วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2564

คิดวันละอย่าง # 284

เพื่อน ไม่จำเป็นต้องดีนางฟ้าเทวดา เอาแค่ “เพื่อนกันจริง” ก็พอ 


วันนี้ไปอ่านเรื่อง คุณสมบัติของความเป็นเพื่อนที่ดีของพศิน  อินทรวงค์มา ก็ให้หวนนึกถึงว่า...เพื่อน..ทำไมมันต้องมีคุณสมบัตินู่นนี่ให้เยอะ แค่เป็นเพื่อนกันมันไม่พอเหรอ เพื่อนจะดีจะเก่งแค่ไหน มันก็แค่เพื่อนเรา หรือถ้าไม่เอาไหนนิสัยไม่ดี มันก็แค่เพื่อนเรา เอาแค่..... 

  1. เข้าใจธรรมชาติตัวตน เพื่อนก็คน มีผิดบ้างพลาดบ่อยก็ปล่อยมันไป 
  2. พูดกันดีดี ไม่ทำให้เพื่อนรู้สึก “ตัวเล็ก” ถนอมน้ำใจน้ำมิตรมีเมตตา   
  3. ให้กำลังใจเวลาจำเป็น ไม่พร่ำเพรื่อจนเป็นมารยาทที่ใช้กับคนอื่น 
  4. เพื่อนต้องถึงแก่นกะพี้ แก่นกะพี้ คือ เพื่อน เปลือกคือคนรู้จัก อย่าใช้เปลือกกับเพื่อน ถ้าใช้เปลือก หรือกลัวเปลืองตัว เราเป็นคนอื่นต่อกันนะ มารยาทไม่ต้องมาก แมนๆไป ไม่ได้รู้จักกันเมื่อวาน
  5. เพื่อน คือ ความสุขของเรา และเราต้องเป็นความสุขของเพื่อน แลกสุขกัน เพื่อน คือความผ่อนคลาย  เอนกาย สบายใจ 
  6. มีอะไรดีดีต้องบอกเพื่อน ชวนเพื่อนไปชมดอกไม้ทั้งโลกด้วยกัน สว่างไสวด้วยกัน
  7. เพื่อนไม่ต้องเห็นดีเห็นงามด้วยกัน พร้อมเปิดพื้นที่อิสระให้เป็นตัวของตัวเอง  
  8. เพื่อน คือ เท่าทัน  ทัดเทียม  ไม่มีฐานะ  ไม่มีเพศ  ไม่มีวัย  ไม่มีคำนำหน้า  ไม่แบ่งแยกชาติพันธุ์ แม้แต่หมาก็เป็นเพื่อนแท้ได้ 
  9. เพื่อนกันได้แค่แนะนำ และต้องเข้าใจว่าคำแนะนำคือคำแนะนำ  จะทำตามหรือไม่ทำก็ได้  อย่าใช้คำสั่งเพราะถ้าไม่ทำย่อมนำมาซึ่งอารมณ์เสีย และพาลไปหลายเรื่อง 
  10. เพื่อนให้เกียรติกัน สิ่งใดที่เพื่อนชอบ รัก เคารพ ก็ดูแล ส่งข่าว บอกเล่า มันเป็นสิ่งเล็กน้อยที่ยั่งยืน เพื่อนไม่ต้องเป็นสิ่งใหญ่โต เป็นดอกไม้เล็กๆที่ให้ความสดชื่นก็พอ 
  11. ความเป็นเพื่อน คือ สิ่งยิ่งใหญ่ จับต้องอาจไม่ได้แต่รู้สึกได้เสมอ ยกย่องกันพอประมาณ ไม่ต้องถึงกับสรรเสริญบูชาเพราะเพื่อนไม่ใช่พระ 
  12. เพื่อน แค่คิดถึงก็พอ จะบอกรักกันทำไม และเอาแค่..กินข้าวกันไหม ก็พอ..เหลือๆ  

วันจันทร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

คิดวันละอย่าง # 283

เมื่อมันย้อนแย้ง เราต้องแม่นยำ 

เราว่าอยู่ที่ใจ แต่ ทุกอย่างที่ทำไปเพื่อกายทั้งนั้น 

เราว่าให้คือเมตตา แต่ คาดหวังสิ่งจะได้มาเสมอ

เราว่าชอบความเรียบง่าย แต่ เงื่อนไขมันเยอะทุกครั้ง

เราว่าความจริงสำคัญ แต่ ทำตามความเชื่อตลอด

เราว่าไม่เป็นไร แต่ ไม่เคยพอใจอะไรเลย

เราว่าปฎิบัติธรรม แต่ ไม่ได้นำมาใช้ให้ลดราวาศอก  

เราว่าคบกันจริงใจไม่หลอก แต่ ดีไม่ดีก็ไม่บอกให้ชัดเจน  

เราว่าเห็นใจ สงสาร แต่ มีรำคาญไม่สังฆกรรม 

เราว่าต้องยุติธรรม แต่ แอบเนียนเก็บงำประโยชน์ส่วนตัว 

เราว่าใจถึงถ้วนทั่ว แต่ จวนตัวแล้วพึ่งไม่ได้ 

เราว่าเรารักกัน แต่ ต้องตามใจฉันเท่านั้นนะ 

เราว่าพอแล้วดี แต่ มีแล้วก็ไม่พอสักที 


อะไรกันนี่มนุษย์ !!!! 

มันคงมีีอีกหลายอย่างที่ทำให้ต้องใคร่ครวญดีดี 

เรายังแม่นยำอยู่หรือเปล่า...ทั้งหัวและใจ  





วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

คิดวันละอย่าง # 282

เมื่อยังเด็ก เรารู้สึกถึงอนาคตที่สดใส เราจึงพยายามที่จะไม่ทำอะไรผิดพลาด เราจะอยู่ในระบบระเบียบขอบเขตที่เราคิดว่าจะไม่มีปัญหา แต่พอโตขึ้นจะรู้เลยว่าอนาคตนั้นสร้างจากความผิดพลาด ยิ่งพลาด ยิ่งมีประสบการณ์ ยิ่งเรียนรู้ การมองโลกจะเป็นจริงมากกว่าแค่มองว่าโลกมันสวย ใจจะกว้างขึ้น พร้อมจะยอมรับ เคารพ เข้าใจคนและสิ่งที่เปลี่ยนแปลง 


สนับสนุนให้โอบกอด value “กล้าพลาด” 

มันวิเศษกว่าวนเวียนอยู่กับความสมบรูณ์แบบ (ที่ไม่มีอยู่จริง) 

ทุกอย่างต้องเป๊ะ มันคือความเยอะที่ทำให้เสียเวลาชีวิต 

ที่หนัก คือ มันหล่อหลอมความเห็นแก่ตัว


คนที่ต้องดีทุกอย่าง ทุกอย่างต้องได้ต้องดีไม่มีพลาดนั้น มันคือการแย่งชิงบางอย่าง แทนที่จะแบ่งปัน มันคือการฉกฉวย แทนที่จะให้โอกาสที่เท่าเทียม แบบนี้ไม่ “รัญจวน” ถึงจะได้ถึงจะดีแต่ก็เป็นดีแบบ mediocre ชีวิตไม่เคยฟิน ไม่มี breakthrough ไม่เคยจะเท่จริง 


พลาดๆไปบ้างก็ได้ ไม่ถึงตาย แต่ได้เรียนรู้ ได้เรื่องใหม่ !!! 




วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2564

คิดวันละอย่าง # 281

ในช่วงชีวิตเราเห็นเรื่อง “ทุน” ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจสังคมมามาก มันมีทุนประเภทหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครคิดว่ามันเป็นทุน แต่มันเป็นและทรงอิทธิพลล้นเหลือ เพราะมันเป็นทุนที่เกี่ยวกับอารมณ์ความเป็นคน Catherine Hakim นักชีววิทยาชาวอังกฤษเรียกมันว่า Erotic Capital พวกนักเศรษฐศาสตร์อาจเรียกว่า personal asset ตอนที่นางพูดในหัวข้อ The Relative Value of Beauty and Brains เมื่อปี 2011 Catherine Hakim ว่ามันไม่ใช่แค่ physical beauty แต่ทุนนี้จะพาคนไปไกลกว่านั้นมาก ทั้งเรื่องชีวิตส่วนตัวและเรื่องการงาน มันเป็น a mixture of social and physical attractiveness ที่พร้อมมีบทบาทเคียงข้างไปกับเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ทุนมนุษย์และทุนทางสังคม ที่เราไม่ค่อยได้หยิบเอามาคิดก็เพราะมันมีความคลุมเครืออยู่ แต่ยืนยันว่ามันมีนัยสำคัญกับทุกเรื่องในชีวิต 


บางคนเรียกว่าทุนแห่งกามตัณหา ทุนทางกามรมณ์ ซึ่งก็คงประมาณนั้น คนเรามีกิเลส มีกามตัณหาเป็นตัวขับเคลื่อนชีวิต อย่าบอกว่าไม่จริง ชั้นบริสุทธิ์สดใสไม่เคยต้องมือชาย แค่อยากแต่งตัวสวยๆอยากหุ่นดีผอมนั้นก็กามตัณหาแล้ว จะสวยไปทำไมถ้าไม่อยากให้คนมองแล้วเกิดอารมณ์ชอบ ไม่งั้นก็นุ่งขาวห่มขาวไปนะ และอีกประการที่คนไม่ค่อยอยากเสวนาเรื่องนี้เพราะมันดูแรง แต่ถ้าเราคิดว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของคน ก็ไม่ต้องดัดจริตขนาดนั้น ถ้าไม่มีเรื่องกามนี่ เราก็ไม่ได้เกิดมานะ มันเป็นเรื่องธรรมชาติการสืบเผ่าพันธ์ุของคน อย่าไปคิดเลยเถิด และยังมีมุมมองพวกปรมาจารย์กับพวกทฤษฎีของ feminist อีกต่างหากที่คอยห้ามไม่ให้ผู้หญิงทั้งหลาย capitalize สินทรัพย์นี้ คนเลยอึกอักที่จะค้นคุยเรื่องนี้ 


อย่าประมาท erotic capital นะ ที่โควิด 19 ระบาดหนักอยู่ตอนนี้ก็กระหน่ำกันใช้ทุนนี้แหละ คลัสเตอร์ที่เป็นตัวการก็เริ่มจากคริสตัลทองหล่อที่มีฟ้าใสฟ้าซวยอะไรนี่ใช้ทุนนี้จนโอละพ่อไปทั้งประเทศ ส่งผลเดือดร้อนกันไปทุกองคาพยพ มันไม่ธรรมดาเลยนะ สมัยนี้   คนหล่อคนสวย มีบุคลิกภาพดี มีเสน่ห์ทางเพศ มีทักษะทางสังคมและมีทักษะในการนำเสนอตนเองสูง มักได้เปรียบเหนือคนอื่นเสมอ 


Catherine Hakim ว่าไว้เรื่อง erotic capital นี่มันมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องอยู่หลายเรื่อง เช่น เรื่องความงาม ก็เป็นไปตามสังคมในแต่ละช่วงกำหนดว่าแบบใดที่เรียกว่างาม เรื่องเพศวิถีเรื่องแรงดึงดูดทางเพศและทางสังคมซึ่งไม่ใช่แต่เรื่องรูปร่างเซ็กซี่เท่านั้นมันโยงไปถึงบุคลิกภาพและสไตล์ของคน ความมีชีวิตชีวาที่เห็นได้จากความมีสุขภาพดี ความสุภาพ อารมณ์ขัน มีพลังทางสังคม ความมีเสน่ห์ที่เป็นทักษะทางสังคม ความสามารถที่ทำให้คนชอบ อยู่ด้วยแล้วสบายใจมีความสุข รวมไปถึงรูปแบบการใช้ชีวิต ทรงและสีผม การแต่งตัว เครื่องประดับที่สะท้อนสถานะภาพทางสังคม  พวกนี้มีความสำคัญมากขึ้นทุกทีโดยเฉพาะในเรื่องวัฒนธรรมเพศวิถีในสังคมสมัยใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและส่งผลกระทบไปหลากหลายทั้งการสื่อสารมวลชน การเมือง โฆษณา กีฬา และศิลปะรวมถึงปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในชีวิตประจำวันด้วย 


ส่วนตัวคิดว่า Erotic Capital นี่มันเป็นเชื้อเพลิงของนวัตกรรมเลยนะ มันเป็น “พลัง รัญจวน” (ต้องขอบคุณผู้ประกอบการที่คิดคำนี้ให้ ดีกว่ากามตัณหาเยอะ) ที่จะทำให้คนคิดสร้างสรรค์อะไรที่ตรงกับความต้องการลึกลับของคน มันอาจไม่ใช่ความจำเป็น แต่มันทำให้ชีวิตได้รับประสบการณ์ที่มากกว่าความสุนทรีย์ มันคือความรัญจวนที่คนต้องโหยหา ซึ่งมันจะมาจากความสวยงาม ความมีเสน่ห์ การดึงดูดที่เบ็ดเสร็จ แค่ทำให้มันถูกคน ถูกที่และถูกเวลา 





วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

 Toxic positivity : เรื่องอันตรายสำหรับวิทยากรที่เน้นการมีส่วนร่วม

การเป็นวิทยากรที่เน้นการมีส่วนร่วม ต้องระลึกไว้ว่าคุณไม่ใช่แม่พระพ่อพระมาโปรด สิ่งที่สำคัญ คือ การรู้แจ้งเห็นจริงในปัญหาและแนวทางการแก้ไขของผู้เข้าร่วม ดังนั้นวิถีการคิดบวกโลดจึงไม่ใช่ทาง เพราะมันขัดขวาง “ความจริงที่เกิดขึ้น” มันทำให้ความจริงลดความสำคัญลงไปฮวบฮาบ ไม่เกิดการเรียนรู้จริง จะมา “just think positive” นี่มันไม่ใช่ละ คนที่มาอยู่กับเรานี่ล้วนมีปัญหา ต้องต่อสู้กับอุปสรรคหลายอย่าง มีความคับข้อง เจ็บปวด เขาต้องการความช่วยเหลือ ไม่ใช่ปลอบใจปลอมๆ สบายใจชั่วครู่ กลับไปก็แก้ปัญหาไม่ได้เหมือนเดิม มันอาจเป็นความตั้งใจที่ดี แต่มันออกแนว naive ไปนะสำหรับท่านวิทยากร
ประสบการณ์และชีวิตรันทดที่เจอของคนแตกต่างกันมาก เราไม่สามารถใช้การเปรียบเทียบ ประมาณว่า...คุณอยู่ในสถานะการณ์ที่ดีกว่าคนนู้นมาก หรือ เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว มองบวกเข้าไว้ เอา scale อะไรมาวัดว่าแบบนี้ดี หรือ แย่กว่ากัน มันไม่ได้ช่วย มันกลายเป็น anti-negativity ซึ่งมันไม่ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเอง และจะยิ่งเป็น terrible feeling เพราะมันฝืนธรรมชาติที่รู้สึกตามจริง it doesn’t fit the vibe !! ยิ่งถ้าเรารู้สึกไม่ดีไปด้วย แล้วดัน fake positive vibes ก็เท่ากับปฎิเสธความจริง ซึ่งก็จบลงที่การไม่ได้แก้ปัญหา จริงอยู่ไอ่ความรู้สึกลบๆมันก็ไม่ค่อยดี แต่ที่ดีในการรู้สึก คือ เรารู้ว่ามีเรื่อง มีปัญหาต้องแก้ ไม่ใช่แค่แฮบปี้ๆแล้วทำอะไรไม่ได้ เป็นวิทยากรต้องแม่นๆความรู้สึกหน่อยนะ เพราะในการเน้นการมีส่วนร่วมเราต้องการความรู้สึกจริง ต้องการอารมณ์จริงของผู้เข้าร่วม จะมาให้แค่ “staying positive” หรือ “everything happens for a reason” นั้นมันไม่สมศักดิ์ศรี
คนไม่ได้ต้องการหวานหู cliche แต่อย่างใด คนต้องการจะรู้ว่าเรายอมรับ ประมาณ it is okay to feel และไอ่ true feelings นี่แหละ มันนำไปสู่ actions !! วิทยากรที่เน้นการมีส่วนร่วมจะไม่ phony-baloney toxic positivity จะไม่ fake happiness หรือ always cheerful เราไม่ต้องเป็น cheer leader ทุกสถานะการณ์ก็ได้


วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

คิดวันละอย่าง # 280

รักแท้เป็นเรื่องง่ายๆ

รักเป็นเรื่องใจที่ใครๆก็ควรจะ “รักเป็น” เพราะมันแผ่กว้างไกลไปหลายรูปแบบที่เข้ามาในชีวิตคนเรา แต่รักแท้มันเป็นยังไง เชื่อว่าหลายคนในโลกนี้มีปัญหาเรื่องความรัก ไม่ว่าจะรูปแบบไหน เพราะมุมมองบิดเบี้ยวไปจากธรรมชาติของรัก 

รักแท้มีทุกคำตอบแม้ไม่ได้ถาม : รักแท้ไม่ต้องการการยืนยัน เพราะมันมีคำตอบอยู่แล้ว ที่บ้านมีใครถามพ่อแม่ทุกวันว่ารักลูกไหม คือเรื่องแบบนี้มันไม่ต้องถาม เมื่อรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย วางใจสงบได้นี่ จะมาเสียเวลากับการต้องถามทำไม คำตอบใหญ่ๆมันอยู่ตรงหน้าแล้ว คือถ้ารักกันจริงมันจะไม่มีความสงสัย แต่ถ้ารักไม่จริงมันจะมีแต่คำถาม 

รักแท้ไม่มีดราม่า : แค่เห็นกัน มองหน้าเงียบๆก็มีความสุข คือถ้าชีวิตต้องตามค่านิยมสังคมหรือสวยหรูดูดี มันจะมีความคาดหวัง ไอ้แบบนี้ไม่ว่าชีวิตคู่ หรืออยู่กันเป็นครอบครัว หรือในบรรดาเพื่อนฝูง ดราม่าจะเข้ามาเอี่ยวทันที เพราะต้องเติมให้กันตลอด ไม่เต็มสักที ต้องสละตัวตนเพื่อให้อีกคนหรือหลายคนพอใจ แบบนี้คือไม่รู้จักสร้างความสัมพันธ์ที่ดี อยู่กันสักชั่วโมงก็เหนื่อยจะแย่แล้ว รักแท้มันง่ายกว่านั้น ไม่ทำอะไรก็รู้สึกเต็มในใจ ไม่รู้สึกว่าขาดอะไร ไม่มีช่องว่าง แค่ได้ใช้เวลาด้วยกันก็ดีมากแล้ว 

รักแท้ไม่แคร์ความต่าง หรือต้องเหมือน : และไม่คาดหวังให้มาเติม จะคาดหวังให้คนมาเติมอะไร ถ้าคนมันเต็มพอใจในตัวเอง ก็หนึ่งบวกเข้าไป จะบวกในการเป็นสามีภรรยา เป็นแฟน เป็นเพื่อน เป็นลูก เป็นพี่เป็นน้อง ก็มีมาเพิ่มให้มันเป็นสุขไป แต่ไม่ใช่มองหาสิ่งที่ตัวไม่มี ให้มาเติมอีกครึ่งของชีวิต แล้วถ้าคนนั้นมันไม่มีก็มีการบังคับให้มันมี ต้องปรับตัวให้ได้ อันนี้ไม่ใช่ความรักแท้ รักแท้ไม่เรียกร้องให้ใครต้องปรับตัวเข้าหา แต่ให้เกียรติความต่าง ให้พื้นที่กับคนในการใช้ชีวิตและเจริญตามที่ใจต้องการ เป็นกำลังใจสนับสนุนให้ทำในสิ่งที่ต้องการได้สำเร็จ ลูกไม่ต้องมาเติมอะไรให้พ่อแม่ แฟนก็ไม่ต้องมาเติมส่วนที่ขาด เอาตัวเองให้เต็มก่อนจะได้ไม่ต้องมายุ่งเรื่องต้องเหมือนหรือต้องต่าง

รักแท้ไม่ต้องเร่ง : รักแท้มีจังหวะเวลา ชิวๆไป ไม่ต้องรีบร้อน จะบอกรักจะชื่นชมก็ดูจังหวะมันให้ดี เร่งเหมือนกระหน่ำปุ๋ยบังคับออกดอกนั้นไม่ได้ มันจะสำลักตายไปก่อน ถ้าเจอจังหวะนรกหรือไม่มีจังหวะนี่โอละพ่อมาก รักแท้สื่อสารด้วยหัวใจ ให้มันเป็นไปอย่างอิสระและธรรมชาติ คนรักกัน คนในครอบครัว แม้แต่เพื่อนฝูงก็มีมาและจากไปเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความรักแท้นั้นจะไม่หายไปด้วยเวลา ยังไงก็อยู่ตลอด 


สรุปๆคือ รักแท้เป็นเรื่องง่ายๆ แต่มันขึ้นกับตัวเอง ตัวต้นเหตุ ต้องกลับมามองตัวเองนั่นแหละว่าจะเรียนรู้พัฒนาในการรักตัวเอง เติมเต็มตัวเองได้ก่อนไหม แล้วค่อยก้าวเข้าไปดื่มด่ำความรักของชาวบ้าน  แบบไม่คาดหวัง ไม่กะเกณฑ์ แล้วจะพบความสบาย สวยงาม อบอุ่น 




วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564

คิดวันละอย่าง # 279

 อาจเป็นเรื่องเล็กสำหรับใคร แต่แบบนี้ไม่ไหวจะเคลียร์ 

อยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะในวงเพื่อนหรือในวงงาน มันมีเรื่องต้องเคลียร์อยู่ไม่กี่เรื่องที่จะทำให้อยู่ดีมีสุขด้วยกัน 

➡️การไม่เสมอต้นเสมอปลาย : คนแบบนี้ผิดหลักสมานัตตตาในสังคหวัตถุ 4 นะ เป็นเพื่อนก็จะจัดการได้ยาก เพราะปฏิบัติกับเพื่อนไม่เท่าเทียมกัน ร่วมทุกข์ยาก อยากแต่จะร่วมสุข เพื่อนจะเพลียมาก และยิ่งถ้าทำงานด้วยนี่ จะยากแสนเข็ญ ไม่รู้จะเอายังไงแน่ time line การจัดการเรื่องต่างๆไม่ชัดเจน พูด สัญญาอย่างไรก็ไม่ทำตามนั้น อันนี้มันทำให้ไม่เหลือความไว้วางใจ และจะพลอยมีวัฒนธรรมลื่นไหลโกหกเพื่อเอาตัวรอดตามมา 

➡️การอยู่แต่ใน Comfort Zone : กลัว ไม่กล้า ซ่อนสบายใจในกะลาตัวเอง แบบนี้มันจะสร้างสรรค์อะไรได้ ไร้การพัฒนาเรียนรู้ใดใดเลยนะ ยิ่งถ้าเป็นพวกหวังได้แต่ไม่คิดไม่ทำ มันจะเหมือนอยากถูกหวยแต่ไม่ยอมซื้อหวยประมาณนั้น ถ้าอยู่ในองค์กรมันจะเป็นบรรยากาศที่คนจะสนใจแต่งานตัวเอง ต่างคนต่างทำ ไม่ปรึกษาหรือแลกเปลี่ยนไอเดียกัน ไม่มีภาพของการแบ่งปันความคิด การทำงานไม่สนุกไม่มีความสุข คนก็แค่มาทำหน้าที่ให้จบไปวันๆ องค์กรจะไม่มีการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์เพราะคนไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ 

➡️การไม่ซื่อ : อันนี้บาปหนัก ถ้าเพื่อนกันโกงกันหน้าด้านๆ แบบนี้ไม่ไหวนะ อันนี้ถือว่าร้ายแรงบ่อนทำลายองค์กรที่สุด ไม่จัดการทันทีจะกลายเป็นวัฒนธรรมที่เลวร้าย คนที่ทุจริตคิดไม่ซื่อจะเหมาเอาเองว่าการกระทำทุจริตไม่ใช่อาชญากรรม และลามปามไปถึงมุมมองที่คนในองค์กรจะเห็นพฤติกรรมทุจริตว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ผิด จะทำให้คนสามารถกระทำการทุจริตในงานได้อย่างหน้าตาเฉย เป็นการส่งเสริมให้คนกระทำการทุจริตโดยปราศจากความรู้สึก สำนึก และตระหนักว่าการกระทำนั้นผิดจริยธรรมหรือกฎหมาย แบบนี้มีแต่เสื่อมลงทุกวัน ไม่มีวันเจริญ 



วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564

คิดวันละอย่าง # 278

เวลาไม่ใช่สิ่งที่รับรองความสัมพันธ์ว่าต้อง “ฟิตเฟิม” ยิ่งอยู่กันนานยิ่งเข้าใจนั้น บางทีไม่จริง คนมันเปลี่ยนน่ะ ทั้งร่างกายจิตใจ ส่งถึงความคิดอ่าน หลักการอะไรก็มีเพี้ยน เข้ากันได้มั่งไม่ได้มั่ง
ดังนั้น อะไรที่ไม่เข้ากัน ก็ไม่ควรผลัก ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิต เพราะสุดท้ายยังไงๆก็ไม่สามารถลงล็อคพอดีได้ ฝืนไปไม่ใครก็ใครต้องเชือนเนื้อเถือหนัง และคนที่ยอมนั้น จะยอมไปได้ตลอดหรือ แล้วไอ่คนที่ไม่ยอมก็ได้ใจเชือนเอาๆก็ได้หรือ มันไม่สมดุล มัน “ฟิตเฟิม” ไม่ได้

ชีวิต จะอยู่สบาย..ไม่ควรฝืน เพราะยิ่งฝืน คนที่จะบ้าก่อน คือ ตัวเอง ลองดูนะ มีอาการแบบนี้มั่งไหม

- เพลีย ไม่มีแรง บางทีแน่นท้อง ท้องผูก ปากคอแห้ง อันนี้อาการทางกาย

- สมาธิแย่ลง เหม่อลอย ไปไหนมาสามวาสองศอก ผิดๆถูกๆ หลงลืมง่าย

- ลังเล ตัดสินใจไม่ค่อยได้ ต้องถาม ไม่มั่นใจ คับข้อง ทรมานใจแปลกๆ

- เบื่อหน่าย เก็บตัว เคยทำอะไรแฮบปี้ ตอนนี้ไม่อยากจะทำ ไร้อารมณ์ร่วมใดใด

ถ้าถูกทุกข้อนี่ ตัวใครตัวมันนะ

คาถาเดียว คือ อย่าฝืน !!!

ชอบก็ว่าชอบ ไม่ชอบก็บอก
ธรรมชาติๆไป ใครรับได้ไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องเรา
มีชีวิตแขวนที่ความคาดหวังคนอื่น มีแต่เหนื่อย
ศีลไม่เสมอกัน ก็ตามมารยาทไป ไม่ต้องเยอะ
ความสุขเรา คนอื่นไม่เกี่ยว
มีชีวิตมาได้ขนาดนี้ถือเป็นบุญ
ทำอะไรไม่ได้ก็ สวดมนต์แผ่เมตตา จบข่าว



📍


วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2564

คิดวันละอย่าง # 277


โดนด่าเป็นธรรมดาของคนบนโลก

จงสบายๆไปนะ 😊
1 พวกนี้อาจเป็นเจ้ากรรมนายเวรเรามาแต่ชาติปางก่อน แผ่เมตตาไปรัวๆ เราอาจเคยว่าร้าย ทำไม่ดีมาก่อน ให้อภัยไป
2 ขำขำไปบ้างก็ดี ยิ่งถูกบิดเบือนใส่ร้ายเรื่องไม่จริงก็ยิ่งแปลว่าพวกนี้หมดหนทางไป นิ่งไป ใส่อารมณ์ขันจะทำให้สงบสุขได้ พึงขำชนะความโกรธ
3 มันแค่ “เป็นไปแบบนั้น” เกิดได้ก็จบได้ ใครมันจะมานั่งด่าเราตลอดชีวิต ถูกหมาเยี่ยวรดบ้าง ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่มีเหตุให้จิตตกขนาดนั้น
4 คนโดนด่า คือ คนที่มีจุดยืนชัดเจน จะมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ คนที่ไม่โดนด่าคือคนกลางๆลอยๆไม่มีข้อขัดแย้งกับใคร อยู่โซนปลอดภัย ไร้จุดยืน จงสบายใจที่โดนด่าเพราะเราหลักการชัด
5 ความดีย่อมเป็นเกราะคุ้มภัย ถ้าเราดีจริง ต่อให้ขุดโคตรขึ้นมาด่า ก็จงอย่าสะเทือน อย่าทุกข์ใจ ยิ่งด่าเท่าไหร่ แปลว่าสิ่งที่ทำนั้นมันถูกต้องแล้วตามทำนองคลองธรรม จงภูมิใจที่เป็นคนดีที่เข้าใจโลก
6 การปกป้องตัวเอง นิ่งเฉย ไม่ใช่การโต้ตอบ แต่เป็นการเลี่ยงการปะทะแบบมีสติปัญญา ถ้าคันมากทนไม่ไหวอยากโต้ตอบ ก็เอาความจริงเข้าสู้เท่านั้น ไม่มีอะไรเหนือความจริงไปได้
7 ใจไม่เข้มพอ อย่าฟัง อย่าอ่าน อย่ารับรู้ มันจะโอละพ่อ มิจฉาทิฐิจะพุ่งสวนแซงอะไรทั้งปวง จนกว่าจิตแกร่งแล้ว มีภูมิคุ้มใจแรงพอ ก็รับรู้ไปตามนั้นได้แบบเท่าทัน ไม่ปรุงเพิ่ม รับรู้แบบสบายใจ
8 ยามโดนด่า เพื่อนสำคัญมาก จะรู้ว่ารักกันจริงก็ตอนนี้ มันดีต่อใจที่มีคนเคียงข้างยามทัวร์ลง แต่ถึงยังไงก็อย่าคาดหวังมาก ทุกคนก็มีวาระต่างกันไป เรื่องของเรามันอาจจะไม่ใช่เรื่องของเขา ถึงแม้ทุกทีที่เขามีเรื่อง เราโดดใส่ให้ก็ตาม ถึงแม้มีเพื่อนจะดีแต่สุดท้าย คือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ใจเป็นที่พึ่งแห่งใจตน
9 สำคัญที่สุด คือ ที่โดนด่านี่ เราอยู่ในความเป็นธรรม ไม่ได้ชั่วใช่ไหม อย่าหลง อย่ามั่นใจไร้สติเกิน เราไม่ได้เอาตัวเองเป็นที่ตั้งใช่ไหม ทบทวนบ่อยๆ เราจะไม่หลงทางและยืนท่ามกลางการด่าแบบสง่างาม
นี่ก็คล้ายกับปฎิบัติธรรมอยู่หน่อยๆนะ โดนด่ายังไงก็อย่าให้ใจมันทุกข์ร้อน รักษาใจให้เข้มแข็งได้ ก็จะสบายขึ้นมาก

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563

คิดวันละอย่าง # 276

คนร้ายคนรุนแรงเพราะอะไร

บางทีก็มีให้คิดนะว่าทำไมคนต้องร้ายหรือบางทีรุนแรง อันนี้รวมทั้งตัวเองด้วย มีร้ายบ้างพอให้ชีวิตมีรสชาติ ว่ากันว่าที่คนสามารถด่ากันหรือสามารถทำร้ายกันได้นั้นมันเรื่องยาวมากกว่าเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่นการอยู่ในสถานะการณ์สุ่มเสี่ยงซอยเปลี่ยวกลางคืน เราเห็นผู้ชายตัวใหญ่ถือแท่งอะไรในมือตรงมาหาเรา เรามีไม้อยู่ในมือ เราฟาดมันไปก่อนเลย ทำไมเราฟาดไปได้ มันเป็นเพราะเรากลัวไง สมองที่ขี้กลัวของเรา อะมิกดาลา Amygdala เลยสั่งการ โดยไม่มีการใช้สมองส่วนหน้าที่เป็นเหตุเป็นผล คือถ้าเป็นผู้หญิงเดินเข้ามา อาจยังไม่ทันฟาดก็จะมองๆก่อน คือมันเป็นอคติด้วยอ่ะนะ ผู้ชายตัวโตหน้าตาดุ เราเลยไม่ไว้ใจ กลัวก็ฟาดไป อ้าว ปรากฎว่าผู้ชายคนนั้นถือม้วนกระดาษเขียนแบบ โอละพ่อเลย แต่มันไม่ทันแล้ว 


