วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ความสุุขของการให้..ฮ้าไฮ้

ขอบคุณเจ้าของภาพ

นิทานจากเวปพลังจิต: ชายหนุ่มคนหนึ่ง มีชีวิตที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ หน้าตาหล่อเหลา มีการศึกษาสูง มีงานการที่มั่นคง มีความก้าวหน้าในอนาคต มีคนรักใคร่รอบข้าง เรียกว่าใครเห็นใครรู้เป็นต้องอิจฉา

วันหนึ่งชีวิตที่สมบูรณ์แบบของชายคนนี้ยิ่งสุดยอดสมบูรณ์แบบมากขึ้น เมื่อพี่ของเขายอมควักเงินก้อนโต ซื้อรถสปอร์ตคนงามเป็นของขวัญให้กับน้องชาย ไม่ต้องบอกว่าเจ้าตัวจะยินดีปรีดาแค่ไหน เพราะรถสปอร์ตสุดหรูคันนี้ชายหนุ่มนายนี้ฝันอยากได้ เป็นเจ้าของมาตลอดชีวิต เมื่อความฝันเป็นจริง สิ่งที่ชายหนุ่มคิดทำอย่างแรกคือ ขับเจ้ารถสปอร์ตตระเวนไปตามที่ต่างๆให้สมอยาก

ใจหนึ่งต้องการทดสอบแรงม้าที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องเครื่องว่าจะมีเรี่ยวแรงเต็มกำลังแค่ไหน อีกใจก็แน่นอนว่า ใครที่มีรถสวยแรงขนาดนี้ คงไม่บ้าเก็บเอาไว้ดูตามลำพังที่โรงรถในบ้าน ขับโฉบเฉี่ยวไปมาสักพัก ก็ถึงเวลาพักทั้งเครื่องและคน ชายหนุ่มจัดแจงจอดรถข้างถนน ระหว่างกำลังพักผ่อนอิริยาบถ  เขาเห็นเด็กคนหนึ่งเดินลูบๆคลำๆรอบรถคันงามด้วยกิริยาท่าทีชื่นชอบรถสปอร์ตอย่างเห็นได้ชัด ชายหนุ่มรู้สึกภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของ สิ่งที่หลายต่อหลายคนใฝ่ฝัน เขาเดินยืดอกมาที่รถพร้อมพูดจาทักทายเด็กคนนั้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจดั่งขุนศึกผู้ชนะ สงคราม 
"ระวังหน่อยน้อง เดี๋ยวเป็นรอย" เขาบอก 
เด็กคนนั้นมองไปยังชายหนุ่มเจ้าของเสียง ก่อนจะพูดตอบ "รถของพี่เหรอ สุดยอดจริงๆ" 
"แน่นอน" เขาตอบ 
"พี่ซื้อมาราคาเท่าไหร่" เด็กคนเดิมถาม 
"คนอื่นอาจต้องควักสตางค์ซื้อเอง แต่พี่ไม่ต้องเพราะพี่ชายพี่ซื้อให้เป็นของขวัญ" 
"โอ้โห! ดีจัง ผมอยาก...."
เด็กคนเดิมพูดตะกุกตะกักชะงักในตอนท้าย ชายหนุ่มคิดในใจว่า เด็กคนนี้คงไม่กล้าพูดต่อ เพราะที่เด็กอยากจะพูดแต่ยั้งปากยั้งคำไว้นั้นคงต้องการบอกว่าอิจฉาตัวเขาเอง อยากจะเป็นอย่างเขาบ้าง...มีพี่ที่แสนดีซื้อรถสุดหรูให้เป็นของขวัญ... 

แต่สิ่งที่ชายหนุ่มคิดกลับผิดถนัด "โอ้โห ดีจัง ผมอยาก....เป็นอย่างพี่ชายของพี่จัง" เด็กคนนั้นพูด "ผมจะได้ซื้อรถให้น้องชายผมนั่งบ้าง"

ชายหนุ่มถึงกับอึ้ง ในสังคมทุกวันนี้ ที่ใครๆตั้งหน้าตั้งตาแต่จะรับ หรือ บางคนไม่ยอมรอ ใช้กำลังความได้เปรียบแย่งชิงของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง แต่เด็กคนนี้กลับคิดสวนทาง

...เขาอยากเป็นผู้ให้ มากกว่าเป็นผู้รับ.... 

ชายหนุ่มมองเด็กด้วยความรู้สึกทึ่งและพูดออกมาทันทีว่า "อยากนั่งรถเล่นกับฉันไหม" "ครับ อยากมากเลย" หลังจากขับรถเล่นอยู่พักหนึ่ง เด็กชายหันมาพูดด้วยดวงตาวาวแวว "คุณจะกรุณาขับรถไปหน้าบ้านผมได้ไหมครับ" ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ เขาคิดว่าเขารู้ดีว่าเด็กหนุ่มต้องการอะไร....คงต้องการให้เพื่อนบ้านเห็นว่าเขาได้นั่งรถคันโตกลับบ้าน 

แต่ชายหนุ่มคิดผิดอีกแล้ว "คุณจอดตรงบันไดนั่นล่ะครับ" เขาวิ่งขึ้นบันได จากนั้นสักครู่จึงกลับมาแต่เขาไม่ได้วิ่ง เขาอุ้มน้องตัวเล็กๆที่ขาพิการมาด้วย และวางน้องลงที่บันไดล่าง กอดไว้และชี้ไปที่รถ "นั่นไง รถคันที่พี่เล่าให้ฟัง พี่ชายของเขาซื้อให้เป็นของขวัญ เขาไม่ต้องเสียตังค์เลย สักวันหนึ่งพี่จะซื้อให้น้องบ้าง น้องจะได้ดูของสวยๆงามๆด้วยตาของน้องเองเหมือนที่พี่เคยเล่าให้ฟัง" 

ชายหนุ่มลงจากรถ แล้วอุ้มเด็กน้อยขึ้นรถ พี่ชายปีนตามขึ้นมานั่งใกล้และแล้วทั้งสามก็เริ่มออกเดินทาง ชายหนุ่มรู้แล้วว่า "ความสุขยิ่งกว่าการให้" หมายถึงอะไร

นิทานดี....แต่คนเริ่มฟุ้งซ่าน
....อันนี้ต้องอาศัยความรักอย่างยิ่ง... มันถึงจะยินดี เต็มใจ ไม่หวังผล...
จากประสบการณ์..หวังผลตลอด มันจึงแย่ จิตตก ..อายเด็กเลยเนี่ย..
แต่บ่อยครั้งที่ให้แล้ว..มันรู้สึกดี อันนี้เป็นความเต็มใจอย่างยิ่ง เมตตามหานิยมเลย
แต่บางครั้ง... ให้แล้วอารมณ์เสีย.. มันไม่เชิงหวังผล (....แต่ก็หวังนั่นแหละ) คนที่รับไปมันไม่ค่อยรู้สึกรู้สม.. ไม่ได้อยากได้อะไรตอบแทน แต่ให้มันจริงใจกันหน่อยก็พอ อย่าเบียดกันมาก ..อันนี้หวังผลเหมือนกัน... ลำบาก

บางทีก็รู้อยู่...แต่ก็ไม่มีปัญญาจะจะคิดได้ ทำได้.. ความทุกข์มาเยือนทันที
เกิดเป็นคนมันทุกข์อยู่แบบนี้.. จะมาก จะน้อยเท่านั้น
มันต้องมี trigger event แบบนิทานข้างบน..มันถึงจะรู้สึก
บางคนโชคดี..มีบ่อย รู้ทันบ่อย 
แต่ส่วนใหญ่เป็นวิบากกรรม.. ไม่ค่อยรู้ 
ต้องฝึกไป... ว่ากันว่า การให้เป็นสุขมากกว่าการรับ... 
เอาแบบไม่ให้..ไม่รับ ได้ไหม.....ท่าจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่... 
ประมาณว่าไม่เบียดเบียนใคร...ใครก็ไม่ต้องเบียดเบียนเรา.. ใจร้ายไปไหมเนี่ย..

ชักไปกันใหญ่.. เอาเป็นว่า ให้เท่าที่ให้ได้แล้วดี มีความสุข ไม่คิด ไม่หวัง..ให้ไปเฉยๆนี่หละ
จบข่าว....

ร่มใคร ร่มมัน...


