Toxic positivity : เรื่องอันตรายสำหรับวิทยากรที่เน้นการมีส่วนร่วม
วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
คิดวันละอย่าง # 280
รักแท้เป็นเรื่องง่ายๆ
รักเป็นเรื่องใจที่ใครๆก็ควรจะ “รักเป็น” เพราะมันแผ่กว้างไกลไปหลายรูปแบบที่เข้ามาในชีวิตคนเรา แต่รักแท้มันเป็นยังไง เชื่อว่าหลายคนในโลกนี้มีปัญหาเรื่องความรัก ไม่ว่าจะรูปแบบไหน เพราะมุมมองบิดเบี้ยวไปจากธรรมชาติของรัก
รักแท้มีทุกคำตอบแม้ไม่ได้ถาม : รักแท้ไม่ต้องการการยืนยัน เพราะมันมีคำตอบอยู่แล้ว ที่บ้านมีใครถามพ่อแม่ทุกวันว่ารักลูกไหม คือเรื่องแบบนี้มันไม่ต้องถาม เมื่อรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย วางใจสงบได้นี่ จะมาเสียเวลากับการต้องถามทำไม คำตอบใหญ่ๆมันอยู่ตรงหน้าแล้ว คือถ้ารักกันจริงมันจะไม่มีความสงสัย แต่ถ้ารักไม่จริงมันจะมีแต่คำถาม
รักแท้ไม่มีดราม่า : แค่เห็นกัน มองหน้าเงียบๆก็มีความสุข คือถ้าชีวิตต้องตามค่านิยมสังคมหรือสวยหรูดูดี มันจะมีความคาดหวัง ไอ้แบบนี้ไม่ว่าชีวิตคู่ หรืออยู่กันเป็นครอบครัว หรือในบรรดาเพื่อนฝูง ดราม่าจะเข้ามาเอี่ยวทันที เพราะต้องเติมให้กันตลอด ไม่เต็มสักที ต้องสละตัวตนเพื่อให้อีกคนหรือหลายคนพอใจ แบบนี้คือไม่รู้จักสร้างความสัมพันธ์ที่ดี อยู่กันสักชั่วโมงก็เหนื่อยจะแย่แล้ว รักแท้มันง่ายกว่านั้น ไม่ทำอะไรก็รู้สึกเต็มในใจ ไม่รู้สึกว่าขาดอะไร ไม่มีช่องว่าง แค่ได้ใช้เวลาด้วยกันก็ดีมากแล้ว
รักแท้ไม่แคร์ความต่าง หรือต้องเหมือน : และไม่คาดหวังให้มาเติม จะคาดหวังให้คนมาเติมอะไร ถ้าคนมันเต็มพอใจในตัวเอง ก็หนึ่งบวกเข้าไป จะบวกในการเป็นสามีภรรยา เป็นแฟน เป็นเพื่อน เป็นลูก เป็นพี่เป็นน้อง ก็มีมาเพิ่มให้มันเป็นสุขไป แต่ไม่ใช่มองหาสิ่งที่ตัวไม่มี ให้มาเติมอีกครึ่งของชีวิต แล้วถ้าคนนั้นมันไม่มีก็มีการบังคับให้มันมี ต้องปรับตัวให้ได้ อันนี้ไม่ใช่ความรักแท้ รักแท้ไม่เรียกร้องให้ใครต้องปรับตัวเข้าหา แต่ให้เกียรติความต่าง ให้พื้นที่กับคนในการใช้ชีวิตและเจริญตามที่ใจต้องการ เป็นกำลังใจสนับสนุนให้ทำในสิ่งที่ต้องการได้สำเร็จ ลูกไม่ต้องมาเติมอะไรให้พ่อแม่ แฟนก็ไม่ต้องมาเติมส่วนที่ขาด เอาตัวเองให้เต็มก่อนจะได้ไม่ต้องมายุ่งเรื่องต้องเหมือนหรือต้องต่าง
รักแท้ไม่ต้องเร่ง : รักแท้มีจังหวะเวลา ชิวๆไป ไม่ต้องรีบร้อน จะบอกรักจะชื่นชมก็ดูจังหวะมันให้ดี เร่งเหมือนกระหน่ำปุ๋ยบังคับออกดอกนั้นไม่ได้ มันจะสำลักตายไปก่อน ถ้าเจอจังหวะนรกหรือไม่มีจังหวะนี่โอละพ่อมาก รักแท้สื่อสารด้วยหัวใจ ให้มันเป็นไปอย่างอิสระและธรรมชาติ คนรักกัน คนในครอบครัว แม้แต่เพื่อนฝูงก็มีมาและจากไปเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความรักแท้นั้นจะไม่หายไปด้วยเวลา ยังไงก็อยู่ตลอด
