วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

 Toxic positivity : เรื่องอันตรายสำหรับวิทยากรที่เน้นการมีส่วนร่วม

การเป็นวิทยากรที่เน้นการมีส่วนร่วม ต้องระลึกไว้ว่าคุณไม่ใช่แม่พระพ่อพระมาโปรด สิ่งที่สำคัญ คือ การรู้แจ้งเห็นจริงในปัญหาและแนวทางการแก้ไขของผู้เข้าร่วม ดังนั้นวิถีการคิดบวกโลดจึงไม่ใช่ทาง เพราะมันขัดขวาง “ความจริงที่เกิดขึ้น” มันทำให้ความจริงลดความสำคัญลงไปฮวบฮาบ ไม่เกิดการเรียนรู้จริง จะมา “just think positive” นี่มันไม่ใช่ละ คนที่มาอยู่กับเรานี่ล้วนมีปัญหา ต้องต่อสู้กับอุปสรรคหลายอย่าง มีความคับข้อง เจ็บปวด เขาต้องการความช่วยเหลือ ไม่ใช่ปลอบใจปลอมๆ สบายใจชั่วครู่ กลับไปก็แก้ปัญหาไม่ได้เหมือนเดิม มันอาจเป็นความตั้งใจที่ดี แต่มันออกแนว naive ไปนะสำหรับท่านวิทยากร
ประสบการณ์และชีวิตรันทดที่เจอของคนแตกต่างกันมาก เราไม่สามารถใช้การเปรียบเทียบ ประมาณว่า...คุณอยู่ในสถานะการณ์ที่ดีกว่าคนนู้นมาก หรือ เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว มองบวกเข้าไว้ เอา scale อะไรมาวัดว่าแบบนี้ดี หรือ แย่กว่ากัน มันไม่ได้ช่วย มันกลายเป็น anti-negativity ซึ่งมันไม่ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเอง และจะยิ่งเป็น terrible feeling เพราะมันฝืนธรรมชาติที่รู้สึกตามจริง it doesn’t fit the vibe !! ยิ่งถ้าเรารู้สึกไม่ดีไปด้วย แล้วดัน fake positive vibes ก็เท่ากับปฎิเสธความจริง ซึ่งก็จบลงที่การไม่ได้แก้ปัญหา จริงอยู่ไอ่ความรู้สึกลบๆมันก็ไม่ค่อยดี แต่ที่ดีในการรู้สึก คือ เรารู้ว่ามีเรื่อง มีปัญหาต้องแก้ ไม่ใช่แค่แฮบปี้ๆแล้วทำอะไรไม่ได้ เป็นวิทยากรต้องแม่นๆความรู้สึกหน่อยนะ เพราะในการเน้นการมีส่วนร่วมเราต้องการความรู้สึกจริง ต้องการอารมณ์จริงของผู้เข้าร่วม จะมาให้แค่ “staying positive” หรือ “everything happens for a reason” นั้นมันไม่สมศักดิ์ศรี
คนไม่ได้ต้องการหวานหู cliche แต่อย่างใด คนต้องการจะรู้ว่าเรายอมรับ ประมาณ it is okay to feel และไอ่ true feelings นี่แหละ มันนำไปสู่ actions !! วิทยากรที่เน้นการมีส่วนร่วมจะไม่ phony-baloney toxic positivity จะไม่ fake happiness หรือ always cheerful เราไม่ต้องเป็น cheer leader ทุกสถานะการณ์ก็ได้


วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

คิดวันละอย่าง # 280

รักแท้เป็นเรื่องง่ายๆ

รักเป็นเรื่องใจที่ใครๆก็ควรจะ “รักเป็น” เพราะมันแผ่กว้างไกลไปหลายรูปแบบที่เข้ามาในชีวิตคนเรา แต่รักแท้มันเป็นยังไง เชื่อว่าหลายคนในโลกนี้มีปัญหาเรื่องความรัก ไม่ว่าจะรูปแบบไหน เพราะมุมมองบิดเบี้ยวไปจากธรรมชาติของรัก 