นิทานเซน: ยังมีอุบาสกผู้หนึ่งหลบฝนอยู่ใต้ชายคา พอดีกับที่มีอาจารย์เซนผู้หนึ่งกางร่มเดินผ่านมา อุบาสกผู้นี้จึงร้องเรียกขอให้อาจารย์เซนพาตนไปด้วยโดยอ้างว่า ตามหลักธรรม...พระสงฆ์คือผู้ช่วยนำพาสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากห้วงทะเลทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด   ทว่าอาจารย์เซนกลับปฏิเสธคำขอของอุบาสก ทั้งยังกล่าวว่า "ประสกอยู่ใต้ชายคาซึ่งไม่มีฝน มิได้เปียกปอน ฉะนั้นอาตมาไม่จำเป็นจะต้องพาประสกออกไป"
       
เมื่ออุบาสกได้ยินดังนั้น จึงก้าวออกมานอกชายคา ยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนพรำจนร่างกายเปียกชุ่มโชก จากนั้นขอร้องอีกครั้งให้อาจารย์เซนพาเขาไปด้วย
       
ยามนั้น อาจารย์เซนจึงเอ่ยว่า "ประสกยังคงไม่เข้าใจ แม้ว่าขณะนี้เราทั้งสองล้วนอยู่ใต้สายฝน แต่อาตมาไม่เปียกเพราะมีร่มคุ้ม ส่วนประสกกลับเปียกปอนเพราะไร้ร่มกำบัง ดังนั้นมิใช่ว่าอาตมาไม่พาประสกไป แต่ประสกต้องเสาะหาร่มคุ้มฝนของตน เพื่อข้ามผ่านไปด้วยตนเอง"

....อุบาสกคนนั้นมันร้ายจริงจริง.. จะเอาให้ได้ ไอ้การจะเอาให้ได้นี่มันเห็นแก่ตัวชัดๆ หน้าฝนก็ไม่รู้จักเตรียมร่มของตัวเองจะอาศัยคนอื่นวันยังค่ำ... คนเรานี่ประหลาดแท้เชียว หรือจะมีแต่เราที่เห็นว่าประหลาดก็ไม่รู้  เพราะสมัยนี้ใครก็อยากสบายทางลัด ไม่ต้องใช้ทรัพยากรของตัวเองก็ยิ่งดี แต่ไม่คิดบ้างหรือว่ากำลังเบียดเบียนชาวบ้านเพื่อให้ตัวเองได้... เหนื่อยนะแบบนี้ จะบาปเอาด้วย..และยังพลอยให้ไอ้คนมีร่มจิตตก คิดไม่ดีไปเสียอีก... แบบนี้เรียกได้ว่าเห็นแก่ตัวมากมาก.. ไม่รู้ว่ามาจากไหน มันเป็นสันดานข้ามชาติหรืออย่างไร อันนี้ไม่ได้ว่า..แต่หมายถึงนิสัยที่ติดข้ามภพข้ามชาติมาแต่ปางก่อน สลัดไม่หลุด.. หรือว่ามันจะเป็นที่สิ่งแวดล้อม พ่อแม่ยากจน ต้องแย่งกันกิน แย่งกันใช้หรืออย่างไร จึงแร้นแค้นนัก กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว.. ไม่ยอมทำอะไรเอง..ใช้ ฉก ฉวยความใจกว้างใจดีของคนอื่นเพื่อเอาเปรียบแล้วอ้างว่า...แค่นี้..ทำให้ไม่ได้หรือ..อ้าว..ร่มก็ร่มเรา ตัวเองไม่มีแล้วยังมาว่าเขาอีก.. หรือว่าจะเป็นที่ทักษะการบริหารจัดการอ่อน..ทำอะไรไม่เป็น (ไม่ยอมรับ รักสบาย แต่อยากได้ อยากมี) บริหารเงินทองไม่คล่อง..เงินขาดมือ เลยทำให้เห็นแก่ตัว... 

คนมีร่มคงต้องมาดูว่าไอ้คนไม่มีร่มน่ะ...มันเป็นแบบไหน... 
ถ้าเป็นแบบแรก..เป็นมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว อันนี้ลำบาก..ต้องทำใจอย่างเดียว
ถ้าเป็นแบบที่สอง แบบที่สาม...พอแก้ได้ ไม่ใช่แก้ที่มัน..ต้องแก้ที่เรา.. พระท่านว่าเหมือนคนผิงไฟหน้าหนาว.. มันหนีไม่ได้ เพราะมันเป็นพี่เรา มันเป็นน้องเรา มันเป็นญาติเรา มันเป็นเพื่อนเรา มันเป็นคนทำงานร่วมกับเรา.. เข้าใกล้มากจะถูกย่างเอา.. ถอยห่างมากจะหนาวไป จะย้ายมันไปที่อื่นก็ไม่ได้.. ต้องขีดเส้นตาย คือ แบ่งพรมแดนกัน มีขอบมีเขตสักหน่อย มันแค่เตาผิง ไม่ใช่เตาย่าง..ไม่ต้องใกล้นักเดี๋ยวจะสุก ตีกรอบเอาแค่ผิงพอ.. สบายใจ แผ่เมตตาเข้าไป...

ร่มใคร ร่มมันนะ..ท่านผู้ชม ไม่มีร่มก็หัดตากฝนซะมั่ง เผื่อจะรู้เร็วขึ้น.. ไม่มีปาบติดตัว อ่ะ อ่ะ

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กำบะมี..เขาบะว่า


คนเชียงใหม่..จริงๆแล้วเป็นคนบ้านนอก.. ถึงจะเรียกกันว่า คนเมือง ก็เถอะ.. (เมืองไม่ได้แปลว่า city ฮ่า ฮ่า) ...คนเมือง คือ คนบ้านๆนี่แหละ เราก็มีความเป็นอยู่ มีการกินที่เราเองชอบของเรา มีวิถีชีวิตธรรมดาๆ เราไม่ได้อยากให้คนมาบอกว่าอะไรดี หรือ ไม่ดีสำหรับเมืองของเรา.. เราจะดี ไม่ดี มันก็เรื่องของเรา.. มันเป็นธรรมชาติของคนเมือง.. คนอื่นที่มาอยู่บ้านเรา แล้วชอบคิดว่าดีกว่าเรา.. รู้ดีกว่าเราและดันปลอมตัวยิ่งกว่าเรา.. เข้าขั้น ดัด-จริต เห็นแล้ว..ตอนนี้คนเมืองเลยชักจะงง.. 

จะแต่งล้านนามากกว่าเรา..เราไม่ว่า เราก็ชอบ... แต่ไม่ต้องบอกว่า ทำไมคนเชียงใหม่ไม่อนุรักษ์

จะไปกินข้าวร้านไหน อร่อยก็เรื่องของคุณ..ไม่ต้องบอกว่าลิ้นคุณเลิศกว่าเรา..หรือทำไมเราไม่รู้ว่ามันอร่อย..ทำไมต้องให้คุณมาบอกเรา.. หรือ ต้องเป็นความเห็นของคุณถึงถูกต้องที่สุด.. ประหลาดนะ 

จะรนณรงค์น้ำปิงใสสะอาด ใส่ศิลปะมากๆ หรือ รักษ์เชียงใหม่ก็ดีแล้ว.. ขอบคุณ แต่ไม่ต้องบอกว่าคนเชียงใหม่ไม่รู้คุณค่า

จะอยู่บ้านแบบล้านนาก็อยู่ไป.. จะเดินเล่นตามถนนก็เดินไป ..จะทำมาหากินก็ทำไป ไม่มีใครว่า..คนเมืองออกจะใจดี..ใครมาอยู่เมืองเราก็ได้.. แต่ไอ้แนวคิดคนกรุงขี้หอมนั้น..ขอที ปล่อยให้คนเมืองได้อยู่ตามที่มันเป็นเถอะ.. มันจะยังไงก็เมืองของเรา โคตรเหง้า (..บะใจ้โคตรง่าวเน้อ..) เราสู้มา อยู่มา ทำมาหากินมาในถิ่นเราเป็นชาติแล้ว.. คนที่เพิ่งมาอยู่ อย่ารีบเป็นเจ้า.. และเจ้าของ (เฮาบะใจ้ไพร่เน้อ....) ไม่ต้องทำตัว โดด โดน เด้ง ขนาดนั้น..มันปวดหัว.. หันเปิ้นมีจะไปใค่ได้..หันเปิ้นยากไร้จะไปดูแควน... ก้นหม้อบ่ฮ้อน บ่เป๋นแต่ไห มันเป๋นกับไฟ..บะใจ้กับหม้อ.. 

เป็นแขกมาอยู่บ้านเรา..ไม่สบอารมณ์ ไม่ได้ดังประสงค์ ...ไม่ควรโวยวาย..ไม่ควรทำความลำบากใจให้เจ้าของบ้าน...มันเสียมารยาทความเป็นแขกผู้มาเยือน... 

ถ้าไม่รู้จะทำตัวอย่างไร..เดี๋ยวจะแนะนำคุณพี่คนกรุงที่น่ารักให้หนึ่งคนเป็นตัวอย่าง.. มีบ้านอยู่เชียงใหม่ มาเชียงใหม่ทุกเดือน น่ารักทุกครั้งที่มา ทำตัวธรรมดาเหมือนเป็นคนเมือง พกมารยาทติดตัวมาตั้งแต่เกิด.. คำน้อยไม่เคยให้ระคายใจคนเมือง... บริจาคทรัพย์ส่วนตัวจนมีชื่อติดอยู่ที่ฝาผนังโรงพยาบาลในเชียงใหม่..คนนี้อยากให้ย้ายสำมะโนครัวเข้ามาเลยเชียว... 

ถ้าคิดว่าตัวเก่ง พล่ามความดีของตัวอยู่คนเดียว... ไม่ให้เกียรติเจ้าของบ้าน ไม่ยอมรับวิถีเจ้าของบ้าน  แล้วเราจะอยู่กันอย่างมีความสุขได้อย่างไร... เรายอมและรับคุณๆ.. คุณๆก็ควรจะยอมและรับเราๆ... 