สรุปๆคือ รักแท้เป็นเรื่องง่ายๆ แต่มันขึ้นกับตัวเอง ตัวต้นเหตุ ต้องกลับมามองตัวเองนั่นแหละว่าจะเรียนรู้พัฒนาในการรักตัวเอง เติมเต็มตัวเองได้ก่อนไหม แล้วค่อยก้าวเข้าไปดื่มด่ำความรักของชาวบ้าน แบบไม่คาดหวัง ไม่กะเกณฑ์ แล้วจะพบความสบาย สวยงาม อบอุ่น
วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564
คิดวันละอย่าง # 279
อาจเป็นเรื่องเล็กสำหรับใคร แต่แบบนี้ไม่ไหวจะเคลียร์
อยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะในวงเพื่อนหรือในวงงาน มันมีเรื่องต้องเคลียร์อยู่ไม่กี่เรื่องที่จะทำให้อยู่ดีมีสุขด้วยกัน
➡️การไม่เสมอต้นเสมอปลาย : คนแบบนี้ผิดหลักสมานัตตตาในสังคหวัตถุ 4 นะ เป็นเพื่อนก็จะจัดการได้ยาก เพราะปฏิบัติกับเพื่อนไม่เท่าเทียมกัน ร่วมทุกข์ยาก อยากแต่จะร่วมสุข เพื่อนจะเพลียมาก และยิ่งถ้าทำงานด้วยนี่ จะยากแสนเข็ญ ไม่รู้จะเอายังไงแน่ time line การจัดการเรื่องต่างๆไม่ชัดเจน พูด สัญญาอย่างไรก็ไม่ทำตามนั้น อันนี้มันทำให้ไม่เหลือความไว้วางใจ และจะพลอยมีวัฒนธรรมลื่นไหลโกหกเพื่อเอาตัวรอดตามมา
➡️การอยู่แต่ใน Comfort Zone : กลัว ไม่กล้า ซ่อนสบายใจในกะลาตัวเอง แบบนี้มันจะสร้างสรรค์อะไรได้ ไร้การพัฒนาเรียนรู้ใดใดเลยนะ ยิ่งถ้าเป็นพวกหวังได้แต่ไม่คิดไม่ทำ มันจะเหมือนอยากถูกหวยแต่ไม่ยอมซื้อหวยประมาณนั้น ถ้าอยู่ในองค์กรมันจะเป็นบรรยากาศที่คนจะสนใจแต่งานตัวเอง ต่างคนต่างทำ ไม่ปรึกษาหรือแลกเปลี่ยนไอเดียกัน ไม่มีภาพของการแบ่งปันความคิด การทำงานไม่สนุกไม่มีความสุข คนก็แค่มาทำหน้าที่ให้จบไปวันๆ องค์กรจะไม่มีการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์เพราะคนไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่
➡️การไม่ซื่อ : อันนี้บาปหนัก ถ้าเพื่อนกันโกงกันหน้าด้านๆ แบบนี้ไม่ไหวนะ อันนี้ถือว่าร้ายแรงบ่อนทำลายองค์กรที่สุด ไม่จัดการทันทีจะกลายเป็นวัฒนธรรมที่เลวร้าย คนที่ทุจริตคิดไม่ซื่อจะเหมาเอาเองว่าการกระทำทุจริตไม่ใช่อาชญากรรม และลามปามไปถึงมุมมองที่คนในองค์กรจะเห็นพฤติกรรมทุจริตว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ผิด จะทำให้คนสามารถกระทำการทุจริตในงานได้อย่างหน้าตาเฉย เป็นการส่งเสริมให้คนกระทำการทุจริตโดยปราศจากความรู้สึก สำนึก และตระหนักว่าการกระทำนั้นผิดจริยธรรมหรือกฎหมาย แบบนี้มีแต่เสื่อมลงทุกวัน ไม่มีวันเจริญ
วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564
คิดวันละอย่าง # 278
ชีวิต จะอยู่สบาย..ไม่ควรฝืน เพราะยิ่งฝืน คนที่จะบ้าก่อน คือ ตัวเอง ลองดูนะ มีอาการแบบนี้มั่งไหม
- เพลีย ไม่มีแรง บางทีแน่นท้อง ท้องผูก ปากคอแห้ง อันนี้อาการทางกาย
- สมาธิแย่ลง เหม่อลอย ไปไหนมาสามวาสองศอก ผิดๆถูกๆ หลงลืมง่าย
- ลังเล ตัดสินใจไม่ค่อยได้ ต้องถาม ไม่มั่นใจ คับข้อง ทรมานใจแปลกๆ
- เบื่อหน่าย เก็บตัว เคยทำอะไรแฮบปี้ ตอนนี้ไม่อยากจะทำ ไร้อารมณ์ร่วมใดใด
วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2564
คิดวันละอย่าง # 277
โดนด่าเป็นธรรมดาของคนบนโลก
วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563
คิดวันละอย่าง # 276
คนร้ายคนรุนแรงเพราะอะไร
บางทีก็มีให้คิดนะว่าทำไมคนต้องร้ายหรือบางทีรุนแรง อันนี้รวมทั้งตัวเองด้วย มีร้ายบ้างพอให้ชีวิตมีรสชาติ ว่ากันว่าที่คนสามารถด่ากันหรือสามารถทำร้ายกันได้นั้นมันเรื่องยาวมากกว่าเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่นการอยู่ในสถานะการณ์สุ่มเสี่ยงซอยเปลี่ยวกลางคืน เราเห็นผู้ชายตัวใหญ่ถือแท่งอะไรในมือตรงมาหาเรา เรามีไม้อยู่ในมือ เราฟาดมันไปก่อนเลย ทำไมเราฟาดไปได้ มันเป็นเพราะเรากลัวไง สมองที่ขี้กลัวของเรา อะมิกดาลา Amygdala เลยสั่งการ โดยไม่มีการใช้สมองส่วนหน้าที่เป็นเหตุเป็นผล คือถ้าเป็นผู้หญิงเดินเข้ามา อาจยังไม่ทันฟาดก็จะมองๆก่อน คือมันเป็นอคติด้วยอ่ะนะ ผู้ชายตัวโตหน้าตาดุ เราเลยไม่ไว้ใจ กลัวก็ฟาดไป อ้าว ปรากฎว่าผู้ชายคนนั้นถือม้วนกระดาษเขียนแบบ โอละพ่อเลย แต่มันไม่ทันแล้ว
อันนี้ยังมองเลยเถิดไปอีกชั่วโมงก่อนหน้าได้อีกว่าเราเครียดอยู่ จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ไอ่อะมิกดาลานี่ก็ไวมาก ส่งความรู้สึกกลัวขยายอยู่แล้ว จึงเกิดการฟาดไปก่อนแบบสมองส่วนหน้าวิเคราะห์ไม่ทัน แล้วถ้ามองเลยไปถึงตอนเด็กๆ ถ้าเกิดพ่อแม่เลี้ยงไม่ดีเราเจอแต่เรื่องทุกข์เศร้า สะเทือนใจ ไอ่อะมิกดาลาก็จะไปบอกให้เจ้า Hippocampus บันทึกความรู้สึกแบบนี้ไว้เป็นความทรงจำระยะยาว เป็นจำฝังใจไปซะงั้น ชีวิตบัดซบมีอาการกลัวเรื่อยมา แหม แบบนี้สมองส่วนหน้าแทบไม่ได้ทำงานเลย ใช้แต่อารมณ์ ความรู้สึก มีปฏิกิริยาโต้ตอบรุนแรงไปได้ ยัง...ยังมีอีกตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ถ้าแม่ไม่แฮบปี้ ถ้าแม่เครียดมันจะส่งผลไปที่ตัวอ่อนในท้อง ทั้งๆที่ยังไม่รู้เรื่องแต่ก็รับเอาความกังวลความกลัวไปด้วยแล้ว หนักไปกว่านั้น คือ เรื่อง DNA บรรพบุรุษ ถ้าใครมีบรรพบุรุษที่เป็นนักรบ ทำสงครามมานี่ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะมันจะมีสัญชาติญาณที่เป็น “นักฆ่า” หรือที่เรียกว่าเป็นยีนส์อาชญากรเข้ามาร่วมด้วย คราวนี้มันฝังเลย มาแต่ชาติปางก่อน