รักแท้มีทุกคำตอบแม้ไม่ได้ถาม : รักแท้ไม่ต้องการการยืนยัน เพราะมันมีคำตอบอยู่แล้ว ที่บ้านมีใครถามพ่อแม่ทุกวันว่ารักลูกไหม คือเรื่องแบบนี้มันไม่ต้องถาม เมื่อรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย วางใจสงบได้นี่ จะมาเสียเวลากับการต้องถามทำไม คำตอบใหญ่ๆมันอยู่ตรงหน้าแล้ว คือถ้ารักกันจริงมันจะไม่มีความสงสัย แต่ถ้ารักไม่จริงมันจะมีแต่คำถาม 

รักแท้ไม่มีดราม่า : แค่เห็นกัน มองหน้าเงียบๆก็มีความสุข คือถ้าชีวิตต้องตามค่านิยมสังคมหรือสวยหรูดูดี มันจะมีความคาดหวัง ไอ้แบบนี้ไม่ว่าชีวิตคู่ หรืออยู่กันเป็นครอบครัว หรือในบรรดาเพื่อนฝูง ดราม่าจะเข้ามาเอี่ยวทันที เพราะต้องเติมให้กันตลอด ไม่เต็มสักที ต้องสละตัวตนเพื่อให้อีกคนหรือหลายคนพอใจ แบบนี้คือไม่รู้จักสร้างความสัมพันธ์ที่ดี อยู่กันสักชั่วโมงก็เหนื่อยจะแย่แล้ว รักแท้มันง่ายกว่านั้น ไม่ทำอะไรก็รู้สึกเต็มในใจ ไม่รู้สึกว่าขาดอะไร ไม่มีช่องว่าง แค่ได้ใช้เวลาด้วยกันก็ดีมากแล้ว 

รักแท้ไม่แคร์ความต่าง หรือต้องเหมือน : และไม่คาดหวังให้มาเติม จะคาดหวังให้คนมาเติมอะไร ถ้าคนมันเต็มพอใจในตัวเอง ก็หนึ่งบวกเข้าไป จะบวกในการเป็นสามีภรรยา เป็นแฟน เป็นเพื่อน เป็นลูก เป็นพี่เป็นน้อง ก็มีมาเพิ่มให้มันเป็นสุขไป แต่ไม่ใช่มองหาสิ่งที่ตัวไม่มี ให้มาเติมอีกครึ่งของชีวิต แล้วถ้าคนนั้นมันไม่มีก็มีการบังคับให้มันมี ต้องปรับตัวให้ได้ อันนี้ไม่ใช่ความรักแท้ รักแท้ไม่เรียกร้องให้ใครต้องปรับตัวเข้าหา แต่ให้เกียรติความต่าง ให้พื้นที่กับคนในการใช้ชีวิตและเจริญตามที่ใจต้องการ เป็นกำลังใจสนับสนุนให้ทำในสิ่งที่ต้องการได้สำเร็จ ลูกไม่ต้องมาเติมอะไรให้พ่อแม่ แฟนก็ไม่ต้องมาเติมส่วนที่ขาด เอาตัวเองให้เต็มก่อนจะได้ไม่ต้องมายุ่งเรื่องต้องเหมือนหรือต้องต่าง

รักแท้ไม่ต้องเร่ง : รักแท้มีจังหวะเวลา ชิวๆไป ไม่ต้องรีบร้อน จะบอกรักจะชื่นชมก็ดูจังหวะมันให้ดี เร่งเหมือนกระหน่ำปุ๋ยบังคับออกดอกนั้นไม่ได้ มันจะสำลักตายไปก่อน ถ้าเจอจังหวะนรกหรือไม่มีจังหวะนี่โอละพ่อมาก รักแท้สื่อสารด้วยหัวใจ ให้มันเป็นไปอย่างอิสระและธรรมชาติ คนรักกัน คนในครอบครัว แม้แต่เพื่อนฝูงก็มีมาและจากไปเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความรักแท้นั้นจะไม่หายไปด้วยเวลา ยังไงก็อยู่ตลอด 


สรุปๆคือ รักแท้เป็นเรื่องง่ายๆ แต่มันขึ้นกับตัวเอง ตัวต้นเหตุ ต้องกลับมามองตัวเองนั่นแหละว่าจะเรียนรู้พัฒนาในการรักตัวเอง เติมเต็มตัวเองได้ก่อนไหม แล้วค่อยก้าวเข้าไปดื่มด่ำความรักของชาวบ้าน  แบบไม่คาดหวัง ไม่กะเกณฑ์ แล้วจะพบความสบาย สวยงาม อบอุ่น 




วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2564

คิดวันละอย่าง # 279

 อาจเป็นเรื่องเล็กสำหรับใคร แต่แบบนี้ไม่ไหวจะเคลียร์ 

อยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะในวงเพื่อนหรือในวงงาน มันมีเรื่องต้องเคลียร์อยู่ไม่กี่เรื่องที่จะทำให้อยู่ดีมีสุขด้วยกัน 

➡️การไม่เสมอต้นเสมอปลาย : คนแบบนี้ผิดหลักสมานัตตตาในสังคหวัตถุ 4 นะ เป็นเพื่อนก็จะจัดการได้ยาก เพราะปฏิบัติกับเพื่อนไม่เท่าเทียมกัน ร่วมทุกข์ยาก อยากแต่จะร่วมสุข เพื่อนจะเพลียมาก และยิ่งถ้าทำงานด้วยนี่ จะยากแสนเข็ญ ไม่รู้จะเอายังไงแน่ time line การจัดการเรื่องต่างๆไม่ชัดเจน พูด สัญญาอย่างไรก็ไม่ทำตามนั้น อันนี้มันทำให้ไม่เหลือความไว้วางใจ และจะพลอยมีวัฒนธรรมลื่นไหลโกหกเพื่อเอาตัวรอดตามมา 

➡️การอยู่แต่ใน Comfort Zone : กลัว ไม่กล้า ซ่อนสบายใจในกะลาตัวเอง แบบนี้มันจะสร้างสรรค์อะไรได้ ไร้การพัฒนาเรียนรู้ใดใดเลยนะ ยิ่งถ้าเป็นพวกหวังได้แต่ไม่คิดไม่ทำ มันจะเหมือนอยากถูกหวยแต่ไม่ยอมซื้อหวยประมาณนั้น ถ้าอยู่ในองค์กรมันจะเป็นบรรยากาศที่คนจะสนใจแต่งานตัวเอง ต่างคนต่างทำ ไม่ปรึกษาหรือแลกเปลี่ยนไอเดียกัน ไม่มีภาพของการแบ่งปันความคิด การทำงานไม่สนุกไม่มีความสุข คนก็แค่มาทำหน้าที่ให้จบไปวันๆ องค์กรจะไม่มีการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์เพราะคนไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ 

➡️การไม่ซื่อ : อันนี้บาปหนัก ถ้าเพื่อนกันโกงกันหน้าด้านๆ แบบนี้ไม่ไหวนะ อันนี้ถือว่าร้ายแรงบ่อนทำลายองค์กรที่สุด ไม่จัดการทันทีจะกลายเป็นวัฒนธรรมที่เลวร้าย คนที่ทุจริตคิดไม่ซื่อจะเหมาเอาเองว่าการกระทำทุจริตไม่ใช่อาชญากรรม และลามปามไปถึงมุมมองที่คนในองค์กรจะเห็นพฤติกรรมทุจริตว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ผิด จะทำให้คนสามารถกระทำการทุจริตในงานได้อย่างหน้าตาเฉย เป็นการส่งเสริมให้คนกระทำการทุจริตโดยปราศจากความรู้สึก สำนึก และตระหนักว่าการกระทำนั้นผิดจริยธรรมหรือกฎหมาย แบบนี้มีแต่เสื่อมลงทุกวัน ไม่มีวันเจริญ 



วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564

คิดวันละอย่าง # 278

เวลาไม่ใช่สิ่งที่รับรองความสัมพันธ์ว่าต้อง “ฟิตเฟิม” ยิ่งอยู่กันนานยิ่งเข้าใจนั้น บางทีไม่จริง คนมันเปลี่ยนน่ะ ทั้งร่างกายจิตใจ ส่งถึงความคิดอ่าน หลักการอะไรก็มีเพี้ยน เข้ากันได้มั่งไม่ได้มั่ง
ดังนั้น อะไรที่ไม่เข้ากัน ก็ไม่ควรผลัก ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิต เพราะสุดท้ายยังไงๆก็ไม่สามารถลงล็อคพอดีได้ ฝืนไปไม่ใครก็ใครต้องเชือนเนื้อเถือหนัง และคนที่ยอมนั้น จะยอมไปได้ตลอดหรือ แล้วไอ่คนที่ไม่ยอมก็ได้ใจเชือนเอาๆก็ได้หรือ มันไม่สมดุล มัน “ฟิตเฟิม” ไม่ได้