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

กุศลประจำตัวของคน




....ลอกมาจากมหาโชค.คอม คนที่ทำดีทุกวันก็ดีแล้ว.. คนที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรก็ลองทำเผื่อจะดี และถ้าขยันมากก็ทำของทุกวันที่เขาเกิดกันถึงขั้นประเสริฐ หรือถ้าไม่อยากทำอะไรก็อ่านเล่นม่วนๆไปอีกแบบ ตัวเองต้องสมาธิแล้ว เจริญสติอีกหน่อย สวดพาหุงบ่อยขึ้นเพราะตอนนี้จิตตก..ตกกับสีแดงและโนโหวต เวรกรรม...  วิทยาศาสตร์ไม่ช่วย เหตุผลไม่มี จิตตก เอาแบบบ้านๆไปแล้วกัน

สำหรับคนเกิดวันจันทร์
ผู้ที่เกิดวันจันทร์ ตั้งแต่วันที่ 1-10
ทำความสะอาดบ้านเรือนให้น่าอยู่ กวาดลานวัด ปัดกวาดเช็ดถูหิ้งพระ จัดดูแลโต๊ะหมู่บูชาภายในบ้านให้สะอาด ให้ดูน่าเคารพอย่าปล่อยให้ฝุ่นมาจับ ช่วยทำความสะอาดวัดตามโอกาสและกาลเทศะ สรงน้ำพระพุทธรูปที่บูชาอยู่ ถวายพวงมาลัยดอกมะลิพระที่วัดที่ตนศรัทธา ไม่ต้องไปไหนไกลวัดใกล้บ้านเป็นพอ ทำตามนี้แล้วสิ่งที่ดูหม่นหมองในชีวิตจะกลับมาสดใสอีกครั้ง ทำบุญอื่นๆ ประกอบตามปกติ
ผู้ที่เกิดวันจันทร์ ตั้งแต่วันที่ 11-20
ถวายพระพุทธรูปปางลีลา ขนาดตั้งโต๊ะบูชาให้ทางวัดที่ตนศรัทธาจำนวนหนึ่งองค์ ประกอบกับบุญอื่นๆ ตามปกติ ถ้าจะให้ดีควรมีผ้าอาบน้ำฝน และถังสังฆทานหนึ่งชุด ถวายพร้อมกันในคราวเดียวด้วย ทำได้ภายในเดือนเดียวชีวิตจะแฮปปี้
ผู้ที่เกิดวันจันทร์ตั้งแต่วันที่ 21-31
ถวายพระนอน ขนาดตั้งบูชาองค์ทองเหลือง ปิดทองที่เศียรท่านหนึ่งตำแหน่ง ถวายพร้อมกับผ้าอาบน้ำฝนหนึ่งผืน ถังสังฆทานหนึ่งถัง ปล่อยหอยขม 1 ถัง ปลาไหลจำนวนหนึ่งตามกำลัง บวกบุญอื่นๆ ตามกำลังปัจจัย ทำได้ตามนี้จะเฮงทั้งปี

สำหรับคนเกิดวันอังคาร
ผู้ที่เกิดวันอังคารตั้งแต่วันที่ 1-10
นั่งสมาธิให้ได้อย่างน้อยวันละไม่ต่ำกว่าสามสิบนาที ควรจะเจริญภาวนาทุกวัน ก่อนนอนก็ได้ ตอนเช้าก็ได้ เพื่อจิตใจแจ่มใสพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ เรื่องเครียดๆ อยู่จะได้เบาลงบ้าง อย่าลืมบุญกุศลอื่นๆ ประกอบ
ผู้ที่เกิดวันอังคารตั้งแต่วันที่ 11-20
เดินจงกรมไปมาในห้องหรือที่วัดก็ได้ ไม่ต่ำกว่าสามสิบนาทีเพื่อชำระล้างจิตใจให้ผ่องใส มีสติรู้ตัวตลอดเวลาเพราะคนวันอังคารอาจจะมีเรื่องกลุ้มเข้ามาให้แก้ได้ทุกเมื่อ อย่าลืมบุญอื่นประกอบ
ผู้ที่เกิดวันอังคารตั้งแต่วันที่ 21-31
นั่งสมาธิไม่ต่างจากคนเกิดวันอังคารที่1-10 แต่เสริมด้วยการสวดมนต์คาถาพาหุงมหากาด้วยเพื่อเรียกสติปํญญาสมาธิที่แจ่มใสกลับคืนมา สรุปรวมๆ คนวันอังคารให้เจริญสติสมาธิเป็นหลัก

สำหรับคนเกิดวันพุธ
ผู้ที่เกิดวันพุธตั้งแต่วันที่ 1-10
นั่งสมาธิที่โบสถ์หน้าพระประธานให้ได้อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมง แผ่บุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและตัวเอง เพื่อชะตาที่มีความสุขสมหวังขึ้น อาจมีเรื่องปวดสมองเข้ามา ให้ปล่อยวางอารมณ์เสียบ้าง
ผู้ที่เกิดวันพุธตั้งแต่วันที่ 11-20
ไหว้พระราหูที่วัดใดก็ได้ เพื่อขอพรให้การเงินการงานดีขึ้น ประกอบกุศลอื่นๆ โดยเฉพาะการปล่อยปลา ควรจะเป็นปลาไหล ปลาดุก จำนวนใดก็ได้ตามกำลังปัจจัย และหลายอย่างจะราบรื่นขึ้นอย่างทันตา
ผู้ที่เกิดวันพุธตั้งแต่วันที่ 21-31
สักการะพระพิฆเณศ บูชาท่านด้วยกล้วยหอมหนึ่งหวี มะพร้าวสดหนึ่งลูก ดอกดาวเรืองหนึ่งพวง ขอพรในหน้าที่การงานและการเงิน ส่วนความรักให้ไหว้พระตรีมูรติด้วยกุหลาบแดง ให้เสริมกุศลด้วยการปล่อยนก ละลดทานสัตว์ปีกและเนื้อวัวให้ได้มากที่สุดเพื่อสร้างพลังบริสุทธิ์ในจิตใจ


สำหรับคนเกิดวันพฤหัสบดี
ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดีตั้งแต่วันที่ 1-10
ไหว้พระพิฆเณศ หรือ พระศิวะ เพื่อขอพรให้หน้าที่การงานเจริญรุ่งเรืองและราบรื่น สักการะท่านด้วยธูปแขกเก้าดอกและดอกดาวเรือง ประกอบกับการสวดพระคาถาพาหุงมหากา อิติปิโสและตามด้วยพระคาถาชินบัญชรปิดท้ายก่อนนอนทุกคืนตลอดปี
ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดีตั้งแต่วันที่ 11-20
ไหว้พระพิฆเณศ หรือเจ้าแม่กวนอิมปางพันมือ เพื่อขอพรให้เกิดสิริมงคลในชีวิต  ทานมังสวิรัติติดกันให้ได้สามวัน ประกอบกุศลอื่นๆ ด้วยครับ
ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดีตั้งแต่วันที่ 21-31
ไหว้พระพิฆเณศ หรือ พระนารายณ์ทรงครุฑ เพื่อขอพรให้ประสบโชคลาภด้านต่างๆ พระคาถาชินบัญชรคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ก่อนนอน และให้ไปปิดทองที่องค์พระพุทธรูปปางสมาธิวัดใกล้บ้านเพื่อขอพรท่านด้วย บวกกุศลอื่นๆ ด้วย

สำหรับคนเกิดวันศุกร์
ผู้ที่เกิดวันศุกร์ตั้งแต่วันที่ 1-10
สักการะพระพิฆเณศเป็นหลัก ด้วยกล้วยหอมหนึ่งหวี พวงมาลัยดอกดาวเรืองหนึ่งพวง เจริญสติปัญญาด้วยการนั่งสมาธิก่อนนอนทุกคืนไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง ทำบุญชำระหนี้สงฆ์ ค่าน้ำค่าไฟ เพื่อเสริมดวงด้านการเงินที่มีมากมายหลายทางเหลือเกิน
ผู้ที่เกิดวันศุกร์ตั้งแต่วันที่ 11-20
บูชาพระพุทธชินราชที่วัดเบญจมบพิตร หรือที่พิษณุโลก ไหว้พระสวดมนต์กราบหมอนก่อนนอนทุกคืนจะดียิ่ง เน้นการสวดมนต์เป็นหลัก ประกอบบุญด้านอื่นด้วย
ผู้ที่เกิดวันศุกร์ตั้งแต่วันที่ 21-31
ระลึกถึงหลวงพ่อโสธรเป็นประธานหลักในการเจริญสมาธิ กำหนดภาพท่านไว้ไม่ให้ขาดทุกลมหายใจเข้าออกตอนปฏิบัติกรรมฐาน เน้นการนั่งสมาธิกำหนดภาพพระทุกคืนไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมง ให้ทานสัตว์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสุนัข แมว นก ปลา เพื่อให้ชะตาเปิดรับโชคมากขึ้น

สำหรับคนเกิดวันเสาร์
ผู้ที่เกิดวันเสาร์ตั้งแต่วันที่ 1-10
กราบไหว้บูชาพระปางป่าเลไลยน์ที่วัดใกล้บ้าน ขอพรจากท่านเป็นนิจจะเกิดอานิสงค์มาก น้อมถวายด้วยพวงมาลัยดอกมะลิ และเน้นการสวดมนต์เป็นประจำอย่าขาด
ผู้ที่เกิดวันเสาร์ตั้งแต่วันที่ 11-20
เน้นปล่อยสัตว์เช่นนก ปลา  ช่วยชีวิตสัตว์ใกล้ตาย ไถ่ชีวิตโคกระบือ ซื้อปลาที่กำลังโดนฆ่าที่ตลาดมาปล่อยอานิสงส์จะแรงมาก ช่วยให้คุณรอดพ้นจากวิกฤตต่างๆ ได้ดี สักการะพระโพธิสัตว์กวนอิมเพื่อขอพร
ผู้ที่เกิดวันเสาร์ตั้งแต่วันที่ 21-31
สรงน้ำพระพุทธรูปที่บ้าน ถวายด้วยดอกมะลิ ตามด้วยการสักการบูชาศาลหลักเมืองประจำจังหวัดตนเอง ปิดทองที่เสาหลักเมือง และอธิษฐานขอพร ชีวิตจะมีแต่สุขสมทั้งปี

