “agility” ที่เป็นความสามารถที่จะ reconfigure พวกกลยุทธ์ โครงสร้าง กระบวนงาน คนและเทคโนโลยีให้มันรวดเร็วเพื่อสร้าง “คุณค่า” ซึ่งเป็นคุณค่าที่ป้องกันอุปสรรค หรือเป็นคุณค่าที่ต่อเติมโอกาสในการทำธุรกิจ คือตอนนี้ไม่เร่งก็ต้องเร่งเพราะว่าวิกฤติมาถึงหน้าบ้าน เข้ามาในบ้านแล้ว พวก agile company เป็นองค์กรที่ decentralized มากและ มีการตัดสินใจแบบ top-down และ command-and-control น้อย ในองค์กรจะมี agile teams ที่ถ้าเป็น day-to-day decisions นี่ทำกันเองได้เลย สำหรับพวกปลาตัวใหญ่จะรับผิดชอบการตัดสินใจแบบ big-bet คือไม่ make ก็ break ไปเลย แบบนี้เดี๋ยวจะหาว่า agile teams จะเป็น out-of-control teams มันไม่ใช่นะ ความรับผิดชอบจะมาในรูปแบบ tracking และวัดกันที่ผลลัพธ์ outcomes ที่ตกลงไว้ มันแปลว่าต้องให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบพอๆกับความยืดหยุ่น แนวคิดคือมันครอบคลุมไปถึงเรื่องคนที่ใช่ในตำแหน่งที่เหมาะเพื่อตัดสินใจและลุยงาน 

หลักการหนึ่งที่คาดว่าธุรกิจเข้าใจดีขึ้นหลังจากวิกฤตินี้ คือ โครงสร้างการตัดสินใจแบบแบนๆ ไม่มีลำดับชั้นเยอะ flatter decision-making structure มันเร็วกว่าแบบเดิมๆ แบบ traditional ที่เคยใช้ พวก routine decisions ที่เคยไล่เรียงตามสายการบังคับบัญชาจะยกไปให้คนทำงานปกติตัดสินใจ มันเป็น good effect ที่ธุรกิจเห็นชัด เห็นจริง ดูง่ายๆเลย ก็มีนวัตกรรมเรื่องการทำ face shield ใช้กันเองในทีมเล็กๆของคนในโรงพยาบาล ไม่ต้องขออนุมัติให้มันเสียเวลา อันนี้เป็น new organization paradigm คือ empowerment และ speed

อีกเรื่อง คือ ecosystems ส่วนต่างๆในองค์กรมันเข้าล็อคด้วยกันสวยงามมากกว่าแยกกันทำ ธุรกิจที่มี ecosystems แจ๋วๆ พวก supplier พวก partner พวกคนขาย รวมถึงลูกค้าจะช่วยกันหาทางทำงานร่วมกันในช่วงวิกฤติยิ่งกว่าสมัยใดที่ผ่านมา และที่สำคัญที่ทำได้และจะสำเร็จได้ คือ การมีความสัมพันธ์ที่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน มี trust ไม่ใช้แค่ transactions !!

สุดท้าย agility จะไม่ใช่แค่คำสวยหรูดูดี ถ้าธุรกิจตั้งใจสร้างและเร่งความสามารถในการวินิจฉัย วิเคราะห์พวกข้อมูลที่จำเป็นในการสร้างผลงาน ซึ่งมันจำเป็นต้อง reskill คนในองค์กร ทักษะเก่าไม่สามารถสร้างอะไรใหม่ๆได้ มันต้องมีทักษะและศักยภาพใหม่ๆที่จะทำให้เกิดความลื่นไหล เป็นองค์กรที่ปราดเปรียว อย่าหวังถูกหวยโดยไม่ลงทุนซื้อหวย 
คำคม : 
an organization that is always learning is always improving !!

วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ข้อควรพิจารณาเกี่ยวกับคน


ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือนอกงาน
สองเรื่องที่สำคัญในการสร้างความเหนียวแน่น เป็นทีม
คือ เรื่อง Performance กับ Trust 
Performance คือ ผลงาน พฤติกรรมการแสดงออก
Trust คือ ความไว้เนื้อเชื่อใจ
จะเลือกคนเข้าทีม หรือ จะคบกันฉันท์เพื่อน
หรือแม้แต่จะ unfriend ใครใน FB ก็นับว่าใช้ matrix นี้ได้ 
คือพิจารณาไปว่าคนของเราเป็นประเภทไหน
หรือแม้แต่ดูตัวเองก็ยังได้
➡️ ประเภทที่ 1 HP/HT ทีมเทพ : ฟอร์มดี ใจถึง พึ่งได้ รักจริงหวังแต่งเลย เชื่อใจได้ เก่งจริงและดีจริง ใครๆก็รักอยากอยู่ด้วย อยากร่วมงานด้วย ทั้งเก่ง ทั้งเมตตามหานิยม ร่วมหอลงโลงด้วยกันได้เลย พร้อม “ให้” ทุกเมื่อ พร้อม “ช่วย” ทุกเรื่อง
➡️ ประเภททที่ 2 HP/LT หน้าเนื้อใจแมว : ฟอร์มดี แต่ใจไม่ถึง รักแต่ตัวเอง รักหน้าตัวเองไม่ยอมเสียฟอร์ม มีความ ME สูงจึงเห็นแก่ตัว แต่ก็ต้องการการยอมรับจากคนอื่นว่าเก่ง ว่าดี การแสดงออกจะประมาณท่าดีทีเหลวไม่ร่วมหัวจมท้าย ถ้าในทีม หรือในองค์กรมีคนแบบนี้ คงเอวังในไม่ช้า เพราะเชื่อใจไม่ได้เอาแต่ตัวเองรอด เก่งดีอยู่คนเดียว ไม่คำนึงถึงส่วนรวม ถ้าเป็นเพื่อนก็จะเหนื่อยมาก คือเอาดีเข้าตัวเองตลอด ไม่ยอมเสียสละให้คนอื่น ไม่ลงเรือลำเดียวกัน ไว้ใจไม่ได้
➡️ ประเภทที่ 3 LP/LT ห่วยแตก : ใจก็ไม่ถึง ผลงานก็ไม่ดี อยู่ไปวันวัน มีพวกนี้อยู่ในทีมก็ตัวใครตัวมัน ถึงไว้ใจไม่ได้แต่ยังดีหน่อยที่เห็นชัดว่าไร้ฟอร์ม พิจารณาอนุมัติให้ออกง่ายกว่าประเภทที่สอง คือจัดการง่ายเพราะจะชัดเจนว่าพลาดตลอด ผิดแบบสว่างๆเลย แบบไม่รู้กาละเทศะ จังหวะนรก 
➡️ ประเภทที่ 4 LP/HT มีดีที่ซุป : อาจไม่เก่ง แต่ใจนี่มาเลย ไม่มีฟอร์มแต่ขาลุย เหมาะให้ไปทลวงฟันตามสั่ง อย่าให้คิดเองทำเอง เดี๋ยวจะโอละพ่อ แบบนี้ยังอยู่ในทีมได้ แต่ต้องจัดการดีดี ให้งานที่ชัดเจนเหมาะแก่กำลัง
➡️ ประเภทที่ 5 MP/MT เซฟโซน : ปลอดภัยไว้ก่อน สงวนท่าที ใจครึ่งๆ แบบนี้อยู่เป็นลูกทีมพอได้ ใช้งานธุรการไป ไม่ต้องให้ทำอะไรที่สำคัญมาก ถ้าเป็นเพื่อนก็อย่าหวังจะได้ใจเต็มร้อย เวลามีทุกข์ก็แค่ให้คำปรึกษาแนะนำพอประมาณ แต่ไม่ลงมาเคียงข้าง กลัวเสียรังวัด พอคบได้แต่ต้องทำใจ 
หมายเหตุ :
ถ้าจะ unfriend ใครก็ประเภทที่ 2 กับ 3 นี่แหละชัด 🤣🤣

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562

บริหารเวลาหน่อยไหม

กำหนดเรื่องด่วนก่อนเลย
ตั้งเป้าหมาย วางแผนและกำหนดเวลาไว้ 
กำหนด deadline ที่เหมาะสมเป็นจริงได้
เผื่อใจ(เวลา)ไว้สำหรับเรื่องไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้
ทำอะไรได้ ทำทันที
ทำทีละอย่าง
ทบทวน routine ใหม่
กำจัด หรือ ลดสิ่งรบกวนไป
อะไรที่คนอื่นทำได้ กระจายงานไป
เผื่อเวลาสำหรับความสุข สนุกไว้บ้าง


วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2562

การเป็นนายดีดี...ขอให้มี 3 ข้อ

การเป็นนายดีดี...ขอให้มี 3 ข้อ 
➡️ อดทน อดกลั้น : ระเบิดอารมณ์ไม่ใช่ที่ เพราะไม่สามารถทำให้ได้ตามที่ต้องการเสมอไป ต้องใช้ความอดทนประเมินสถานะการณ์ กระบวนงานเพื่อมองภาพรวมให้ออกก่อน อารมณ์จะบดบังวิสัยทัศน์ ตัดสินใจไปก็ไม่เข้าท่า เสียฟอร์มเปล่าๆ
➡️ ยอมรับว่าไม่ใช่ซุบเปอร์แมน : เป็นนาย ไม่ต้องตอบได้ทุกเรื่องเพราะไม่ได้รู้ทุกเรื่อง และไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง การที่ยอมรับว่าไม่รู้ทุกอย่าง ไม่ใช่เรื่อง weak หรือ soft มันเป็นเรื่องของ humility นายต้องสามารถกระตุ้นให้คนหาคำตอบเองบ้างและยินดีปรีดาที่คนสามารถแก้ไขปัญหาได้เอง อาจจะต้องมีฉลองด้วย มันคือ การยืดหยุ่นและ delegate power ของนาย
➡️ กำจัดอุปสรรค : นายที่เจ๋งนั้นจะทำทุกวิถี ทุกวิธีที่จะอำนวยความสะดวกให้คนทำงาน ใช้ power เต็มที่เพื่อกำจัดอุปสรรคปัญหาทุกเรื่องในการทำงาน ให้คนของตัวเองสบายใจ ไม่ทุกข์ใจในงานที่ทำ นี่คือ ความเมตตาของนายอย่างแท้จริง
ไม่ได้ยากนะ ไม่ต้องทฤษฎีหลักการอะไรมาก

วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

สิ่งที่ต้องกำจัด...เพราะมันทำลายองค์กร

สิ่งที่ต้องกำจัด...เพราะมันทำลายองค์กร
➡️การไม่เสมอต้นเสมอปลาย : คนในองค์กรต้องมีความเสมอต้นเสมอปลาย พูด สัญญาอย่างไรทำให้ได้ตามนั้น มี Time Line การบริหารจัดการที่ชัดเจน ไม่เช่นนั้นความไว้วางใจจะไม่มีเหลือ และจะพลอยมีวัฒนธรรมลื่นไหลโกหกเพื่อเอาตัวรอดตามมา 
➡️การอยู่แต่ใน Comfort Zone : เป็นบรรยากาศที่คนจะสนใจแต่งานตัวเอง ต่างคนต่างทำ ไม่ปรึกษาหรือแลกเปลี่ยนไอเดียกัน ไม่มีภาพของการแบ่งปันความคิด การทำงานไม่สนุกไม่มีความสุข คนก็แค่มาทำหน้าที่ให้จบไปวันๆ องค์กรจะไม่มีการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ 
➡️การทุจริต : อันนี้ถือว่าร้ายแรง บ่อนทำลายองค์กรที่สุด ไม่จัดการทันทีจะกลายเป็นวัฒนธรรมที่เลวร้ายในองค์กร คนที่ทุจริตจะเหมาเอาเองว่าการกระทำทุจริตไม่ใช่อาชญากรรม และลามปามไปถึงมุมมองที่คนในองค์กรจะเห็นพฤติกรรมทุจริตว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ผิด จะทำให้คนสามารถกระทำการทุจริตในงานได้อย่างปกติ เป็นการส่งเสริมให้คนกระทำการทุจริตโดยปราศจากความรู้สึก สำนึก และตระหนักว่าการกระทำนั้นผิดจริยธรรมหรือกฎหมาย แบบนี้มีแต่เสื่อมลงทุกวัน ไม่มีวันเจริญ


วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

สำหรับเจ้านาย...สามเรื่อง...ไม่หลงทาง


การเป็นนายคนบางทีก็พาหลงทางเอาง่ายๆ 
มีอยู่ 3 เรื่องที่น่าจะช่วยให้กลับสู่ทางที่ใช่ คือ
➡️ตั้งเป้าหมายที่ทำได้
ความผิดมหันต์อย่างหนึ่งที่ผู้นำมักจะทำ คือ การตั้งเป้าหมายสวยหรู ดูดี มีชาติตระกูล แต่ทีมทำไม่ได้ เป้าหมายเร้าใจมันยิ่งใหญ่ในโลกสมบรูณ์แบบ แต่ถ้าทำไม่ได้ คือ ลากกันลงเหว แต่ก็ไม่ใช่ตั้งเป้าหมายง่ายจนเกินไป ลองตั้ง short-term goal สำหรับทีมงานในปีหน้าที่ยากแต่สามารถทำได้จะดีกว่าฝันยาวแล้วไปไม่ถึง มุ่งไปที่ความต้องการที่จะเห็นทีมประสบความสำเร็จในเรื่องใด มากกว่าว่าเรื่องใดจะให้ผลประโยชน์กับตัวเอง
➡️ชัดเจนในเรื่องลำดับ
ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายองค์กร ทีมหรือบุคคล มันเกี่ยวข้องกับการจัดการกระบวนงาน process ผู้นำที่เจ๋งต้องสามารถกำหนดทุก single step ซึ่งต้องเรียงลำดับอย่างจะแจ้งให้เห็นจริง และเห็นไปถึงว่ามันจะสามารถมีโอกาสไปถึง long-term success ขององค์กร จะให้ชัดก็ลองนึกถึงการลดน้ำหนัก ถ้าต้องการลด 10 กิโลนี่มันมีขั้นตอนก่อนหลังอยู่ มันมีลำดับความสำคัญของมันในการจะไปถึงที่หมาย 10 กิโล เรียงลำดับและปรับพฤติกรรมไปด้วย ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องใช้เวลาใคร่ครวญให้ดีว่าอะไรมาก่อนมาหลัง มันเป็นเรื่องของ priority
➡️การขับเคลื่อนที่ใช่
"To Do List" เป็นเรื่องจำเป็น คนจะรู้ว่าเมื่อจบงานในวันหนึ่งๆนั้นได้อะไรบ้าง ไม่ใช่สิ้นวันสิ้นเดือนไม่รู้ว่าได้อะไรมา อันนี้ถือว่าไม่ได้ขับเคลื่อน คนหมดกำลังใจ การทำ "To Do List” ต้องสัมพันธ์กับเป้าหมายและลำดับของกระบวนงาน และขับเคลื่อนไปตามนั้น มันต้องสะท้อนถึงความก้าวหน้าในงานที่มุ่งสู่เป้าหมาย นอกจาก "To Do List" ของตัวเองที่ต้องตรวจสอบในแต่ละวัน แต่ละอาทิตย์ แต่ละเดือนแล้ว เปิดโอกาสให้ทีมทำ "To Do List" ของทีมเอง หน้าที่ผู้นำคือดูว่ามันสอดคล้องไปทิศทางเดียวกับเป้าหมาย กับลำดับของการบวนงานหรือไม่ ขับเคลื่อนไปตามนั้น จะไม่หลงทาง

วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เรื่องเชี่ยๆ

Robert I. Sutton สอนด้านการจัดการที่คณะ Management Science and Engineering มหาวิทยาลัย Stanford เขียนหนังสือเรื่อง Asshole Survival Guide ประมาณการเอาตัวรอดจากคนเชี่ย เฮงซวย ห่วยแตก คือ คนเรานี่ที่จิตตกอาจไม่ใช่เพราะเราอ่อนแอก็แพ้ไป แต่เป็นเพราะเราอยู่ท่ามกลางคนเชี่ยๆ เฮงซวย ห่วยแตกนี่แหละ ฝรั่งเรียกพวก Jerk หรือ พวก Toxic บ้านเราก็คงเจอกันบ้าง ไม่มากก็น้อย หรือแม้แต่ตัวเราเองก็ได้สิทธิ์นั้นในการทำตัวเชี่ยด้วย 
Sutton ว่าไว้เกี่ยวกับคนเชี่ย คือ คนที่ทำให้คนอื่นรู้สึกไร้ค่า กดดัน หมดแรงพลังใจ ราวกับเราเป็นธุลีดิน feel like dirt และยังเล่นใหญ่แยกออกได้ 2 ประเภท คือ 
1 เชี่ยเป็นครั้งๆ คือ เชี่ยชั่วคราว อันนี้เป็นกันได้ทุกคน โดยเฉพาะเวลาไม่สบอารมณ์ เชี่ยได้เลย
2 เชี่ยแบบได้โล่ห์ (certified asshole) คือ เชี่ยสม่ำเสมอ คงเส้นคงวา เชี่ยแบบโรคจิต มีความสุขกับการทำให้คนเจ็บปวด อารมณ์เสีย หงุดหงิด 
Sutton ว่า คนเชี่ย เฮงซวย ห่วยแตกจะไม่รู้สึกความเชี่ย เฮงซวย ห่วยแตกของตัวเอง ต้องให้คนอื่นบอก ประมาณว่าคนเรามักคิดว่าคนอื่นเชี่ย แต่ตัวเอง "มีเหตุผล" พอที่จะไม่เชี่ย ก็หาเหตุผลมารองรับไปว่ามันสาสมมากแล้วที่โดน 
วิธีการสังเกตุว่าคนๆหนึ่งจะเชี่ย เฮงซวย ห่วยแตกได้นั้น ดูที่ถ้าคุยกัน คบกันแล้ว มีคนรู้สึกแย่ นั่นคือ เชี่ยไป 50% แล้วนะ และถ้าสงสัยว่าคนนี้มันเชี่ยจริงไหมนี่ ดูว่ามันชอบไปตอกย้ำ กดดัน เสียดแทง จิกคนที่สู้ไม่ได้ทุกครั้งหรือเปล่า แต่กับคนที่สายแข็งมันจะระทวย ไม่อือหือเลยนี่แปลได้ว่า เชี่ยมาก เช่น กับเพื่อนที่ด้อยกว่านี่มุ่งพุ่งเป้าทำเชี่ยใส่ตลอด แต่กับเพื่อนที่มียศถาบรรดาศักดิ์กลับทำตัวดี เป็นต้น Sutton ว่าถ้าถูกทั้งหมดนี่ เชื่อได้ว่าเชี่ยเต็ม 100 เอากันชัดๆ คือ ดูถูกเหยียดหยาม ก้าวล้ำพื้นที่ส่วนตัว จับต้องร่างกายแบบไม่มีเหตุ ขู่คุกคามทุกทาง ทำตลกเสียดสีจิกกัด พูดจาหมาไม่แดก เม้นแซะเม้นให้อับอาย ขัดคอ ตีสองหน้า ไม่มีมารยาททำคนอื่นไร้ตัวตน นี่เชี่ยร้อยๆ
ที่จริงคิดไปคิดมา การที่คนเชี่ย เฮงซวย ห่วยแตกนี่มันเป็นเรื่องอำนาจล้วน คือ อยากเหนือ และที่หนักข้อคือใช้อำนาจทำให้คนด้อยต้อยต่ำ เป็นทุกข์ไปตลอด Sutton ให้ข้อแนะนำในการอยู่รอดอยู่ร่วมกับคนเชี่ย เฮงซวย ห่วยแตก ดังนี้
➡️รู้ตัวให้เร็ว เผ่นได้ให้รีบเผ่น
➡️หนีไม่ได้ให้รักษาระยะห่างที่ประมาณ 7.6 เมตร เพื่อไม่ให้ติดเชื้อเชี่ย (มีงานวิจัยว่ามันติดต่อกันได้ Sutton ว่าความเชี่ยนี่ส่งผ่านกันได้ เช่น เจอคนเชี่ยๆ แล้วเราก็หงุดหงิดจนอาจทำตัวเชี่ยกับคนอื่นๆได้)
➡️ให้ลดการติดต่อ คือพวกเชี่ยนี่มีความสุขเวลาได้เห็นคนเป็นเดือดร้อน
➡️อย่าทำตัวเด่น (เกินหน้าเชี่ย) เพราะจะเป็นเป้าหมายที่โดนพุ่งเข้าชน
➡️ทำใจไป พวกเชี่ยมันไม่ได้อยู่กับเราทั้งชีวิต เดี๋ยวมันก็ไปหาเหยื่ออื่น
➡️อันนี้ไม่ค่อยเห็นด้วย แต่อาจได้ผลดี Sutton ว่า ลอง “เลีย” “อวย” คนเชี่ยไปก็ได้ เพราะพวกเชี่ยชอบให้คนมาชื่นชมตัวเอง พอรู้สึกว่าใครเป็นพวก มันจะเลิกเชี่ย
➡️สู้ซิฮะ ลุยกลับไป ใช้ group force ไป ให้รู้สึกเสียบ้าง
➡️อยู่ใกล้เชี่ย อย่าวู่วาม ต้องมีหลักฐานมัดให้แน่น ถ้าไม่พร้อมนอกจากเจ็บใจ อาจมีเจ็บตัว

เรื่องเชี่ยๆนี่คนทางธุรกิจไม่ค่อยได้สอนกัน แต่มันมีอยู่จริงทุกที่ ถ้าในที่ทำงานเรามีอำนาจก็จัดการคนเชี่ยได้ไม่ยาก แค่ delete มันออกไป ที่ยากคือความสัมพันธ์ส่วนตัวกับครอบครัว เพื่อนฝูงนี่แหละ มันตัดไม่ได้ขายไม่ขาด จัดการยากหน่อยนะ
Sutton ว่า อย่าเรียกคนอื่นว่าเชี่ยให้เร็วเกินไปนัก แต่ให้สงสัยว่าตัวเองเชี่ยไว้ก่อนไหม คือ อย่าด่วนสรุปว่าคนอื่นเชี่ย เฮงซวย ห่วยแตก และอย่าเข้าข้างว่าตัวเองไม่เเชี่ย ไม่เฮงซวย ไม่ห่วยแตก ความเชี่ยที่มีอยู่อาจลดลงได้ อยู่กันดีดีอย่างสบายใจได้