ชีวิต จะอยู่สบาย..ไม่ควรฝืน เพราะยิ่งฝืน คนที่จะบ้าก่อน คือ ตัวเอง ลองดูนะ มีอาการแบบนี้มั่งไหม

- เพลีย ไม่มีแรง บางทีแน่นท้อง ท้องผูก ปากคอแห้ง อันนี้อาการทางกาย

- สมาธิแย่ลง เหม่อลอย ไปไหนมาสามวาสองศอก ผิดๆถูกๆ หลงลืมง่าย

- ลังเล ตัดสินใจไม่ค่อยได้ ต้องถาม ไม่มั่นใจ คับข้อง ทรมานใจแปลกๆ

- เบื่อหน่าย เก็บตัว เคยทำอะไรแฮบปี้ ตอนนี้ไม่อยากจะทำ ไร้อารมณ์ร่วมใดใด

ถ้าถูกทุกข้อนี่ ตัวใครตัวมันนะ

คาถาเดียว คือ อย่าฝืน !!!

ชอบก็ว่าชอบ ไม่ชอบก็บอก
ธรรมชาติๆไป ใครรับได้ไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องเรา
มีชีวิตแขวนที่ความคาดหวังคนอื่น มีแต่เหนื่อย
ศีลไม่เสมอกัน ก็ตามมารยาทไป ไม่ต้องเยอะ
ความสุขเรา คนอื่นไม่เกี่ยว
มีชีวิตมาได้ขนาดนี้ถือเป็นบุญ
ทำอะไรไม่ได้ก็ สวดมนต์แผ่เมตตา จบข่าว



📍


วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2564

คิดวันละอย่าง # 277


โดนด่าเป็นธรรมดาของคนบนโลก

จงสบายๆไปนะ 😊
1 พวกนี้อาจเป็นเจ้ากรรมนายเวรเรามาแต่ชาติปางก่อน แผ่เมตตาไปรัวๆ เราอาจเคยว่าร้าย ทำไม่ดีมาก่อน ให้อภัยไป
2 ขำขำไปบ้างก็ดี ยิ่งถูกบิดเบือนใส่ร้ายเรื่องไม่จริงก็ยิ่งแปลว่าพวกนี้หมดหนทางไป นิ่งไป ใส่อารมณ์ขันจะทำให้สงบสุขได้ พึงขำชนะความโกรธ
3 มันแค่ “เป็นไปแบบนั้น” เกิดได้ก็จบได้ ใครมันจะมานั่งด่าเราตลอดชีวิต ถูกหมาเยี่ยวรดบ้าง ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่มีเหตุให้จิตตกขนาดนั้น
4 คนโดนด่า คือ คนที่มีจุดยืนชัดเจน จะมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ คนที่ไม่โดนด่าคือคนกลางๆลอยๆไม่มีข้อขัดแย้งกับใคร อยู่โซนปลอดภัย ไร้จุดยืน จงสบายใจที่โดนด่าเพราะเราหลักการชัด
5 ความดีย่อมเป็นเกราะคุ้มภัย ถ้าเราดีจริง ต่อให้ขุดโคตรขึ้นมาด่า ก็จงอย่าสะเทือน อย่าทุกข์ใจ ยิ่งด่าเท่าไหร่ แปลว่าสิ่งที่ทำนั้นมันถูกต้องแล้วตามทำนองคลองธรรม จงภูมิใจที่เป็นคนดีที่เข้าใจโลก
6 การปกป้องตัวเอง นิ่งเฉย ไม่ใช่การโต้ตอบ แต่เป็นการเลี่ยงการปะทะแบบมีสติปัญญา ถ้าคันมากทนไม่ไหวอยากโต้ตอบ ก็เอาความจริงเข้าสู้เท่านั้น ไม่มีอะไรเหนือความจริงไปได้
7 ใจไม่เข้มพอ อย่าฟัง อย่าอ่าน อย่ารับรู้ มันจะโอละพ่อ มิจฉาทิฐิจะพุ่งสวนแซงอะไรทั้งปวง จนกว่าจิตแกร่งแล้ว มีภูมิคุ้มใจแรงพอ ก็รับรู้ไปตามนั้นได้แบบเท่าทัน ไม่ปรุงเพิ่ม รับรู้แบบสบายใจ
8 ยามโดนด่า เพื่อนสำคัญมาก จะรู้ว่ารักกันจริงก็ตอนนี้ มันดีต่อใจที่มีคนเคียงข้างยามทัวร์ลง แต่ถึงยังไงก็อย่าคาดหวังมาก ทุกคนก็มีวาระต่างกันไป เรื่องของเรามันอาจจะไม่ใช่เรื่องของเขา ถึงแม้ทุกทีที่เขามีเรื่อง เราโดดใส่ให้ก็ตาม ถึงแม้มีเพื่อนจะดีแต่สุดท้าย คือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ใจเป็นที่พึ่งแห่งใจตน
9 สำคัญที่สุด คือ ที่โดนด่านี่ เราอยู่ในความเป็นธรรม ไม่ได้ชั่วใช่ไหม อย่าหลง อย่ามั่นใจไร้สติเกิน เราไม่ได้เอาตัวเองเป็นที่ตั้งใช่ไหม ทบทวนบ่อยๆ เราจะไม่หลงทางและยืนท่ามกลางการด่าแบบสง่างาม
นี่ก็คล้ายกับปฎิบัติธรรมอยู่หน่อยๆนะ โดนด่ายังไงก็อย่าให้ใจมันทุกข์ร้อน รักษาใจให้เข้มแข็งได้ ก็จะสบายขึ้นมาก