สำหรับคนเกิดวันอาทิตย์
ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ตั้งแต่วันที่ 1-10
เติมน้ำมันตะเกียง ถวายเทียน ตีระฆัง ปิดทองลูกนิมิต ชำระหนี้สงฆ์ ถวายพระปางนาคปรกพร้อมถังสังฆทาน และผ้าไตรอีกหนึ่งชุด ทำตามนี้มีแต่เฮง
ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ตั้งแต่วันที่ 11-20
สักการะรอยพระพุทธบาท หรือพระบรมสารีริกธาตุที่วัดใดก็ได้เพื่อสิริมงคลในชีวิต ทานมังสวิรัติให้ได้ครบห้าวันในเดือนนี้จะติดกันหรือเว้นช่วงก็ได้ไม่เป็นไร ประกอบบุญอื่นๆ ด้วย
ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ตั้งแต่วันที่ 21-31
ให้ลดละกามารมณ์ให้ได้มากที่สุด เน้นสวดมนต์ นั่งสมาธิเจริญสติปัญญา ขอพรพระบรมสารีริกธาตุวัดใกล้ที่วัดใกล้บ้าน และพระโพธิสัตว์กวมอิมดวงชะตาจึงจะดีทั้งเดือน ประกอบกุศลอื่นๆ ด้วย

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

social enterprise อีกทีเถิด

ขอลั่นระทมสักหน่อย..
สำหรับโลกใบนี้...
การให้คืนกลับแก่สังคม..ดีทั้งนั้น
ในเชิงธุรกิจ..การให้.. มีแบ่งเป็นหลายอย่าง.. อย่างเป็นที่กังขากันอยู่ (ฉันสงสัยเธอ) คือ CSR (corporate social responsibility) กับ SE (social enterprise) ซึ่งต่างกันแน่ๆ อย่าสับสน อย่าสับสน มันปวดใจ..

CSR เป็นโครงการเพื่อสังคมของธุรกิจที่แสวงหากำไรสูงสุด...เพื่อกระเป๋าใครกระเป๋ามัน

SE เป็นธุรกิจแสวงหากำไร....เพื่อประโยชน์ของสังคม


เอาแค่นี้..ต่างกันไหม.. จะสร้างคนให้เป็น social entrepreneur จึงต้องขับเคลื่อน " ใจ " แบบมีนวัตกรรม..(ขอเน้นว่า แบบมีนวัตกรรม) เน้นแค่ใจอย่างเดียว อาจกลายเป็นติดสมถะเป็นพระ เป็นชีไป (ไม่ได้บอกว่าไม่ดี) สำหรับคนทั่วไปคงดีหละ...แต่คงเข้าข่ายคนดีที่ไม่มีนวัตกรรม คิดอ่านอะไรให้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ได้จริง...

ถ้าเราบอกว่า social entrepreneurship ต่อยอด แตกแขนง ขยายมาจากแนวคิด entrepreneurship มันต้อง focus อยู่ 3 เรื่องหลัก คือ

CHANGE

OPPORTUNITY และ

ORGANIZATION WIDE RANGE MANAGEMENT 

และต้องมีอีก 2 เรื่องจำเป็นที่ถือว่าอยู่ในข่ายเชิงประกอบการ.. entrepreneurship คือ

QUALITY & INNOVATION

จะเพื่อสังคม หรือ เพื่อกระเป๋าตัวเอง.. มีห้าตัวนี้เป็นได้ก็แล้วกัน.. ไม่มี ไม่ใช่เชิงประกอบการ ชีวิตนี้มันต้องมีคำจำกัดความ หลักเกณฑ์เสียหน่อย..เดี๋ยวจะคุยกันคนละเรื่อง

ส่วนการขับเคลื่อนใจแบบยุให้ กวาดบ้าน ทำความสะอาดองค์กร ปลูกต้นไม้ แล้วทำหนังสือเผยแพร่ประชาสัมพันธ์มาเล่มนึงสองสามเล่ม...มันจะเป็น social entrepreneur ได้อย่างไรตรงไหนหรือ.. เรียกกันแค่ว่า การ "ให้" จะดีกว่าไหม..หรือจะเก๋หน่อยก็ "คืนกำไรให้สังคม" ก็เหมาะเหม็งอีกนิด ไม่ต้องเสียเวลาแปลให้ปวดหัว...เพราะหานวัตกรรมไม่เจอ หา change ไม่เจอ.. change agent อยู่ที่ไหน

ชอบพี่ Milton Friedman ที่ว่า ธุรกิจเอกชนไม่มีกงการอะไรไปยุ่งกับการตอบแทนสังคม หน้าที่หลักคือสร้างกำไรตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นตามบทบาทหลักของตนเอง ไม่ต้องมือถือสากปากถือศีลมาก การบริหารอย่างมีประสิทธิภาพและธรรมมาภิบาลก็ถือว่าเป็น CSR แล้ว.. เอาแค่ไม่โกงภาษี โปร่งใสก็เด็ดจะแย่..แต่มีหลายคนกังขา..ก็ช่างเถิด 

คนเรามันไม่รู้จักพอ..เลยบอกว่า CSR ไม่พอ..ต้องเป็น social enterprise (ซึ่งงงกันหนัก..) เหมือนบอกไปแล้ว...(อยากบอกอีกที...) social enterprise เป็นธุรกิจเอกชนดีๆนี่เอง เป็นการทำมาค้าขาย สร้างกำไร (แต่ไม่สูงสุด) นำกำไรไปสร้างสรรค์สังคมแบบมีนวัตกรรมและสนับสนุนสิ่งแวดล้อมด้วย เป็น triple bottom line เป็น third sector .. social entrepreneur อยู่ใน sector นี้..      ( first sector คือ ภาครัฐ.. second sector คือ ธุรกิจเอกชนล้วนๆไม่ต้องแอบสังคม..แต่เผื่อได้พองาม ) บางคนเรียก ธุรกิจสังคมอริยะ.. ยิ่งยากไปกันใหญ่.. ยากไม่เป็นไร..อย่าสับสนใช้ได้ 

เรื่องแบบนี้ไม่ได้ใหม่..ทำกันมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว แต่จะทำทั้งที..เลือกให้ถูกเรื่อง พวกอาจารย์ทองนี่แหละตัวดี..เรียกผีผิดๆเข้าสิงคนขับเคลื่อน..เลยขับไปผิดที่ผิดทาง ทำเอาผู้ประกอบการงงกันทั่ว..คิดว่าตัวเองเป็น social entrepreneur ไปซะฉิบ.. ต้องกลับไปดูตัวเป็นๆอย่างในบ้านเราก็คุณมีชัย วีระไวทยะ หรือมองเลยไปนิด..บังคลาเทศ ก็พี่ Yunus แห่ง Grameen Bank ก็น่าจะชัดขึ้นว่าแบบนี้แหละเขาเรียกว่า social entrepreneur ที่สร้าง social enterprise เพื่อเขย่าความสมดุลระหว่างทุนนิยมกับสังคมนิยมไม่ให้เอียง ไม่ใช่การไถ่บาบที่ไปเอากำไรเขาไว้เยอะ... จบดีกว่า..เรียกอุเบกขามาหน่อยเถอะ..

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

ได้ดีบ้าง...ก็ยังดี



เมื่อวานไปฟังท่านอานันท์ อานันโท เจ้าอาวาสวัดดอนจั่น.. ได้ดีมาพอดี.. 


ใจไม่เปลี่ยน..ไม่ว่าอะไรในโลกเปลี่ยน
แปล(เอาเองว่า) นิ่งไว้ ทุกอย่าง คือ ธรรมชาติ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ อย่าไปเหวินเว้อตามมัน ให้คิดเสียว่า...ปกติ คือ ไม่ปกติ...ไม่ปกติ คือ ปกติ


กฎเกณฑ์ คือ ปกติ ที่ไม่ปกติ 
ธรรมชาติ คือ ไม่ปกติ ที่ปกติ 
ได้ความมาว่า..คนยึดกฎเกณฑ์จนเดือดร้อน เถียงไม่จบ คบไม่ได้ ไม่ยอมไหลตามธรรมชาติ... 


การศึกษาไม่ได้พัฒนาคน.. 
ศีล สมาธิ ปัญญาต่างหาก คือ รากฐานแห่งใจที่ต้องใส่ลงไปเพื่อพัฒนาคน 
ซึ่งไม่ได้มีในหลักสูตรของโรงเรียน หรือ มหาวิทยาลัย... คนจึงไม่ได้พัฒนา ไม่มีการพัฒนา
..ตกลงว่า ทุกวันนี้ เราสอนอะไรกันนี่ !!! 


รักษาศีล = รักษาโลก 
สมาธิ = สร้างความยั่งยืน 
ปัญญา ไม่ใช่ ความรู้ 


รักษาศีล มีสมาธิ เกิดปัญญา.. 
วิเวกรักษาศีลบ้าง..เผื่อจะมีสมาธิ เริ่มสร้างปัญญา.. 


ประเทศที่เจริญ..ไม่มีความเจริญ..มีแต่เสื่อม เริ่มล่ม..เห็นกันไปทั่ว
ประเทศที่จน.. ยั่งยืน เพราะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น..อยู่ได้ ปรับตัวได้ 
อือ..อยู่มันไปจนๆนี่แหละดี..