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

เจ้านายเป็นพิษ

งานวิจัยจาก Gallup บ่งบอกว่า 82 % ที่องค์กรต่างๆผิดพลาด เสียหาย เสียเวลา เนื่องมาจากหัวหน้าห่วยๆ  ซึ่งหัวหน้าห่วยไม่จำเป็นต้องเป็นคนไม่ดี แต่เป็นนายที่ดีไม่ได้ มาดูกันว่าอะไรบ้างที่คนทำแล้วถือว่าเป็นนายที่ห่วยโดยไม่รู้ตัว

1. สติแตกเวลาต้องสอนงานคน อันนี้ Google's study เผยว่าพวก top managers ที่ลูกน้องโปรดปรานมาก คือ พวกที่มี coaching skills ใครไม่มีต้องพิจารณาตัวเองไปนะ 
2. ดับเบิ้ลเช็คงานทุกคน อันนี้เป็นเจ้าพ่อ micro-managing ชาตินี้ไม่ต้องทำมาหากินอะไร มองภาพใหญ่ไม่ออก แบบนี้เรียกได้ว่า เจ้านายเป็นพิษ ลูกน้องเป็นภูมิแพ้ไปตามๆกัน
3. สนใจแต่ต้องทำงานให้ถูก อย่างอื่นไม่สน  เจ้านาย EQ ต่ำ อย่าลืมว่า caring สำคัญ เพราะมันจะทำให้เกิดความเคารพและเชื่อใจ
4. ตามหลังตลอด และไร้ทิศทาง เรียกได้ว่า poor self-management ควบคุมอะไรไม่ได้และไม่มีปัญญาจะทำงานตัวเองให้ดี แล้วแบบนี้ลูกน้องจะเก่ง จะทำงานดีได้ยังไง
5. หมกอยู่ในสำนักงาน ไม่ออกไปลุยกับลูกน้อง  เจ้านายแบบ antisocial นี่มีแนวโน้มพูดจาไม่รู้เรื่อง ทักษะการสื่อสารต่ำ
6. ตัวใครตัวมัน คือ การเติบโตในงานเป็นเรื่องที่ลูกน้องต้องรับผิดชอบเอาเอง ปากท้องใครปากท้องมัน แบบนี้คือเจ้านายเห็นแก่ตัว ไม่รักกันจริง
7. ไม่สามารถวางแผนการเติบโตอะไรได้ นึกไม่ออกว่าจะบรรลุเป้าหมายยังไง เผลอๆเป้าหมายคืออะไรก็ยังไม่รู้ อันนี้แสบสัน คนเป็นเจ้านายที่ดีนั้นต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการผลักดันทีม จูงใจให้เติบโตไปด้วยกัน
8. ไม่แฮบปี้เวลาที่ต้องพึ่งพาความรู้และทักษะของคนอื่น เพราะตัวเองไม่มีความสามารถ คือ อึดอัดที่ต้องอยู่กับคนเก่งกว่า

ตกลงมีตอบว่า “ใช่” กี่ข้อ 
ไม่ใช่ทุกคนที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ  !!


วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ข้อค้นพบจาก Google:พฤติกรรมของยอดผู้จัดการ 10 ประการ


Google ใช้เวลาวิจัยมา 10 ปีเพื่อค้นหาว่าอะไรที่ทำให้คนเป็น great boss

1. เป็นโค้ชที่ดี
โค้ชที่ดี เมื่อมีปัญหากับทีมจะรีบจัดการทันที ไม่มัวมานั่งสอน หรือ เทศนาให้เสียเวลา คือ ให้คำแนะนำ ให้แนวในการไปสู่ทางสว่างกับทีม เพื่อทีมจะได้เรียนรู้และได้ประสบการณ์ไปด้วยกันเดี๋ยวนั้น
2. ให้สิทธิ์ให้อำนาจทีม
ไม่ลงไปจู้จี้จัดการในรายละเอียด ไม่มีใครชอบให้จู้จี้หรอก มันต้องยืดหยุ่น ต้องมีการให้อิสระในการสำรวจแนวคิดใหม่ ในการทดลองอะไรใหม่ๆ ให้โอกาสในการพัฒนาปรับปรุงให้เข้ากับสไตล์ของใครของมัน เอาแค่มั่นใจว่าทีมมีเครื่องมือที่ดีพอในการจัดการงานก็พอแล้ว
3. สร้างบรรยากาศลงเรือลำเดียวกัน
เอาใจใส่ในความเป็นอยู่คนของตัวเองอย่างดี ผู้จัดการที่ดีให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้ใจเป็นอันดับแรก เพราะเมื่อไว้ใจ จะเกิดความมั่นใจที่จะผลักดันทำงาน กล้าเสี่ยง ไม่กลัวเสียหน้า ไม่อายที่จะถาม เมื่อผิดก็กล้ายอมรับผิด นี่คือสิ่งแวดล้อมที่เอื้อที่สุดในการทำงานร่วมกัน
4. เน้นผลลัพธ์และผลิตภาพ
ผู้จัดการที่ดีสามารถทำให้คนรอบข้างรู้สึกดี ด้วยการตระหนักถึงศักยภาพของทีม เชี่ยวชาญในการใช้ emotional intelligence จูงใจคน ช่วยคนให้ประเมินศักยภาพตัวเองได้และใช้มันอย่างสุดสุด
5. เป็นนักสื่อสารที่ยอด คนรับฟังที่เยี่ยม
ผู้จัดการที่ดีสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ให้ข้อมูลเพื่อสร้างความโปร่งใสในทีม ไม่หมกเม็ด หรือเก็บงำไว้ทำเหนือ คือ จริงใจ ให้จริง ทำดีมีชม
6. ส่งให้คนเติบโตโดยเน้นที่ผลงาน
ลงทุนกับคนอย่างเต็มที่ สนับสนุนลุ้นเต็มที่ให้คนบรรลุถึงเป้าหมายให้ได้ ให้ความเห็นเกี่ยวกับ career path และรู้ดีว่าคนเติบโตในเส้นทางที่แตกต่างกัน ไม่เอาเปรียบ ไม่เอาประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก
7. ให้วิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่ชัดเจน
รู้เส้นทางที่จะไปด้วยกันเป็นอย่างดี และทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนต้องร่วมทางเดียวกัน ไม่ปล่อยให้เคว้งคว้างมืดมน บอกถึงบทบาทหน้าที่คนในทีมเพื่อดำเนินงานตามกลยุทธ์ รวมถึงบอกว่าต้องทำอะไรอย่างไรกันบ้างเพื่อไปถึงวิสัยทัศน์
8. มี key technical skills ในการช่วยปรึกษาแนะนำ
เก่งงานจนมองได้ทะลุ มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นสามารถแก้ไขแนะนำได้ทันที ไม่มีต้องเสียเวลาหาข้อมูล หรือ ศึกษาอะไรเพิ่มอีก ประมาณใช้หางตามองก็เห็นทางสว่างแล้ว อันนี้ศรัทธาเกิดขึ้นได้
9. ให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายทั้งบริษัท
ไม่มีความพวกเขาพวกเรา "us versus them" ไม่แข่งขันไร้สาระกับฝ่ายอื่น มองภาพรวมทั้งบริษัทออก see the big picture และทำงานเพื่อบริษัท เพื่อส่วนรวม ไม่ใช่แค่ฝ่ายตัวเอง
10. เป็นคนตัดสินใจเด็ดขาด
ผู้จัดการที่ดี take the lead ไม่ใช่ซ่อนอยู่หลัง สามารถทำการตัดสินใจในเรื่องยากๆ และทำให้ทุกคนเข้าใจที่ไปที่มา เหตุผลของการตัดสินใจนั้น