อันนี้ยังมองเลยเถิดไปอีกชั่วโมงก่อนหน้าได้อีกว่าเราเครียดอยู่ จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ไอ่อะมิกดาลานี่ก็ไวมาก ส่งความรู้สึกกลัวขยายอยู่แล้ว จึงเกิดการฟาดไปก่อนแบบสมองส่วนหน้าวิเคราะห์ไม่ทัน แล้วถ้ามองเลยไปถึงตอนเด็กๆ ถ้าเกิดพ่อแม่เลี้ยงไม่ดีเราเจอแต่เรื่องทุกข์เศร้า สะเทือนใจ  ไอ่อะมิกดาลาก็จะไปบอกให้เจ้า Hippocampus บันทึกความรู้สึกแบบนี้ไว้เป็นความทรงจำระยะยาว เป็นจำฝังใจไปซะงั้น ชีวิตบัดซบมีอาการกลัวเรื่อยมา แหม แบบนี้สมองส่วนหน้าแทบไม่ได้ทำงานเลย ใช้แต่อารมณ์ ความรู้สึก มีปฏิกิริยาโต้ตอบรุนแรงไปได้ ยัง...ยังมีอีกตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ถ้าแม่ไม่แฮบปี้ ถ้าแม่เครียดมันจะส่งผลไปที่ตัวอ่อนในท้อง ทั้งๆที่ยังไม่รู้เรื่องแต่ก็รับเอาความกังวลความกลัวไปด้วยแล้ว หนักไปกว่านั้น คือ เรื่อง DNA บรรพบุรุษ ถ้าใครมีบรรพบุรุษที่เป็นนักรบ ทำสงครามมานี่ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะมันจะมีสัญชาติญาณที่เป็น “นักฆ่า” หรือที่เรียกว่าเป็นยีนส์อาชญากรเข้ามาร่วมด้วย คราวนี้มันฝังเลย มาแต่ชาติปางก่อน 


คือการที่คนด่าหรือทำร้ายกันรุนแรงนั้น มันมีเหตุปัจจัยมหากาพย์มาก แต่จะให้ดีต้องไม่ลืมว่าเรายังมีสมองส่วนหน้า เป็นส่วนที่มีเหตุผล เป็นส่วนที่เอาไว้คิด วิเคราะห์ วางแผน ถ้าจับหน้าผากรู้สึกอุ่น ๆ แปลว่า มันกำลังทำงานอยู่ จริงๆแล้วมันต้องพัฒนาตั้งแต่เกิดมันเกี่ยวกับที่เค้าเรียกกันว่า EF หรือ Executive Function และสมองส่วนหน้าสามารถพัฒนาเต็มวัยเมื่ออายุ 25 ปี คือถ้าแก่กว่านั้นมันลำบากแล้วนะ แต่ก็ยังพอมีทาง คือ หมั่นเจริญสติไป นั่งสมาธิก็ได้ จะช่วยให้เรารู้ตัวทุกขณะว่าทำอะไรอยู่ ก่อนที่อารมณ์จะสั่งการ สมองส่วนหน้านี้จะเริ่มคิดแบบมีเหตุมีผลได้ทัน เราก็จะไม่วู่วามแล้วเสียใจทีหลัง 




วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

คิดวันละอย่าง # 275

 อยู่แบบให้ “รู้สึก” 

จังหวะช่าช่าช่า บางทีมันเร็วไป...เดินช้าลง กินช้าลง จิบเครื่องดื่มไม่ต้องซดโฮก เรียกว่าดื่มด่ำเป็น รู้สึกกับการเคลื่อนไหวของใจและกาย เนิบๆกับสิ่งง่ายๆที่ตาและใจได้สัมผัส ทุกช่วงขณะมันจะวิเศษเลย เช่น

  • แค่หลับตา หายใจลึกๆยาวๆทุกครั้งที่ระลึกได้ มันจะช้าลง มันจะว่างๆดีนะ ไร้สิ่งกระตุ้น เราก็อิสระจริงได้ ผ่อนคลายตัวเอง อยากสบายก็สบาย ไม่ต้องเคร่งกัดกรามนั่งตรงตลอดเวลาก็ได้ มันเกร็งจนอาจพลาดความรู้สึกที่ควรรู้สึก 
  • เอาตัวออกมาจากสิ่งแวดล้อมปกติ ค่อยๆลดเลี้ยวไปหาที่ใหม่ๆจรรโลงใจบ้างก็จะดี จะได้มีความรู้สึกใหม่ๆไม่ยึดติดกับความรู้สึกเดิม ความคิดเดิม หาอะไรเป็นธรรมชาติๆมาเพิ่มพลังจิต เยียวยาความปลดไม่ลงปลงไม่ได้ นั่งเงียบๆดูใบไม้ร่วงก็เหมือนได้คิดว่า ความตายมันใกล้ชิดนัก เราสักวันก็ร่วงเหมือนกัน ไปเร็วนักมันมองไม่เห็นนะ
  • เวลาใครด่า ก็รู้สึกให้ช้าหน่อย หรือถ้าวืดแล้วต้องรีบลง ขำขำไป ใครชมก็ไม่ต้องพองทันที รู้สึกช้าๆไป มันจะกลายเป็นเฉยๆ ซึ่งดีนะ เหมือนค่อยๆวางไข่ลงมันไม่แตก ปล่อยอารมณ์แรงๆไปมันจะแตกเหมือนไข่ตกพื้น ไม่เวิค ช้าๆแต่ชัวร์
  • ค่อยๆดับแสงตัวเอง ไม่ต้องว่องไวให้มันเจิดจ้าแยงตาคนอื่น เป็นดาวตลอดเวลามันใช้พลังแรงเยอะ ค่อยๆกระพริบตามสถานะการณ์ไปแบบมีกาละเทศะ รีบพูดแย่งพูดมันเหนื่อย 

ประมาณนี้ ชีวิตก็คงรู้สึกอะไรที่ไม่เคยรู้สึกได้เหมือนกัน นี่ก็ฝึกอยู่เพราะเคยเป็นคนเร็วแรงแซงโค้ง ตอนนี้แก่...เร็วไม่ไหว ช้าๆไปอยู่กับความ “รู้สึก” โลกมันก็มีอะไรให้เรามากขึ้นกว่าเดิม...มาก 



วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

อะไรที่ไม่ดีกับเรา...เป็นเรื่องดี

มันเป็นธรรมดาที่คนเราอาจรู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่มีผลกระทบกับจิตใจในทางลบ

ความโมโหความโกรธ มันทำให้สำนึกว่าเราโง่เราบ้า
ความเสียใจ มันทำให้เรารู้ว่ายังดีที่มีความรู้สึก ยังมีใจ
เป็นคน ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นยังไงนี่ยังดีกว่าที่ “ไม่รู้” เรื่องตัวเอง
แต่จะดีกว่านั้นมันต้อง “ตั้งใจ” ที่จะสำรวจตัวเอง
ชีวิตที่ตั้งใจ ทำให้เราชัดเจนกับทุกอย่าง
ทุกเรื่องที่ได้คิดได้ทำ มัน คือ ความตั้งใจ
(รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว หรือทำเป็นไม่รู้ตัวนี่อีกเรื่อง)
ผิดก็รู้สึกผิดไป ไม่มีการแถ ผิดก็แค่แก้ แต่ไม่ใช่แก้ตัว
ถ้าชีวิตมันดีทุกอย่าง...การเรียนรู้มันไม่สาสม
ประมาณอกหักดีกว่ารักไม่เป็น
คือรักสำเร็จ มันก็แค่นั้น แต่ไม่สมหวังนี่ความรู้สึกมันมาเต็มๆ
มันทำให้เราเรียนรู้ได้ถึงกึ๋น ดังนั้นอะไรที่ไม่ดีที่เป็นทุกข์กับชีวิต
มันเรียนรู้อะไรได้เยอะกว่า มันทำให้เกิดสำนึกทบทวนได้ลึกซึ้งกว่า

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563

คิดวันละอย่าง # 274

ช่วงนี้อินเรื่อง “ตั้งใจ” “ใส่ใจ” “ดูใจ”  มันเป็นกลยุทธ์แห่งความสุขในชีวิต

“ตั้งใจ” ใช้ชีวิตตัวเองไป อย่าแค่หายใจทิ้ง 

...ทุกนาทีที่ผ่านไปมันไม่หวนคืน..