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554

บทที่ 1: พิ้นฐานของการจัดการเชิงประกอบการ (Fundamentals of Entrepreneurial Management)

แนวคิด หลักการ และการปฎิบัติทางการจัดการเชิงประกอบการ                                                      
(Entrepreneurial Management: Concepts, Principles and Practices)

รากฐานของการจัดการเชิงประกอบการ 
คือ วัฒนธรรมและสังคมแห่งการประกอบการ
การที่จะศึกษาและเข้าใจเรื่องการจัดการเชิงประกอบการ (Entrepreneurial Management) เราคงต้องดูที่รากก่อนว่าการเกิดขึ้นของรูปแบบการจัดการที่เรียกกันว่าการจัดการเชิงประกอบการนั้นเป็นอย่างไร มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้ประกอบการอย่างไร และเป็นผลดีที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ด้านสังคมและเศรษฐกิจอย่างไร ไม่มีอะไรในโลกที่อยู่ๆก็โผล่ขึ้นมาเอง การจัดการเชิงประ กอบการก็เช่นเดียวกัน อันที่จริงแล้วเราจะคุ้นเคยกับคำว่าผู้ประกอบการ (entrepreneur) และการประกอบการ (entrepreneurship) กันมานานนับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา นิยามของคำว่า “ผู้ประกอบการ”  ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก แต่เพื่อความเข้าใจที่แน่ชัด เรามาลองพิจารณาบางนิยามที่ใช้กัน     เริ่มจาก  Alfred Marshall นักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักกันดี  อธิบายถึงผู้ประกอบการว่าเป็น “ผู้ที่ดำเนินการทางธุรกิจโดยนำปัจจัยการผลิต  แรงงาน ต้นทุนเพื่อที่จะผลิตสินค้าหรือบริการให้เพิ่มมากขึ้น” ซึ่งการเพิ่มผลผลิตถือว่าเป็นการเพิ่มพูนความมั่งคั่งและความเพียบพร้อมทางสังคมให้มากขึ้น   ส่วน David  McClelland  นักพฤติกรรมศาสตร์ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มโครงการฝึกอบรมสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจที่เน้นสัมฤทธิผลและแรงจูงใจ  ได้ให้นิยามของผู้ประกอบการว่าเป็น “คนที่จัดการและดำเนินธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งโดยยอมรับความเสี่ยงเพื่อให้ได้มาซึ่งผลกำไร”  คำนิยามสุดท้ายที่จะกล่าวถึงในที่นี้ เป็นคำนิยามของ William  Bygrave  จาก Babson College ซึ่งแม้จะเป็นคำนิยามที่สั้น แตก็่ฟังดูง่ายและสมศักดิ์ศรีผู้ประกอบการเป็นที่สุด มีใจความว่า “ผู้ประกอบการคือคนที่เล็งเห็นโอกาสและสร้างการจัดการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่โอกาสอำนวย”  จากคำจำกัดความเราคงจะเริ่มมองเห็นเค้าลางแล้วว่าการจัดการเชิงประกอบการจะมีความเกี่ยวพันกับลักษณะการบริหารจัดการของผู้ประกอบการอย่างแน่นอน  
การศึกษาที่ผ่านมาได้พิสูจน์ว่าการเป็นผู้ประกอบการมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ เป็นกลไกหลักสร้างความมั่นคงให้เศรษฐกิจของประเทศ กล่าวคือ สองทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  ถือเป็นช่วงที่มีการเติบโต การขยายตัวของประเทศต่าง ๆ ทางซีกโลกตะวันตกอย่างกว้างขวาง  และในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงที่มีการขยายตัวทางด้านสาขาวิชาการต่างๆ เช่น ในสาขาสังคมศาสตร์  สังคมวิทยา  จิตวิทยา รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการสาขาต่าง ๆ ได้มีการพิจารณาขอบข่ายของสาขาวิชาของตนและเกิดความพยายามในการประมวลแนวความคิดจากสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกันในลักษณะของสหวิทยาการ   Everett Hagen ก็เป็นผู้หนึ่งที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างการก่อรูปขึ้นของบุคลิกภาพและภาวะความเป็นผู้ประกอบการกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม  แนวความคิดนี้  Hagen  เขียนไว้ในหนังสือชื่อ On the Theory of Social Change : How Economic Growth Begins  ซึ่ง Hagen มองผู้ประกอบการในฐานะที่เป็นผู้แก้ไขปัญหาที่มีความคิดสร้างสรรค์  และเป็นผู้ที่ให้ความสนใจทั้งเรื่องเทคโนโลยีและเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต และที่สำคัญที่สุดผู้ประกอบการมีแรงบันดาลใจแห่งความสำเร็จ คือ รู้ว่าเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย ให้สำเร็จให้ได้    แนวคิดของ Hagen  ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตของคนกับการมีแรงจูงใจของผู้ประกอบการนั้น เกิดจากทฤษฎีบุคลิกภาพ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า  “the authoritative - creative personality dichotomy” ที่ว่าบุคลิกภาพคนสามารถจำแนกออกได้เป็น 2 ลักษณะต่างกันคือ บุคลิกภาพครอบงำ (authoritative  personality) กับบุคลิกภาพสร้างสรรค์  (creative personality)    Hagen  เชื่อว่าบุคลิกภาพของผู้ประกอบการก่อเป็นรูปขึ้นจากวัยเด็ก  และเด็กจะต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีการครอบงำจากบิดาในระดับต่ำ  มีความอบอุ่นจากมารดา  มีการฝึกให้พึ่งตนเองและรู้จักมาตรฐาน รู้จักความเป็นเลิศ  เด็กที่เติบโตในสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ก็จะเติบโตเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์  และเมื่อเผชิญกับอุปสรรคหรือการปิดกั้นทางสังคมอันเนื่องมาจากแนวความคิดแบบเก่าๆก็จะสามารถตอบโต้ในลักษณะของผู้ประกอบการ คือ สามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคเชิงคุณภาพเชิงสร้างสรรค์ได้ ซึ่ง Hagen เชื่อว่ากระบวนการในลักษณะนี้ได้เกิดขึ้นในสังคมต่างๆ และยังผลให้เกิดความเติบโตทางเศรษฐกิจในที่สุด
Thomas  Cochran  เป็นนักวิชาการรุ่นแรก ๆ อีกผู้หนึ่งที่พยายามชี้ให้เห็นความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างความเป็นผู้ประกอบการกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ  Cochran  พิจารณาประเด็นทางวัฒนธรรมในลาตินอเมริกา และดึงประเด็นออกมา 3 ประเด็นที่สำคัญได้แก่  ค่านิยมทางวัฒนธรรม (cultural  values)  ความคาดหวังของสังคมที่เกี่ยวกับบทบาทของคนในสังคม  (role  expectations)  และการแทรกแซงทางสังคม (social sanction)  ตามแนวคิดของ Cochran  ผู้ประกอบการไม่ได้เป็นคนที่มีบุคลิกภาพแตกต่างหรือเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานหรือเป็นคนพิเศษไม่ธรรมดา  แต่เป็นคนมีบุคลิกภาพเฉพาะตัว  ซึ่งไม่ว่าในสังคมใดบุคลิกภาพเฉพาะตัวจะถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากการเลี้ยงดูและการศึกษาซึ่งเป็นเรื่องวัฒนธรรม  โดยพฤติกรรมการดำเนินธุรกิจของคนจะได้รับอิทธิพลมาจากปัจจัย 3 ประการ คือ 
  1. ทัศนคติที่มีต่องานอาชีพ (การเป็นผู้ประกอบการ) 
  2. ความคาดหมายของสังคมเกี่ยวกับบทบาทของตน (ในทางธุรกิจ) และ
  3. เงื่อนไขหรือสภาพในการทำงาน  หรือ ในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง  
ปัจจัยสองประการแรกเกิดจากระบบค่านิยมของสังคม  เมื่อใดที่ระบบค่านิยมของสังคมส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมของผู้ประกอบการในสังคมนั้น ความก้าวหน้า ความเติบโตก็จะบังเกิดขึ้น ถือเป็นสิ่งที่เรารับรู้ได้ชัดเจนมากขึ้นว่าผู้ประกอบการที่มีค่านิยม มีวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์จะทำให้เกิดการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจที่มั่นคง 
นอกจากนี้ ยังมีนักวิชาการอีกหลายคนที่มีความเชื่อว่า บุคลิกลักษณะของคนไม่สามารถแยกออกจากสถานการณ์ทางสังคมที่หล่อหลอมบุคลิกลักษณะของคนผู้นั้นได้  มีวิธีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการกับความเติบโตทางเศรษฐกิจอีกวิธีหนึ่ง  โดยนักวิชาการเหล่านี้ศึกษาประวัติของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ  เพื่อพิจารณาถึงความแตกต่างของถิ่นที่อยู่อาศัย  ภูมิหลังทางครอบครัว  การมีส่วนสัมพันธ์ใกล้ชิดกับธุรกิจก่อนการประกอบธุรกิจของตน  และประเด็นอื่น ๆอีกมาก ความสำคัญของการศึกษา คือ การมีข้อมูลมากขึ้นจะช่วยในการส่งเสริมการประกอบการธุรกิจในสถานการณ์ต่าง ๆได้ดีขึ้น     Frank  Young ผู้ศึกษาลักษณะของการประกอบการในชนกลุ่มน้อย ซึ่งจำแนกโดยเชื้อชาติหรือวัฒนธรรม  กล่าวไว้ว่า  “เมื่อกลุ่มชนใด มีความแตกต่างกันมากในด้านอาชีพ จากการยอมรับของชนกลุ่มใหญ่ในสังคม  กลุ่มชนนั้นก็จะยิ่งมีการติดต่อสื่อสารกันภายในกลุ่มอยู่ในระดับที่สูงขึ้น แน่นแฟ้นขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความคิดเห็นหรือความรู้สึกร่วมกันภายในกลุ่มต่อสถานการณ์เดียวกัน”  เครือข่ายของผู้ที่มีความสัมพันธ์กันใกล้ชิด  และเป็นไปในลักษณะวางใจซึ่งกันและกันเช่นนี้    จะทำให้เกิดคนกลุ่มต่าง ๆ ขึ้นในธุรกิจอันได้แก่  นักบัญชี นักการเงินการธนาคาร  ผู้ซื้อและผู้จัดส่งวัตถุดิบ เป็นต้น   ถือเป็นแนวคิดที่กล่าวถึงกันมากในการศึกษาเกี่ยวกับการเกิดของผู้ประกอบการและแนวคิดนี้ก็เป็นแนวทางหลักในการอธิบายลักษณะของวัฒนธรรมหรือธรรมเนียมของการประกอบการ
ผู้ที่ศึกษาทฤษฏีการเชื่อมโยงการประกอบการกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุด น่าจะได้แก่ David  McClelland  นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย Harvard  ที่ได้ทำการศึกษารูปแบบค่านิยมซึ่งดำรงอยู่ในสังคมก่อนที่จะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจและเขียนเรื่องนี้ไว้ในหนังสือชื่อ  The Achieving  Society       McClelland  เริ่มต้นโดยตั้งสมมติฐานว่าความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กันกับการมีวัฒนธรรมที่ต้องการความสำเร็จในสังคม ยิ่งมีวัฒนธรรมที่ต้องการความสำเร็จแพร่หลายมากเท่าไหร่ ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจก็มีมากขึ้นตามไปด้วย  ซึ่งถือเป็นความรู้สึก ความต้องการ แรงขับที่จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ได้ทำสิ่งนั้น เพื่อให้สำเร็จลุล่วงไปได้ โดยไม่ได้คาดหวังที่จะได้มาซึ่งอำนาจ  ความรัก  การเป็นที่ยอมรับ  หรือแม้แต่ผลกำไร  วิธีการหลักที่ McClelland  ใช้ในการศึกษา คือ  ศึกษางาน ข้อเขียนที่แพร่หลายในช่วงต่าง ๆ ของประวัติศาสตร์และจัดระดับความสำคัญของงานนั้นโดยพิจารณาถึงภาพลักษณ์ ความสำเร็จในการดำเนินการ จากนั้นก็มีการศึกษาหาสิ่งซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ความเติบโตที่รวดเร็วทางเศรษฐกิจ  ซึ่งตีค่าความสำคัญสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งของความสำเร็จที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว การเอาชนะมาตรฐานและความเป็นเลิศที่มีอยู่  ความตั้งใจระยะยาว และความต้องการที่จะประสบความสำเร็จในการแข่งขันกับผู้อื่น       McClelland  ใช้หลายสิ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ความเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น  การเพิ่มขึ้นทางด้านการใช้ไฟฟ้า  ซึ่งก็เป็นที่น่าสงสัยว่าจะไม่ใช่วิธีการหรือดัชนีบ่งชี้ที่ถูกต้อง แม้ทฤษฎีของ McClelland  จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง  แต่ก็ยังมีการยอมรับ  McClelland  ว่าเป็นคนแรกที่เริ่มประยุกต์ทฤษฎีเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการมาใช้กับโครงการส่งเสริมการประกอบการทางธุรกิจสำหรับคนทั่วไป ซึ่งมีเป้าหมายที่จะกระตุ้นให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ และงานของ  McClelland ก็ถือกันว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัด ที่สำคัญในทางทฤษฎี กล่าวคือ  เป็นรูปแบบของพฤติกรรมของผู้ประกอบการทีี่ตามนัยของ McClelland  ถือว่าตัวผู้ประกอบการนั้นเป็นทั้งผลผลิตของสังคมและผู้ก่อให้เกิดมาตรฐานใหม่ ๆ ขึ้นในสังคม