สรุปมาจาก https://www.inc.com/justin-bariso/google-spent-a-decade-researching-what-makes-a-great-boss-they-came-up-with-these-10-things.html?cid=sf01002&fbclid=IwAR35YRHUbiiz6TuK2OM5BmKJztPHfIgYf0aFifkyCGXohbaeNJ6cXjDIToM

วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ผู้ชนะ(ที่แท้)ย่อมไม่โกง


หัวใจสำคัญของความสำเร็จขององค์กรที่ยั่งยืน จะต้องประกอบด้วยหลักการแห่งความสุจริต ยุติธรรม จึงจะสร้างความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจได้ เพราะเป็นกฎทองแห่งเกียรติยศแห่งวิชาชีพ ความสุจริตเป็นตราประทับที่สำคัญยิ่ง ที่มีผลต่อการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างกัน เป็นมาตรฐานทางจริยธรรมและศีลธรรมสากลของตลาดเสรี 
บทเรียน 10 ข้อ จากหนังสือ Winners Never Cheat 
การเรียนรู้ข้อ 1: เด็กๆยังรู้ว่าความซื่อสัตย์เป็นค่านิยมที่ยิ่งใหญ่ : ทุกอย่างที่เราต้องการเพื่อจะอยู่ในโลกธุรกิจได้สวยงามนั้น เราเรียนรู้กันมาตั้งแต่เด็ก มันเป็นกฎเกณฑ์ที่ง่ายและยุติธรรม คือ ไม่โกหก ไม่โกง มันคือเส้นทางที่ดีงาม เราถูกสอนให้เป็นคนดี เวลาแข่งกันต้องยุติธรรม อย่าโกง อย่าโกหก พูดความจริง มันเป็นค่านิยมที่ฝังลึกในตัวคน ไม่ได้สร้างขึ้นตามสถานการณ์ ไม่ล้าสมัย ไม่มีวันตกยุค เพราะว่าเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่แค่ชนะ แต่เป็นการได้รับชัยชนะที่มีเกียรติและงดงาม มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ได้รับการเคารพ
การเรียนรู้ข้อ 2: คนรู้ดีว่าอะไรถูกหรือผิด : ไม่มีแสงใดมีอำนาจ ส่องสว่างเท่าแสงแห่งมโนธรรม คนสามารถตรวจเข็มทิศคุณธรรมของตัวเองได้ กฎหมายกำหนดวิถีให้ ต้องทำ แต่ จริยธรรมเป็นมาตรฐานความประพฤติที่ ควรทำ 
การเรียนรู้ข้อ 3: แข่งขันเต็มที่อย่างยุติธรรม อย่าล้ำเส้น : ผู้ชนะไม่เคยใช้เส้นทางลึกลับที่บิดเบือน โกหก เอาเปรียบคนอื่น แต่ยึดมั่นคุณธรรมใช้ สติปัญญา การทำงานหนัก เราต้องรู้ว่า ไม่มีทางลัดในเรื่องคุณธรรมในเกมธุรกิจและชีวิตคน
การเรียนรู้ข้อ 4: 3Rs; RISK RESPONSIBILITY & RELIABILITY : มันเป็นเรื่องของความกล้าหาญ จริงใจ เชื่อมั่น ถ่อมตน มีวิสัยทัศน์ พันธะกิจและทักษะการบริหาร คำว่า “ทำได้” ในการเป็นผู้นำคน คือ ไม่กังวลกับการพลาด ยืนหยัดในเวลาวิกฤติ การหลงในค่าตอบแทนงามๆอยู่ในตำแหน่งนานๆ การเป็นที่นิยม มุ่งแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่เคยเป็นผู้ชนะที่แท้
การเรียนรู้ข้อ 5: คำพูดของคน คือ คำมั่นสัญญา : ต้องเข้าใจและรู้ว่า คำพูดเป็นสมบัติที่มีค่าที่สุด ความซื่อสัตย์เป็นคุณธรรมที่ดีที่สุด การรักษาคำพูด = ความเชื่อใจ
การเรียนรู้ข้อ 6 : เรียนรู้ที่จะพูดว่า “ไม่” : ถ้าต้องเลือกระหว่างคำว่า “ชื่นชม”กับ”เคารพ” ให้เลือก “เคารพ”ทุกครั้ง แปลว่ารู้สึกตัวเองทุกครั้งที่รู้ว่า เราซื่อสัตย์และทำสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าไม่ถูกต้อง อย่าทำ จริยธรรมเป็นเรื่องของการเผชิญกับการทำสิ่งที่ถูก ที่มีต้นทุนสูงกว่าและยินดีเต็มใจจ่าย
การเรียนรู้ข้อ 7: บ้าได้แต่อย่ามุ่งล้างแค้น : ไม่มีใครที่ไม่เคยบอบช้ำทางอารมณ์ ก้าวต่อในทางที่เป็นบวกและมีเกียรติ ความแค้นเป็นไวรัสที่ทำให้คนหมดสภาพ ใจเสื่อม กายเสื่อม ความแค้นใจทำให้เกิดจุดอ่อน ความเกลียดไม่เข้ากันกับหัวใจคน
การเรียนรู้ข้อ 8: ปฎิบัติต่อคู่แข่ง เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง ลูกค้าด้วยความเคารพ : เราแต่ละคนต่างมีเดิมพันอยู่ในความสำเร็จและความล้มเหลวของคนรอบตัวเรา เรามีส่วนได้ส่วนเสียในการกระทำของคนอื่น กฎทอง คือ กรุณา สุภาพและใจบุญ
การเรียนรู้ข้อ 9: บริหารธุรกิจให้เหมือนเป็นบริษัทของครอบครัว : ธุรกิจต้องสื่อสารเพื่อสร้างความสามัคคีในบ้าน เปิดเผย โปร่งใส จริงใจ ปฎิบัติอย่างเท่าเทียม ซื่อสัตย์ เคารพ รัก แบ่งปันผลประโยชน์ให้พนักงาน ลูกค้า ชุมชนอย่างยุติธรรม
การเรียนรู้ข้อ 10: เกิดเป็นคน บุญคุณต้องทดแทน : ไม่มีคุณลักษณะใดในคนที่สำคัญมากไปกว่าการแบ่งปันให้ผู้อื่น ไม่มีความสุขใดจะเทียบได้กับการทำกุศล การทำบุญทำกุศล ไม่ใช่เป็นเรื่องของความสมัครใจ แต่ถือเป็นพันธะทางศีลธรรมของคนรวยและของธุรกิจที่มั่งคั่ง
น่าเสียดายปัจจุบัน..ค่านิยมที่ถูกต้องชอบธรรมกลายเป็นลวดลายเป็นทางที่ใช้เพื่อหลอกลวง ทรยศ หักหลัง ความไม่ถูกต้อง อย่างไร้ยางอาย !! 

วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2561

คนและองค์กรที่ไม่ยอมพัฒนา

คนและองค์กรที่ไม่ยอมพัฒนา
คือ พวกที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานแบบประจำวันไปเรื่อยๆ อยู่ไปวันๆ ไม่มีอะไรใหม่ สบายใจกับงานและชีวิตเดิมๆ ไม่มีเป้าหมาย หาวิสัยทัศน์ไม่เจอ คิดไม่ออกว่าปีหน้า อีก 3 ปี 5 ปีข้างหน้าจะเป็นยังไง ไม่มีความอยากจะเรียนรู้อะไรใหม่ ไม่มีแผนปรับปรุงการดำเนินงาน บอกเลยว่าเหนื่อย แต่ที่เหนื่อยกว่า คือ ดันหวังว่าทำแบบนี้แล้วจะพัฒนา จะเติบโตได้ มันเหมือนไม่เคยซื้อหวย แต่อยากถูกหวย #ฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง#บ้าหรือเปล่า



วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2561

เป็นนายที่ดี..ต้องมีเมตตา


ปัจจุบันโลกมีความขัดแย้งเกิดขึ้นมากมาย ทำให้คนกล้าต่างมากขึ้น คนมีความคิดเห็นของตัวเอง มีมุมมองของตัวเอง การดูแลคนที่มีความคิดต่างนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะที่ต่างจากคนเป็นนาย มันทำให้การเป็นนายที่ดีมันก็ยากอยู่นะ แต่คงลืมไม่ได้ว่าหน้าที่อันดับต้นๆของการเป็นนาย คือ การมีเมตตาต่อลูกน้อง 
มันมีผลวิจัยสนับสนุนอยู่ว่า....
⏩การชื่นชมดลบันดาลผลงานดีกว่า
เมตตา คือ การแสดงถึงการชื่นชมจริงใจต่อความสำเร็จของคนอื่น จาก Global research พบว่า recognition การได้รับการยอมรับ คือ สิ่งที่คนทำงานต้องการมากที่สุดจากเจ้านาย ต้องการมากกว่าเงิน มากกว่าการได้รับการโปรโมท
⏩ความสัมพันธ์ก่อให้เกิดไอเดียที่ดีกว่า
คนมีเมตตาจะหาเวลาสร้างเครือข่าย สร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับคนอื่น เป็นวงสัมพันธ์ที่จริงใจ งานวิจัยพบว่า โพรเจคต่างๆที่ประสบความสำเร็จนั้น 72% มาจากการสร้างการมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะด้วยการพูดคุย การถามคำถามกับคนหลายคนในองค์กร แม้จะไม่ได้เกี่ยวข้อง หรืออยู่วงในโพรเจคนั้นโดยตรง มัน คือ การแคร์กัน ความเมตตาจะทำให้ได้มุมมองอื่นๆตามมา ซึ่งจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั้น ไม่ใช่ประเด็น
⏩การช่วยแก้ไขสามารถเพิ่มระดับความสัมพันธ์
คนเป็นนายนั้น ความรับผิดชอบอย่างหนึ่ง คือ การทำให้คนรู้ว่าที่ทำๆไปนั้นมันไม่บรรลุความคาดหวังที่กำหนดไว้ การเรียกมาให้ทำการแก้ไขข้อผิดพลาดอาจดูไม่ใช่เมตตาสำหรับบางคน แต่ถ้านายทำด้วยความตั้งใจ อยากให้คนสามารถพัฒนาตัวเองได้ดีขึ้น นั่นคือ เมตตานะ งานวิจัยจาก Harvard Business Review ในเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า เหตุผลสำคัญอันดับหนึ่งของการเป็นนายที่ไม่เจ๋ง คือ การไม่สามารถสร้าง trusting relationships แต่ถ้าอยากเป็นนายเจ๋งๆ ก็ต้องเมตตาช่วยแก้ไขให้พัฒนา จะสามารถสร้างความไว้วางใจได้เต็มๆ
สำหรับ “เมตตา” ไม่มีเร็วไป
เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าเร็วแค่ไหนมันจึงจะไม่สายเกินไป