แม้แต่เรื่องเล็กน้อย ถ้าใส่ใจ ทุกกิจกรรมจะมีความหมาย 

ความหมายทำให้เกิดความสำคัญ

และความที่เห็นว่าสำคัญ...เราจะไม่พลาดเรื่องการใช้ชีวิต

ที่พลาด..เพราะบางที “วง” มันใหญ่เกินจะจัดการ

กลยุทธ์ : เรากินรวบไม่ได้...ต้อง “ตั้งใจ” เลือกกิน 


“ใสใจ” กับปัจจุบันขณะ มันคือความสุขตรงหน้า ความสุขทันที

...อย่าหวังถูกหวยได้สุขในอนาคต มันเสียเวลา... 

บางคนกังวลกับเรื่องในอนาคตจนลืมเสพสุขที่มีอยู่

เอาความเครียดกับสิ่งที่ยังไม่เกิดมาทำลายการใช้ชีวิตตอนนี้

ที่ยังมีลมหายใจ ที่ยังกินเดินวิ่งเที่ยวเล่นได้ มันดีที่สุดแล้ว

อย่าให้ตัวเองต้องเสียใจกับอะไรที่มันจะสายเกินไป

..ในวันที่คิดจะกินก็ไม่มีฟัน คิดจะทำก็ไม่มีแรง...

กลยุทธ์ : ยึดความสุขก้อนเล็ก ความสุขง่ายๆตรงหน้า 


“ดูใจ” คนใกล้ตัว คนที่อยู่ตอนนี้ อย่าทำให้เสียใจ 

...เพราะเราไม่รู้ว่า...จะมีวันพรุ่งนี้หรือเปล่า.... 

คนสำคัญในชีวิตมีไม่กี่คน มันคือคนที่เข้าใจกัน สายเดียวกัน

แน่นๆเข้าไว้ อย่าให้ความอื่นใดมาทำให้ไขว้เขวไปได้ 

ที่สำคัญ คือ ความไร้เงื่อนไขต่อกัน มองตารู้ใจ  

กลยุทธ์ : ยืนหนึ่งกับ “คนใน” ไร้ข้อแม้ 





วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563

คิดวันละอย่าง # 273

เล่นกันที่สมอง

เหตุการณ์ชุมนุมที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา มันลึกลับซับซ้อนเกี่ยวทับผลประโยชน์ทั้งต่างชาติและนักการเมืองไทยทั้งอดีตและปัจจุบันที่อยากเป็นใหญ่ เรื่องนี้เข้าใจได้แต่ไม่รู้จะทำยังไงกับความหยาบของกิเลสคน คือ มันอยากครองอยากอำนาจไม่สิ้นสุด บ้านเมืองจึงปั่นป่วนต่อเนื่องกันไปแบบไม่รู้จะจบสวยได้ยังไง แต่ลูกหลานเรานี่สิ...ที่ผิดเพี้ยนตามการกระหน่ำชักจูงด้วยความเร็วและแรงของเทคโนโลยีสื่อสารแบบเอาให้ลืมหูลืมตาไม่ขึ้น เหตุผลอะไรก็เอาไม่อยู่ 


จึงมาคิดว่ามันคงเกี่ยวกับการใช้สมองด้วย ถ้ามาดูกันตามทฤษฎีสมอง 3 ส่วน ของ Paul D. Maclean นักประสาทวิทยา จะเห็นได้ว่าลูกหลานเราถูกกระตุ้นให้ใช้สมองชั้นสัตว์เลื้อยคลาน Reptilian Brain ที่สนใจแต่ว่าอะไรที่จะทำให้ตัวเองอยู่รอดหรือการหลีกเลี่ยงจากอันตรายซึ่งในที่นี้คงเป็นเรื่องเผด็จการ เรื่องสถาบันที่คิดว่าเป็นเรื่องคุกคามอยู่นี่แหละ ก่อนเป็นด่านแรกเลย มีการชวนให้สมองลูกหลานเชื่อโดยกระหน่ำ “Visual” ที่ “Fake” ภาพบิดเบือน ข้อความโกหกหลอกลวง เพราะมันรู้ว่าสมองส่วนนี้ไม่เข้าใจภาษาคน ไม่ต้องมีเหตุผล มันง่าย ไม่ซับซ้อนและกระตุ้นสัญชาตญาณในเวลาอันสั้นได้ผลดี ลูกหลานไม่ต้องคิดจาก vitual หรือ message ต่างๆ แค่ใช้สัญชาติญาณว่ามันเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของตัวเอง มันมีความจำเป็นต้องลุกฮือชู 3 นิ้ว หรือผูกโบว์ขาวที่เห็นว่าสำคัญแค่นั้น ให้สมองประมวลผลแบบชั้นเดียว ไม่ใช้ตรรกะหรือเหตุผลอะไรทั้งสิ้น แค่นี้ก็คงพอเข้าใจว่าทำไมพูดกันด้วยเหตุผลไม่ได้  


ความพลาดของเรา คือ การพยายามให้ข้อมูลความจริงกันกับลูกหลานมากมาย สื่อสารข้อมูลที่ยาวยื้อเยื้อ พยายามอธิบายโดยที่ไม่ได้คำนึงว่าตอนนี้ลูกหลานใช้แค่ Reptilian Brain เป็นด่านแรก มันไม่โดน ลูกหลานจะไม่เข้าใจหรอกว่าเราต้องการบอกอะไร สิ่งที่รู้แค่อย่างเดียว คือ ข้อมูลที่กำลังบอกนั้นซับซ้อนเกินไปและไม่มีความสำคัญ สมองจะ skip ผ่านไปทันที ไม่เข้าหัว นี่ขั้นแรกนะ สมองมันมีกระบวนการของมัน ในเมื่อมีคนปลุกปั่นให้สมองด่านแรก “ตัดสินใจ” ไปแล้ว ข้อมูลเราจึงผ่านเข้าไปไม่ได้  และสมองด่านที่สอง Limbic Brain มันประมวลต่อแล้วว่ามันรู้สึกยังไงกับข้อมูลปลอมๆที่รับเข้ามาเต็มๆอย่างต่อเนื่อง ไอ้คนที่ยัดเยียดข้อมูลมันต่อด้วยการกระตุ้นอารมณ์ สมองส่วนนี้เป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึก มันจดจำประสบการณ์ที่ได้รับจากส่วนแรกได้ดีเป็นพิเศษ จึงคล้ายกับ double action ที่มีผลต่อพฤติกรรมชุมนุมของลูกหลาน ตอกย้ำการทำตามอารมณ์มากกว่าที่จะใช้เหตุผล และก็แน่นอนมองส่วนนี้มันไม่มีความสามารถในการรับรู้เรื่องภาษา มันจึงมีข้อความแปลกๆแย่ๆจากลูกหลานเราเป็นวาทกรรมบ้าๆบอๆที่ฮิตกันไปอย่างได้อารมณ์กันเอง จะเห็นว่าเวลาคุยกับลูกหลานมันอธิบายไม่ได้มันแค่รู้สึกอะไรก็ว่าไปตามนั้น สมองในสองส่วนแรกนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการทำโฆษณาชวนเชื่อที่ต้องการดึงความสนใจให้กลุ่มเยาวชนรับรู้ข้อมูลปลอมที่ยัดเข้าไปแต่แรกรวมถึงกระตุ้นการตัดสินประเทศ ตัดสินสถาบันไปอย่างไร้เหตุผล กลายเป็นเชื่อแบบงมงาย เพราะตามการศึกษากว่า 90% ของการตัดสินอะไร ตัดสินใจ หรือการแสดงพฤติกรรมทั้งหลายที่จาบจ้วงรุนแรงเกิดจากการทำงานของสมองสองส่วนนี้ ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมไม่ได้ โอละพี่ โอละพ่อมากเลยนะ 