สังคมแห่งการประกอบการ 
(An Enterprising Society)

เพราะมีความเชื่อว่าผู้ประกอบการโดยเฉพาะในวิสาหกิจขนาดกลาง และ ขนาดย่อมเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ  เนื่องจากในแต่ละประเทศทั่วโลกนั้นมีจำนวนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นจำนวนถึง ร้อยละ 80-90 แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือความจริงที่ว่า หากเราปราศจากความเข้าใจในการประกอบการที่แท้จริงและการส่งเสริมพัฒนาการประกอบการที่เข้มแข็ง ก็จะไม่มีผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจเช่นกัน สังคมแห่งการประกอบการไม่ใช่แค่เรื่องการสร้างผู้ประกอบการเหมือนดังเช่นการส่งเสริมการสร้างผู้ประกอบการใหม่แล้วหวังว่าสังคมนี้จะเป็นสังคมแห่งการประกอบการ  อันที่จริงแนวคิดในการฟูมฟักการประกอบการควรประกอบด้วยกลยุทธ์ที่ลึกซึ้ง ที่เกี่ยวข้องกับทั้งด้าน
  • การพัฒนาคน เปลี่ยนตัวแบบแนวคิด ความรู้สึกและพฤติกรรมคนในสังคม
  • การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาการประกอบการ
  • การเชื่อมโยงคนเข้ากับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นโอกาส
  • การให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนเกี่ยวกับเทคนิคหรือการผลิต การเงิน การตลาดและการจัดการ
  • การเปลี่ยนระบบการศึกษาใหม่ที่มุ่งการเรียนรู้จากการปฎิบัติ ไม่ใช่แค่ฟังบรรยาย
เมื่อพิจารณาดูให้ดี นั่นหมายความว่า หากจะสร้างสังคมแห่งการประกอบการแล้วจะต้องครอบคลุมกว้างถึงทุกคนในสังคม เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เป็นเรื่องของการสร้างสังคมใหม่ที่มีคุณภาพในทุกระดับชั้นทางสังคม ซึ่งไม่สามารถบรรลุได้ถ้าเอาแต่ฝึกอบรม เพราะว่าสังคมแห่งการประกอบการ (ที่ไม่ใช่แค่สังคมของผู้ประกอบการ) จะเป็นสังคมใดก็ได้ที่สมาชิกมีความเข้าใจลึกซึ้ง ประยุกต์ใช้และแสดงออกถึงคุณลักษณะของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ เป็นคนพันธุ์พิเศษ (A special breed of persons) ซึ่งแสดงออกถึงความใฝ่หาความสำเร็จ เน้นการบรรลุเป้าหมาย การที่จะมีคุณลักษณะดังกล่าวแปลว่าปัจเจกบุคคลในสังคมนั้นจะมีเอกลักษณ์ คือ มีจิตวิญญาณแห่งการประกอบการ (Entrepreneurial spirit) มีความคิดเชิงประกอบการ (Entrepreneurial mindset) และมีพฤติกรรมการประกอบการ (Entrepreneurial behavior) คิด ประพฤติ ปฏิบัติเหมือนผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จโดยไม่จำเป็นต้องประกอบธุรกิจนั่นคือ 
    • ถ้าเป็นข้าราชการ ก็ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีความซื่อตรง มีทัศนคติแห่งการให้บริการเต็มหัวใจ
    • ถ้าเป็นผู้บริหารหรือผู้จัดการ ก็เป็นผู้นำที่มีแรงบันดาลใจสามารถจูงใจให้ลูกน้องทำงานด้วยประสิทธิภาพ สูงสุด ไม่มีความพอใจผลงานที่แค่ใช้การได้
    • ถ้าเป็นหมอ ก็ต้องเป็นหมอมืออาชีพที่สามารถดึงรอยยิ้มจากคนไข้ทุกคน 
    • ถ้าเป็นพนักงานขาย ก็คือคนที่มีความสามารถในการโน้มน้าว ขายสินค้าราคาแพงให้ดูเหมือนเป็นการที่ลูกค้าต่อรองได้  
    • ถ้าเป็นคนงานจะเป็นคนที่สามารถให้ทีมทำงานร่วมกัน และทำงานของตนเองด้วยความสามารถสูงสุดของตนเอง            
    • หรือแม้กระทั่งการเป็นแม่ ก็จะเป็น An enterprising mother เป็นผู้หญิงที่สามารถแก้ปัญหา ผู้ต่อสู้ให้เกิดความสมดุลระหว่างอาชีพและหน้าที่ในครอบครัว
สรุปแล้วคือการจัดการเชิงการประกอบการ (Entrepreneurial Management) จะขึ้นได้ เราคงต้องสร้างรากฐาน สร้างวัฒนธรรมใหม่ให้สมาชิกในสังคมมีลักษณะต่อไปนี้ คือ
      • มีความสามารถในการพัฒนาตนเองสูงเพื่อมองหาโอกาส
      • สามารถทำสิ่งธรรมดาให้ไม่ธรรมดา คือ สามารถเพิ่มคุณค่าในสิ่งธรรมดาที่เคยปฏิบัติ
      • มีการกำหนดความท้าทายใหม่ๆที่สอดคล้องกับเป้าหมายที่เป็นจริง
      • work hard and smart 
      • หยั่งรู้ว่าเมื่อใดจะแข่งขันและเมื่อใดควรร่วมมือ
      • ยืนหยัดถึงแม้จะพบกับอุปสรรค 
      • เปลี่ยนปัญหาให้เป็นโอกาส 
      • แสดงออกถึงความมุ่งมั่น ความมั่นใจ ความเป็นอิสระ การมีพันธะต่อคุณภาพและมีการคำนวณความเสี่ยง
      • มีประสิทธิภาพมาตรฐานในการทำงานสูง 
คุณลักษณะเหล่านี้มีคุณูปการไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการเท่านั้นแต่เป็นประโยชน์สำหรับสมาชิกทุกคนในสังคมและสังคมโดยรวม  ซึ่งเป็นสาระจำเป็นของการสร้างสังคมแห่งการประกอบการ ถ้าเราสามารถปลูกฝังคุณลักษณะเหล่านี้ให้กับทุกคนในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นใคร.......เด็ก หรือ คนแก่ ผู้หญิง หรือ ผู้ชาย คนจน หรือ คนรวย เราจะประสบความสำเร็จในการสร้างฐานของสังคมแห่งการประกอบการ และถ้าเราสามารถกำจัดคำว่า ด้อยประสิทธิภาพ (inefficiency)ออกจาก vocabulary ของเรา และถ้าเราสามารถขยายแนวคิดให้คนรู้จักการแก้ใขปัญหา มีนวัตกรรม มีความสามารถก้าวข้ามอุปสรรคเพื่อค้นพบสิ่งใหม่ นั่นหมายความว่าเราสร้างรากฐานที่มั่งคั่งและมั่นคงให้กับประเทศชาติ ดังคำกล่าวของคุณอานันท์ ปัญยารชุนที่พอจะสรุปได้ว่า สังคมแห่งการประกอบการจะต้องหาวิธีการที่สร้างสรรค์ในการรับมือกับโลกปัจจุบัน ทำอย่างไรจะสร้างความสมดุลระหว่างความร่วมมือและการแข่งขันกับต่างชาติ สร้างความสมดุลทั้งด้านการพัฒนาทางสังคมและเศรษฐกิจ ตลอดจนรักษาความสมดุลของความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ซึ่งถ้าเราคุ้นเคยกับคำว่า “เอื้ออาทร” ก็คงเข้าใจว่าสังคมแห่งการประกอบการจะต้องเป็น a caring society  คือ เป็นสังคมที่กำหนด มาตรฐานทางศีลธรรมให้กับสมาชิก มีเกียรติศักดิ์ศรี แสดงออกถึง ความเคารพและความรับผิดชอบต่อผู้อื่น ทำงานเพื่อชาติและมนุษยชาติ ซึ่งสังคมแห่งการประกอบการนี้เองที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดการจัดการเชิงประกอบการขึ้นมาได้จริง (ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้) 