คือการที่คนด่าหรือทำร้ายกันรุนแรงนั้น มันมีเหตุปัจจัยมหากาพย์มาก แต่จะให้ดีต้องไม่ลืมว่าเรายังมีสมองส่วนหน้า เป็นส่วนที่มีเหตุผล เป็นส่วนที่เอาไว้คิด วิเคราะห์ วางแผน ถ้าจับหน้าผากรู้สึกอุ่น ๆ แปลว่า มันกำลังทำงานอยู่ จริงๆแล้วมันต้องพัฒนาตั้งแต่เกิดมันเกี่ยวกับที่เค้าเรียกกันว่า EF หรือ Executive Function และสมองส่วนหน้าสามารถพัฒนาเต็มวัยเมื่ออายุ 25 ปี คือถ้าแก่กว่านั้นมันลำบากแล้วนะ แต่ก็ยังพอมีทาง คือ หมั่นเจริญสติไป นั่งสมาธิก็ได้ จะช่วยให้เรารู้ตัวทุกขณะว่าทำอะไรอยู่ ก่อนที่อารมณ์จะสั่งการ สมองส่วนหน้านี้จะเริ่มคิดแบบมีเหตุมีผลได้ทัน เราก็จะไม่วู่วามแล้วเสียใจทีหลัง
วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563
คิดวันละอย่าง # 275
อยู่แบบให้ “รู้สึก”
จังหวะช่าช่าช่า บางทีมันเร็วไป...เดินช้าลง กินช้าลง จิบเครื่องดื่มไม่ต้องซดโฮก เรียกว่าดื่มด่ำเป็น รู้สึกกับการเคลื่อนไหวของใจและกาย เนิบๆกับสิ่งง่ายๆที่ตาและใจได้สัมผัส ทุกช่วงขณะมันจะวิเศษเลย เช่น
- แค่หลับตา หายใจลึกๆยาวๆทุกครั้งที่ระลึกได้ มันจะช้าลง มันจะว่างๆดีนะ ไร้สิ่งกระตุ้น เราก็อิสระจริงได้ ผ่อนคลายตัวเอง อยากสบายก็สบาย ไม่ต้องเคร่งกัดกรามนั่งตรงตลอดเวลาก็ได้ มันเกร็งจนอาจพลาดความรู้สึกที่ควรรู้สึก
- เอาตัวออกมาจากสิ่งแวดล้อมปกติ ค่อยๆลดเลี้ยวไปหาที่ใหม่ๆจรรโลงใจบ้างก็จะดี จะได้มีความรู้สึกใหม่ๆไม่ยึดติดกับความรู้สึกเดิม ความคิดเดิม หาอะไรเป็นธรรมชาติๆมาเพิ่มพลังจิต เยียวยาความปลดไม่ลงปลงไม่ได้ นั่งเงียบๆดูใบไม้ร่วงก็เหมือนได้คิดว่า ความตายมันใกล้ชิดนัก เราสักวันก็ร่วงเหมือนกัน ไปเร็วนักมันมองไม่เห็นนะ
- เวลาใครด่า ก็รู้สึกให้ช้าหน่อย หรือถ้าวืดแล้วต้องรีบลง ขำขำไป ใครชมก็ไม่ต้องพองทันที รู้สึกช้าๆไป มันจะกลายเป็นเฉยๆ ซึ่งดีนะ เหมือนค่อยๆวางไข่ลงมันไม่แตก ปล่อยอารมณ์แรงๆไปมันจะแตกเหมือนไข่ตกพื้น ไม่เวิค ช้าๆแต่ชัวร์
- ค่อยๆดับแสงตัวเอง ไม่ต้องว่องไวให้มันเจิดจ้าแยงตาคนอื่น เป็นดาวตลอดเวลามันใช้พลังแรงเยอะ ค่อยๆกระพริบตามสถานะการณ์ไปแบบมีกาละเทศะ รีบพูดแย่งพูดมันเหนื่อย
ประมาณนี้ ชีวิตก็คงรู้สึกอะไรที่ไม่เคยรู้สึกได้เหมือนกัน นี่ก็ฝึกอยู่เพราะเคยเป็นคนเร็วแรงแซงโค้ง ตอนนี้แก่...เร็วไม่ไหว ช้าๆไปอยู่กับความ “รู้สึก” โลกมันก็มีอะไรให้เรามากขึ้นกว่าเดิม...มาก