"You can not do a kindness to soon, for you never know how soon it will be too late.” Ralph Waldo Emerson

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

Transformation ที่แท้ทรู 3 ประการ

แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม...เลือกให้เธอไม่ไปได้หรือเปล่า  
ทำธุรกิจนี่มันเลือกลำบาก โดยเฉพาะเลือกที่จะไม่เปลี่ยนแปลงนี่ ไม่ได้เลยนะในโลกที่ผันผวนอย่างทุกวันนี้ และถ้าจะต้องเปลี่ยนมันต้องเข้าใจ
ความหมายของ Transformation ที่แท้ทรู 3 ประการนี่ก่อนเลย 
1. Operational Transformation
ทำดีขึ้น เร็วขึ้น หรือถูกลง โดยใช้เทคนิคใหม่ เทคโนโลยีใหม่แก้ปัญหาเดิมๆ ในโลกที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เล่นเกมเดิมๆนั้นไม่พอแล้ว
2. Operational Model Transformation
ทำในสิ่งที่เคยทำแต่ในแนวทางที่แตกต่าง คือ เปลี่ยนวิธีการ เช่น Netflix เปลี่ยนจากการส่ง DVDs ผ่านอีเมล์ มาเป็น streaming เนื้อหา video ผ่านเวป
3. Strategic Transformation
เปลี่ยนสิ่งที่ต้องเปลี่ยน สิ่งที่สำคัญ สิ่งที่จำเป็นต่ออนาคตของบริษัท เช่น บริษัท Apple จากคอมพิวเตอร์สู่ consumer gadgets บริษัท Google จาก advertising สู่ รถไร้คนขับ เป็นต้น 
Transformation เป็นหนทางเดียวที่จะรับมือกับ disruptive change ในโลกนี้ ไม่งั้นอาจตายตกไปตามกระแสที่ไหลเชี่ยวของการเปลี่ยนแปลง 
ผู้นำธุรกิจจึงต้องเข้มที่จะ reinvent ตัว core operating model แล้วมุ่งสร้าง core business สำหรับอนาคต ซึ่งต้องเชื่อมต่อกับการสร้างสมรรถนะที่สาสมกัน
สนใจไปอ่านเต็มๆที่ https://hbr.org/…/what-do-you-really-mean-by-business-trans…

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561

เกิดเป็นหัวหน้าคน


เกิดเป็นหัวหน้าคน
เกิดมาเป็นหัวหน้าต้องรู้จักเปลี่ยนหัว เวลาไหนต้องเป็นเจ้านาย เข้มงานก็ต้องเข้ม เป็นผู้บริหารต้องรับนโยบาย วางแผน ควบคุมลูกน้องได้ เป็นให้ได้ทั้งให้พ่อ เพื่อน พี่โค๊ช และที่ปรึกษา ดังนั้นต้อง....
1. เข้าใจคน : ลูกน้องเป็นมนุษย์ และมี DNA ที่ไม่เหมือนกัน กับลูกน้องแต่ละคน แต่ละสถานะการณ์ หัวหน้าต้องสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้เหมาะ ลูกน้องบางคนแค่บอกเป้าหมายก็พอ บางคนชี้ทางก็เดินไปได้แล้ว บางคนต้องประคองไป หรือบางคนต้องโหดบ้างถึงจะยอมเคลื่อน ใช้ One size fits all ไม่ได้ คนไม่ใช่เสื้อยืด !!
2. สื่อสารให้ลูกน้องเข้าใจ : หัวหน้าเข้าใจคนเดียวเข้าใจไม่พอ ลูกน้องต้องเข้าใจเหมือนกัน ให้ลูกน้องเข้าใจความแตกต่างของแต่ละคน ให้ลูกน้องเข้าใจนโยบายบริษัท ให้ลูกน้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่พลาดไม่ได้ ต้องสื่อสารทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ สื่อสารให้บ่อย สื่อสารจนเข้าใจ เข้าไปในสายเลือดมันจะลดปัญหาต่างๆในการทำงานไปได้มาก
3. ปากต้องดี : เป็นหัวหน้าปากไม่ดีนี่จบข่าว บางเรื่องที่ไม่สำคัญพูดจริงจังมากไป มันเกินความจำเป็น แต่เรื่องที่คอขาดบาดตาย กระทบถึงภาพรวม พูดเล่นๆไม่ได้ ผู้นำต้องเปลี่ยนโหมดตัวเองให้ถูก ว่าตอนไหนควรจะพูดแบบใด การฟังก็เช่นกัน ต้องหุบปากตัวเองเป็น เพราะถ้าพูดเป็นอย่างเดียว จะไม่ได้ยินความคิดลูกน้อง
อันที่จริงมีอีกข้อนะ...หน้าตาดีด้วยนี่ ช่วยได้เยอะ 55