การประกอบการในฐานะที่เป็นรูปแบบของการจัดการ 
(Entrepreneurship: A Style of Management)
คำว่า “การประกอบการ” (Entrepreneurship) ในประเทศเรามักจะเข้าใจว่าเป็นการประกอบธุรกิจเพราะว่่ามีความเกี่ยวพันโดยตรงกับผู้ประกอบการ (Entrepreneur) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน ได้มีการส่งเสริมการสร้างผู้ประกอบการใหม่กันอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ จึงทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าการประกอบการเป็นเรื่องของผู้ประกอบการเท่านั้น แต่อันที่จริงแล้ว การประกอบการกินความกว้างกว่านั้นมาก ดังที่ได้เกริ่นนำมาแล้ว กล่าวคือ การประกอบการเป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดการ (A style of management) ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับการทำงานทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นงานที่เก่ียวกับอาชีพอื่นนอกเหนือจากการประกอบธุรกิจหรือแม้แต่การใช้ชีวิตส่วนตัว ถ้าจะพูดไปแล้วไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามในชีวิตนี้ถือเป็นการประกอบการทั้งสิ้น เช่น การเป็นครูก็สามารถเป็นครูเชิงประกอบการ (enterprising teacher) หรือแม่บ้านก็เป็นแม่บ้านเชิงประกอบการได้ และเรายังมีการกำหนดคุณลักษณะของคนว่าเป็นผู้ประกอบการแท้จริงจากวิธีการที่พวกเขาบริหารจัดการกับสิ่งแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในธุรกิจไม่ใช่แค่ว่าพวกเขาเป็นใครหรือทำอะไร ความเชื่อและความจริงเกี่ยวกับผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ความเชื่อ
ความจริง
ผู้ประกอบการโดยรวมเป็นตัวจักรสำคัญในการสร้างงาน
เฉพาะผู้ประกอบการของ dynamic companies เท่านั้นที่เป็นตัวจักรสำคัญในการสร้างงาน 
ผู้ประกอบการที่พึ่งพาตนเองและมีความอุตสาหะสูงจะทำให้กิจการมีการเติบโตพัฒนาขึ้น
ผู้ประกอบการที่ยอมรับและใช้การบริหารจัดการแนวใหม่  สร้างตัวขึ้นมาจากทีมงานหรือการร่วมแรงร่วมใจก่อให้เกิด dynamic companies
ผู้ประกอบการที่มีการเติบโตจะมุ่งเน้นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ
ผู้ประกอบการของ dynamic companies จะมุ่งเน้นตลาดเป้าหมายที่ตนมั่นใจว่าจะสามารถสร้างความได้เปรียบในการเป็นผู้นำหรือเป็นผู้ท้าชิงที่แข็งแกร่ง
ผู้ประกอบการที่มีการเติบโตมุ่งเป้าไปที่ตลาดในประเทศที่ตนมีความได้เปรียบ
ผู้ประกอบการของ dynamic companies จะเปิดโอกาสให้กับตนเองในการเจาะตลาดส่งออกเสมอ เพื่อให้บริษัทได้เรียนรู้และเติบโต
ผู้ประกอบการที่ประสบผลสำเร็จจะใช้การลดต้นทุนการผลิตเป็นกลยุทธ์หลักในการแข่งขัน
ผู้ประกอบการของ dynamic companies จะแข่งขันที่คุณภาพ การคิดค้นนวัตกรรมและการให้บริการที่เหนือกว่า

ดังนั้นการประกอบการจึงถูกนำมาเป็นรูปแบบของการจัดการ ที่จะก่อให้เกิดความสำเร็จขององค์กร เป็นองค์กรที่มีนวัตกรรม เน้นการเรียนรู้และพัฒนาองค์กรร่วมกัน        โดยเฉพาะในสภาวะปัจจุบันที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีและการแข่งขันทางการค้าอย่างรวด เร็ว ความสำเร็จขององค์กรที่จะสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนนั้นต้องอาศัยกลุ่มคนขับเคลื่อนที่มีคุณลักษณะพิเศษของผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพียงแค่บริหารตามหน้าที่ทางการจัดการ (Management Functions) ทั่วไป  ที่ประกอบด้วย การวางแผน จัดองค์กร จัดคนเข้าทำงาน อำนวยการและควบคุมเท่านั้น

pastedGraphic.pdf

ถ้าเราพิจารณาหลักการของการจัดการเชิงประกอบการ (Entrepreneurial Management) ที่โดดเด่น 3 ประการหลัก ๆ ที่ทำให้การจัดการเชิงประกอบการแตกต่างจากการจัดการทั่วไป (Ordinary Management) จะพบว่าประการแรก คนที่เป็นผู้ประกอบการจะให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมทั้งภายนอกและภายใน และเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดที่ก่อให้เกิดความต่างจากสภาวะปกติ เป็นความแตกต่างอย่างเหนือชั้น แต่คนที่เป็นผู้บริหารธรรมดา (conventional manager) จะสนใจในเฉพาะสิ่งที่ก่อเกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงนั้น คือ การเน้นหรือจุดเน้นที่ความเปลี่ยนแปลง (A Focus on Change) ต่างกัน  ประการที่ 2 เกี่ยวกับจุดเน้นเรื่องของโอกาส (A Focus on Opportunity) ผู้ประกอบการสนใจในการติดตามและแสวงหาประโยชน์จากโอกาสที่เกิดขึ้น โดยใช้ทรัพยากรในการเสี่ยงเพื่อตอบรับโอกาสนั้น แต่ผู้บริหารทั่วไปจะให้ความสำคัญกับการประหยัดทรัพยากรและการจำกัดความเสี่ยงของตนเองในการมองโอกาสที่เกิดขึ้น ประการที่ 3 จะเกี่ยวข้องกับการจัดการเชิงองค์รวม (Organization-wide Management) ซึ่งผู้ประกอบการจะบริหารจัดการธุรกิจเชิงบูรณาการในองค์กร ผู้บริหารทั่วไปจะมุ่งเน้นเฉพาะส่วนงานที่ได้ทำการแบ่งแผนกงานตามหน้าที่  ความแตกต่างหลัก ๆ นี้จะช่วยทำให้เรามองภาพการจัดการเชิงประกอบการกับการจัดการทั่วไปได้ชัดเจนขึ้นว่ามีความต่างกันอย่างไร  การจัดการทั่วไปเน้นการบริหารตามหน้าที่แต่การจัดการเชิงประกอบการเน้นการบริหารให้คนกลายเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ตามคุณลักษณะของผู้ประกอบการเพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