จากสมองสองส่วน มันมาถึง Neocortex หรือ New Brain ที่รับผิดชอบในเรื่องของ “ตรรกะ” ซึ่งสมองของลูกหลานเรามันแชร์มาจาก Reptilian Brain กับ Limbic Brain มันเลยกลายเป็นตรรกะเหมือนกัน แต่เมื่อส่วนแรกส่วนที่สองผิดเพี้ยน สมองส่วนนี้จึงเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายเลยว่าสุดท้ายลูกหลานก็มีตรรกะที่ผิดเพี้ยนเป็นของตัวเอง ซึ่งมันประมวลออกมาเลยแล้วว่า “คุ้มค่าแก่การชุมนุมต่อต้าน” 


หากเราเข้าใจและอยากลุยกับลูกหลาน มันคงต้องมาเล่นกับสมองของมนุษย์แล้ว ต้องสื่อสารสิ่งที่ต้องการจะสื่อกับสมองทั้งสามส่วนให้ครบถ้วนและถูกลำดับของมัน คือ กระตุ้นสมองส่วน Reptile ให้สนใจด้วยเมตตาธรรมที่ไม่ยื้ดเยื้อ เอาให้โดนโดนจะจะ ขาดๆไปเลยว่าอะไรกันแน่ที่อันตรายกันแน่ ไปหารูปที่โดนๆมาให้ดูแล้วคุยกันแล้วสร้างความผูกพันทางอารมณ์ ไม่ต้องอ้างเหตุผลเพราะไม่มีประโยชน์ในการกระตุ้นสมองสองส่วนนี้ ดราม่าน้ำตาไปให้สุด ดูว่าใครมันจะแน่กว่าใคร คิดว่าขนาดนี้แล้ว สมองส่วน New Brain ของลูกหลานจะสามารถเรียนรู้วิเคราะห์ได้ คือมันเป็นการสื่อสารกับสมองทั้งสามส่วนครบ มันเป็นพื้นฐานเลยนะของการจะรู้จักผิดชอบชั่วดี เพื่อการยืนหยัดอยู่รอดภายใต้สถานะการณ์ขัดแย้งของครอบครัวในปัจจุบัน 





วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2563

คิดวันละอย่าง # 272

เลือกเกิดไม่ได้ ไม่เป็นไร แต่จะต้องรู้จักเลือกว่าต้องการใช้ชีวิตแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นใคร รวยหรือจนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการนะ บางคนเลือกแล้วมีความสุขกับชีวิตในแบบที่ตนเองเลือก บางคนเลือกแล้วแต่ชีวิตกลับไม่มีความสุขก็มี การเลือกนี่สำคัญพอๆกับการทำให้มันเป็นจริง มันใช้พลังมากพอๆกันเลย ไม่ว่าจะเลือกให้ตัวเองทุกข์หรือเลือกให้ตัวเองสุข ว่างๆก็ลองตั้งคำถามกับตัวเองบ้าง ว่า ชีวิตมีความสุขไหม? มันไม่มีอะไรถูกหรือผิด เพราะมันเป็นชีวิตใครชีวิตมัน ความต้องการในชีวิตก็แตกต่างกันไป มันอาจดีสำหรับเราแต่ไม่ใช่สำหรับคนอื่น

บางทีมันอาจถึงเวลาที่ต้องบอกกับตัวเองว่า พอแล้ว หยุดได้แล้ว มันมีอะไรอีกเยอะแยะที่เราอยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ มันถึงเวลาทำอะไรที่อยากทำเสียที
บางทีเพียงต้องการใช้ชีวิตง่ายๆ ธรรมดาๆ มีชีวิตแบบพอเพียง ไม่ต้องร่ำรวยมากมาย พอมีพอกิน พอได้เดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ...กิน ท่องเที่ยว ถ่ายรูปเล่น แบบไม่มีห่วง แบบไม่เครียด มันอาจเป็นโลกใบใหม่ของเราก็ได้ อาจจะเจอช้าไปหน่อยแต่ก็ไม่ถึงกับสายจนเกินไป ถ้าตอบคำถามตัวเองได้ รู้ทันความรู้สึกจริงๆแล้วปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตเสียใหม่ มันมีอะไรดีดีรออยู่ข้างหน้าอีกมาก...ที่ทำให้เรามีความสุข...แค่ “เลือก”


คิดวันละอย่าง # 271

เกษียณสำราญใจ

อนุสนธิจากการไปฟังท่านนัน ท่านว่าเกษียณต้องเลิกทำงานประจำให้ได้ อยู่ไปภาวนาไปดีกว่าเยอะ จึงมาได้คิดว่าไม่ต้องกังวล ยิ่งเกษียณแล้วแพคเกจร่างยังดี ไปไหนมาไหนได้ ไม่เจ็บป่วยต้องนอนเตียงนี่ยิ่งดีมาก จัดการเรื่องละวางได้ยิ่งวิเศษ ที่เห็นๆบทความเกี่ยวกับเกษียณแล้วต้องมีเงินเท่านู้นเท่านี้บอกตรงเลยว่ามันเครียด มันละวางไม่ลงปลงไม่ได้ ยุ่งหนักกว่าเดิม ทำให้คนขี้เหนียวเห็นแก่ตัว หงุดหงิดยามแก่ก็เห็นมามาก ไม่สร้างสรรค์ลูกหลานประสาทจะกิน
อย่าคิดมาก ชีวิตเราผ่านมาขนาดนี้ ย่อมรู้ดีว่าแก่ เจ็บ ตายมันเรื่องสามัญประจำบ้าน คนเป็นข้าราชการยิ่งหายห่วงมีสวัสดิการ คนที่ไม่มี รัฐก็มีประกันสังคม จะเอาอะไรอีก คนอื่นยังเดือดร้อนต้องหาเงินมาเลี้ยงชีพจนตายก็ยังมี พวกเรานี่ถือว่าค่อนข้างสบายนะ แค่ต้องลดความทะยานอยากลง ทำตัวเป็นพลเมืองธรรมดาให้ได้ ถ้าไม่รวยล้นฟ้าอย่างคนอื่นน่ะ จะมาเก๋ไก๋ไฮโซแบบตอนมีรายได้คงไม่ไหว อะไรประหยัดได้ก็ทำไป ค่อยลดละเลิกไป ที่ดีที่สุดของวัยเกษียณ คือ มันเปิดโอกาสให้เราว่างพอที่จะเอาจริงกับชีวิตที่เหลือ ทางไหนก็ไม่ซุปเปอร์ไฮเวย์เท่าทางธรรม เริ่มสวดมนต์ นั่งสมาธิ หรือจะปฎิบัติอะไรก็ตามแต่จริตไป อันนี้มันท้าทายยิ่งกว่าการทำงานเสียอีก และมันทำให้เรามีอะไรดีดีทำในชีวิตที่ยังหายใจ แต่ไม่ต้องเคร่งมากจนน่ารำคาญ เที่ยวเล่นบ้าง ปฎิบัติบ้างไปก่อน สำคัญ คือ คนวัยนี้ต้องน่ารัก เข้าใจคนอื่นให้มาก อย่าทำให้คนรอบข้างอึดอัด แค่นี้ก็สำราญพอแล้วมั๊ย สวยๆสดชื่นๆไป อย่าโทรมจมอยู่อะไรเดิมๆ มันเป็นช่วง “ปล่อยตัว” ของคนจากภาระ ไม่ใช่ทำตัวเป็นภาระของตัวเอง !!!



วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2563

คิดวันละอย่าง # 270

คนเราไม่ต้องคิดอะไรเยอะ ดูแค่เวลาเรามีปัญหา ทุกข์ เจ็บป่วย เราจะเรียกใครมาหา ก็แค่นั้นแหละ คนเหล่านั้นเป็นคนใกล้ตัวที่เราต้องให้คุณค่าที่สุด ไม่ใช่คนอื่นที่เราต้องเกรงใจ ให้ผลประโยชน์ คนที่จะต้องได้ประโยชน์จากเราที่สุดคือคนใกล้ตัว และไม่ต้องคิดมากเพราะมันเป็นเรื่องของคนรักกัน  ช่วงเวลาสำคัญๆในชีวิตไม่ว่าสุขทุกข์ ใครที่อยู่กับเราเสมอ อันนี้มันยิ่งใหญ่มากในความรู้สึก จะไปเกรงใจงานหรืออะไรหรือให้เวลาคนอื่นมากกว่านี่ไม่ถูกต้อง คนเรามันเป็นคนจริงได้ก็อยู่ที่คนใกล้ตัว พวกนี้เป็นลมใต้ปีกที่ส่งให้เราบินได้อย่างอิสระ คือ เป็นสายลมแห่งความหวังดีเสมอ อาจแผ่วบ้างกระโชกโฮกฮากไปบ้างแต่ลมเหล่านี้ก็ส่งให้เราเต็มๆ คนอื่นที่เราเอาใจเกรงใจมันก็เพื่อประโยชน์บางอย่างที่ไม่ได้ช่วยกันด้วยใจเหมือนคนใกล้ตัว มันไม่ลึกซึ้งแบบร่วมหัวจมท้ายนะ แต่บางทีเราลืม มันชินจนลืม ลืมพูดกันดีดี ลืมเกรงใจ ลืมใส่ใจ ไม่ได้ให้คุณค่าไม่ให้ความสำคัญ ถ้ายังมีโอกาส..กลับมาหาคนใกล้ตัว ทำตัวให้มันน่ารัก ทำตัวให้คนใกล้ตัวรู้ว่า “สำคัญ” และคนที่รู้ว่าตัวเองเป็นคนวงในใกล้ตัวก็ทำตัวให้มันสาสมหน่อย ความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ได้มีมาง่ายๆ มันต้องใช้เวลาและใจถึงใจ ไม่ใช่แค่ตัวใกล้ชิดหรือคุยกันทุกวัน 


ที่สำคัญ...วันไหนไม่มีคนใกล้ตัวแล้วจะหนาวลำพัง !!  




วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2563

คิดวันละอย่าง # 269

อย่าปล่อยให้ใคร..ขโมยความสุข

คนที่ขโมยความสุขคนอื่น ก็เป็นคนดีดีนี่แหละ ไม่ได้เลวร้ายอะไร เราแค่ต้องระวังอย่าอินมากไป ก็มีที่สังเกตุได้ง่ายๆ เพื่อจะได้หลบทัน คือ 

  • อยู่ด้วยแล้วอึดอัด : อยู่กันนานไป ความสัมพันธ์ดันแย่ลง ยิ่งพูดจากัน ทำไมเราดันเป็นคนผิดทุกที คือ อาจมีวิธีพูด วิธีหัวเราะที่ฟังแล้วไม่ขำ มันมี hidden agenda บ่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องธรรมดาทั่วๆไป แต่เราเหมือนตัวเล็กลงทุกที 
  • อยู่ด้วยแล้วต้องถูกตลอด : คือผิดครั้งเดียวนี่ กลายเป็นผิดมหันต์ ที่ยาก คือ พวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนดี ไม่ใช่พวก mean girls เลยตัดไม่ได้ขายไม่ขาด ผดุงเกียรติยศศักดิ์ศรีจนไม่เหลือน้ำใจให้กัน 
  • อยู่ด้วยแล้วลามเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว : พูดง่ายๆ คือ ไม่เคารพสิทธิ์กัน ถามอะไรที่ล้วงลึก เจาะเกราะเกินไป หรือ บางทีไม่สนว่าใครจะลำบากเสียหายยังไง แต่จะเอาที่ตัวเองพอใจก็มี 
  • อยู่กันด้วยแล้วส่งเสริมให้แย่ลง : คนเรามันก็มีนิสัยไม่ดีกันทุกคน แต่จะมีบางพวกที่เห็นใครดีกว่าไม่ได้ คนกำลังจะดีจะงาม ต้องส่งเสริมนิสัยแย่ๆหรือพฤติกรรมแย่ๆให้มันหนักข้อไป เช่น ชอบดื่ม อยากจะเลิก เอ้า ซื้อมาบำรุงกันเลย กินให้มันสุดสุดไป 
  • อยู่ด้วย แต่มีเงื่อนไข : แบบนี้จะพบในตอนเราเป็นเด็ก กำลังท่องหนังสือ เอ้ย ไปเที่ยวกันดีกว่า ไม่ไปไม่รักกันจริง อันนี้มันเป็น term ของอีกคน ที่อีกคนไม่สามารถ พอโตขึ้น มันจะมีพวกกบฎที่ไม่ทำตาม หรือ ทำตามด้วยความเซ็ง ก็ไม่สุขอีก

ถ้าเราเป็นหนึ่งในนั้น..ต้องเลิกทันที ถ้าอยากให้ความสุขกันและกันจริงๆ หรือถ้าเราอยู่ใกล้ชิดกับหนึ่งในพวกนี้ ก็ห่างๆอย่างห่วงๆไป อย่าปล่อยให้ใครมาขโมยความสุข 





วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2563

การตายดีเป็นวิถีที่เลือกได้

ความตายไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คนมักหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงเพราะถือว่าเป็นเรื่องอัปมงคล ซึ่งมันก็แปลกอยู่เพราะทุกคนรู้ว่าตัวเองต้องตายในวันหนึ่ง แต่กลับไม่อยากพูดถึง ย้อนแย้งดีเหมือนกันนะคนเรา คือ การพูดถึงความตาย ไม่ได้ทำให้ตายเร็วขึ้น หรือการไม่พูดถึงความตายก็ไม่ได้ทำให้ตายช้าลง จะตายยังไงก็ตาย ตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้  ที่ดีคือการเตรียมตัวตายให้งามๆ ไม่ต้องเป็นภาระคนข้างหลัง คนไทยเรามีสิทธิ์การตายดีนะตาม ...สุขภาพแห่งชาติ 


“...การตายดีตามมาตรา 12 ของ ...สุขภาพแห่งชาติ .. 2550 ระบุว่าบุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้…” 


มันแปลว่าเราสามารถวางแผนดูแลตนเองไว้ล่วงหน้า เช่น ถ้าถึงระยะสุดท้ายแล้ว อย่ามารักษา อย่ามารุกราน อย่ามาปั๊มหัวใจ อย่าใส่ท่อนะ ประมาณนั้น  เป็นต้น หรือจะเอาให้เต็มที่ในการยื้อชีวิตก็ว่ากันไป แต่ยื้อได้ไม่ได้นี่มันตามบุญตามกรรมไปนะ หมอก็คงรับรองอะไรไม่ได้ พวกหมอเองยังอยากตายดีเลย ไปอ่านมามีการสำรวจพวกหมอเกี่ยวกับการวางแผนการตาย โดยมีสถานการณ์สมมติว่าถ้าเกิดเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย  หมอจะเอายังไง สรุปๆคือ

  • ไม่ต้องการ CPR 90%(ไม่ต้องการให้ปั๊มหัวใจ 90%)
  • ไม่ต้องการ เครื่องช่วยหายใจ 80%
  • ไม่ต้องการสายให้อาหาร 80 %
  • ไม่ต้องการ การฟอกไต 80%
  • ไม่ต้องการ การผ่าตัด 80%
  • ไม่ต้องการ invasive test 80% การตรวจอื่นๆที่ ต้องเจ็บตัว
  • ไม่ต้องการเลือด 80%
  • ไม่ต้องการสารน้ำ 60%
  • ไม่ต้องการยาปฏิชีวนะ 60%
  • ต้องการยาแก้ปวดเพื่อจากไปอย่างสงบ 80%

สรุปคือ อยากตายตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีสายอะไรมาโยงใยยุ่งยาก คาดว่าคงคิดประมาณยื้อไปก็ตายอยู่ดี อาจยืดเวลาได้แต่ก็ได้นิดหน่อย ไม่คุ้มเจ็บจากการรักษา ที่เจ็บปวดกว่าการเจ็บป่วยจากโรค 


การมีแค่ชีวิตอยู่ แต่ทำอะไรไม่ได้ ตัดสินใจไม่ได้ พูดอะไรไม่ออก จำตัวเองยังไม่ได้มันคงน่ากลัวกว่าความตายเยอะ เลือกได้ ก็ เลือกตายดีดีกันไป มีคนว่าไว้  “...สิ่งที่มนุษย์ผู้มีสติปัญญาจริงๆต้องการ เมื่อถึงเวลา คือ การเสียชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี สงบ และ ไม่เจ็บปวดเท่านั้นเอง...”