การแปลงรูปแบบการจัดการในองค์กรนวัตกรรม
จากการจัดการแบบดั้งเดิมสู่การจัดการเชิงประกอบการ
ความแตกต่างระหว่างวิธีการจัดการแบบดั้งเดิม (Traditional Management Approach) กับการจัดการเชิงประกอบการ (Entrepreneurial Management) เป็นความเข้าใจพื้นฐานสำคัญในการที่จะนำหรืออำนวยการ ขับเคลื่อนให้เกิดองค์กรนวัตกรรม   อย่างไรก็ตามในการพัฒนาและปรับปรุงศิลปะทางด้านการจัดการและการดำเนินการภายในองค์กร โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เรียกกันว่า Emerging Industries มีคนเคยแปลว่า อุตสาหกรรมผุดบังเกิด ที่ฟังแล้วไม่รู้ว่าผุดมาจากไหน ดังนั้นในที่นี้จึงอยากอธิบายว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีการพัฒนาจากการปฏิวัติทางเทคโนโลยีที่เริ่มต้นจากสิ่งประดิษฐ์ (Invention) ไปสู่นวัตกรรม (Innovation) เช่น อุตสาหกรรมที่มีการคิดค้นวัตถุดิบใหม่ อุตสาหกรรมไบโอเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เป็นต้น ที่นับว่าเป็นกุญแจสำคัญของอุตสาหกรรมใหม่ภายใต้การแข่งขันและความร่วมมือในระดับโลกก็แล้วกัน ใครอยากจะแปลอย่างไรก็แล้วแต่ ซึ่งในที่สุดอุตสาหรรมเหล่านี้จะก่อให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างงาน และการพัฒนาธุรกิจใหม่ ๆ อย่างมหาศาล นอกจากนี้แล้วยังจะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมใหม่ทางนวัตกรรมอีกด้วย
Emerging Industries จึงเป็นตัวการสำคัญในการผลักดันให้เกิดแนวความคิดใหม่ทางการจัดการ อันเนื่องมาจากความจำเป็นขององค์กรที่ต้องการนวัตกรรมที่เป็นเลิศและการธำรงรักษาไว้ของความเยี่ยมยอดทางนวัตกรรม ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีความแตกต่างที่มากกว่าแนวคิดของผู้บริหารมืออาชีพแบบดั้งเดิม (Traditional Professional Manager) เพียงอย่างเดียวดังที่เป็นเช่นทุกวันนี้

pastedGraphic.pdf

Emerging Industries เป็นอุตสาหกรรมที่ท้าทายในทุกมิติไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ ไปยังสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม และในที่สุด คือ การค้า ดังนั้นผู้บริหารหรือผู้จัดการเชิงประกอบการ (Entrepreneurial Manager) จึงต้องเกี่ยวข้องกับทั้งวิชาการการจัดการใหม่ ๆ เพื่อที่จะสามารถประสบความสำเร็จในการประสานเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับการค้าที่บริษัทระดับโลกกำลังแข่งขันกัน ส่วนผสมที่ลงตัวที่สุด คือ การจัดการเชิงประกอบการกับการจัดการแบบมืออาชีพ ปัจจุบันเป็นที่ตระหนักว่า ผู้บริหารหรือผู้จัดการมืออาชีพจะต้องเคลื่อนตัวไปสู่การจัดการเชิงประกอบการมากขึ้น สวมวิญญาณผู้ประกอบการทั้งในด้านแนวคิด พฤติกรรมและสไตล์การบริหารที่เน้นนวัตกรรม เน้นการพัฒนาใหม่ๆทั้งทางด้านผลิตภัณฑ์ การตลาด และวิธีการดำเนินงาน 
จะเป็นการล้าสมัยมากถ้ายังคิดว่าการประกอบการ (Entrepreneurship) กับการจัดการแบบมืออาชีพ (Traditional Professional Management) ต้องแยกส่วนกัน ถึงแม้แนวคิดของทั้งสองวิธีการ หรือ แนวทางจะแตกต่างกัน ทั้งทางการศึกษาและการปฏิบัติ แต่ในที่สุดมีการแสดงให้เห็นว่ามีการริเริ่มที่จะผสมผสานทั้งสองแนวคิด โดยเฉพาะในการจัดการบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่า Intrapreneurship
ผู้จัดการเชิงประกอบการ
(Entrepreneurial Manager)
Entrepreneurial Manager ถูกสร้างขึ้นมาบนพื้นฐานความเชื่อที่ว่าภาวะผู้นำมีนัยสำคัญในการสร้างให้องค์กรสามารถตอบสนองและรับมือกับความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะหากองค์กรนั้นต้องอาศัยการพัฒนาเทคโนโลยีและการพัฒนาด้านตลาด ซึ่งต้องมีการจัดการเกี่ยวพันกับการสร้างคุณค่าที่แท้จริงของธุรกิจของเศรษฐกิจ สามารถปรับเชื่อมโยงความมุ่งมาดปรารถนาส่วนบุคคลกับวัตถุประสงค์ขององค์กร  หากว่าเทคโนโลยี คือ การขับเคลื่อนแล้ว นั่นหมายถึงในทศวรรษหน้าเทคโนโลยีจะทวีความสำคัญขึ้นทั้งในด้านที่เป็นทรัพยากรของชาติและของโลกในฐานะที่เป็นตัวก่อให้เกิดความมั่งคั่ง เป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดผลิตภาพและการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น เป็นความเสี่ยงของทั้งรัฐบาลและเอกชนที่ต้องประเมินให้ดี เป็นปัจจัยสำคัญในการปรับปรุงองค์กรการศึกษาและการฝึกอบรมของทั้งผู้จัดการตลอดจนทรัพยากรบุคคลทั้งหลาย  หมายความว่า Entrepreneurial Manager จำเป็นต้องใส่ใจด้านเทคโนโลยีนอกเหนือจากงานด้านการจัดการ  ความเป็นจริง คือ Entrepreneurial Manager และ Traditional Manager ในองค์กรใหญ่ บางครั้งไม่สามารถไปด้วยกันได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ กรณีการปะทะกันในหลายเรื่องของ Roger Smith กับ Ross Perot ที่บริษัท GM แต่ก็มีอีกตัวอย่างหนึ่งของการเป็น Entrepreneurial Manager ที่มีความมุ่งมั่น เป็นเรื่องเกิดขึ้นที่โรงงาน 3M หลายปีก่อน คือ มีนักวิจัยคนหนึ่งถูกให้ออกจากงาน แต่เขายังคงกลับเข้ามาทำงานในห้องแลบเพื่อค้นคว้าโครงการโดยไม่ได้รับเงินเดือน ถือว่าเป็นคนเขามุ่งมั่นและในที่สุดได้ประสบความสำเร็จ เขาถูกจ้างกลับให้เข้าทำงานที่บริษัท 3M โครงการของเขากลายเป็นแผนกหนึ่งในโรงงานและสุดท้ายเกษียณด้วยตำแหน่งรองประธานบริษัท เราเชื่อว่า Entrepreneurial Manager เป็นกุญแจสำคัญในการริเริ่มสิ่งใหม่ในองค์กร เพราะเป็นพวกเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง มีจุดยืนที่ชัดเจน ซึ่งอาจจะเป็นการยากในการจัดการคนกลุ่มนี้เนื่องจากมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ต่างจาก Traditional Manager ที่จะทำงานตามคำสั่งได้ง่ายกว่าเนื่องจากไม่ค่อยเข้าใจว่าตนเองจะคิดอย่างไรและต้องการอะไร     ในขณะที่ Entrepreneurial Manager จะมีวิสัยทัศน์ที่ชัดแจ้ง ไม่ใช่พวกฝันกลางวัน เป็นตัวซุปเปอร์แมนหรือ     สไปเดอร์แมนที่ขับเคลื่อนและดำเนินงานแบบก้าวข้ามกรอบและพร้อมเผชิญปัญหาทุกรูปแบบ นอกจากนั้นพวกนี้ยังเชี่ยวชาญทั้งด้านการเมืองในองค์กรและด้านเทคนิควิชาการ
ดังนั้นพวก Entrepreneurial Manager จึงทำงานได้ดีในสถานการณ์และเป้าหมายที่ท้าทาย ที่ไม่ธรรมดา อยู่ในสิ่ง   แวดล้อมทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ารวมถึงด้านวิชาการและการตลาด เหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องการเพื่อเข้าถึงแหล่งทรัพยากร กลุ่มนี้ต้องการการรับประกันการสนับสนุนเมื่อโครงการหรือแผนงานบางอย่างติดขัด และยังต้องการรางวัลที่เหมาะสม รวมถึงการยอมรับในหลายด้านมากกว่าด้านการเงินอย่างเดียวดังเช่นธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติ ให้ความสำคัญกับเส้นทางการเติบโตในอาชีพถ้าไม่เช่นนั้นพวกนี้ก็จะออกจากองค์กรไป  สิ่งสำคัญสำหรับการจัดการเชิงประกอบการในที่นี้จะหมายถึงการเชื่อมโยงเทคโนโลยีกับการพัฒนาตลาดใหม่ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสองอย่างที่สำคัญ เนื่องจากการอยู่รอด การประสบความสำเร็จ และการเจริญเติบโตขององค์กรในการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดโลก องค์กรจะเจอกับสิ่งที่เกิดขึ้น คือ เทคโนโลยีที่ล้าสมัยและการแพร่กระจายของเทคโนโลยีใหม่สำหรับการประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ การจัดการควบคุมสินค้าที่มีวงจรชีวิตสั้นลง การให้การศึกษากับลูกค้าหรือตลาด ตลอดจนการพัฒนานโยบายการแข่งขันทางการค้าในตลาดโลก หนทางที่จะจัดการกับสิ่งเหล่านี้ได้ในเวลาที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ คือ การจัดการเชิงประกอบการและโดยกลุ่ม Entrepreneurial Manager เท่านั้น