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563

คิดวันละอย่าง # 276

คนร้ายคนรุนแรงเพราะอะไร

บางทีก็มีให้คิดนะว่าทำไมคนต้องร้ายหรือบางทีรุนแรง อันนี้รวมทั้งตัวเองด้วย มีร้ายบ้างพอให้ชีวิตมีรสชาติ ว่ากันว่าที่คนสามารถด่ากันหรือสามารถทำร้ายกันได้นั้นมันเรื่องยาวมากกว่าเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่นการอยู่ในสถานะการณ์สุ่มเสี่ยงซอยเปลี่ยวกลางคืน เราเห็นผู้ชายตัวใหญ่ถือแท่งอะไรในมือตรงมาหาเรา เรามีไม้อยู่ในมือ เราฟาดมันไปก่อนเลย ทำไมเราฟาดไปได้ มันเป็นเพราะเรากลัวไง สมองที่ขี้กลัวของเรา อะมิกดาลา Amygdala เลยสั่งการ โดยไม่มีการใช้สมองส่วนหน้าที่เป็นเหตุเป็นผล คือถ้าเป็นผู้หญิงเดินเข้ามา อาจยังไม่ทันฟาดก็จะมองๆก่อน คือมันเป็นอคติด้วยอ่ะนะ ผู้ชายตัวโตหน้าตาดุ เราเลยไม่ไว้ใจ กลัวก็ฟาดไป อ้าว ปรากฎว่าผู้ชายคนนั้นถือม้วนกระดาษเขียนแบบ โอละพ่อเลย แต่มันไม่ทันแล้ว 


อันนี้ยังมองเลยเถิดไปอีกชั่วโมงก่อนหน้าได้อีกว่าเราเครียดอยู่ จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ไอ่อะมิกดาลานี่ก็ไวมาก ส่งความรู้สึกกลัวขยายอยู่แล้ว จึงเกิดการฟาดไปก่อนแบบสมองส่วนหน้าวิเคราะห์ไม่ทัน แล้วถ้ามองเลยไปถึงตอนเด็กๆ ถ้าเกิดพ่อแม่เลี้ยงไม่ดีเราเจอแต่เรื่องทุกข์เศร้า สะเทือนใจ  ไอ่อะมิกดาลาก็จะไปบอกให้เจ้า Hippocampus บันทึกความรู้สึกแบบนี้ไว้เป็นความทรงจำระยะยาว เป็นจำฝังใจไปซะงั้น ชีวิตบัดซบมีอาการกลัวเรื่อยมา แหม แบบนี้สมองส่วนหน้าแทบไม่ได้ทำงานเลย ใช้แต่อารมณ์ ความรู้สึก มีปฏิกิริยาโต้ตอบรุนแรงไปได้ ยัง...ยังมีอีกตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ถ้าแม่ไม่แฮบปี้ ถ้าแม่เครียดมันจะส่งผลไปที่ตัวอ่อนในท้อง ทั้งๆที่ยังไม่รู้เรื่องแต่ก็รับเอาความกังวลความกลัวไปด้วยแล้ว หนักไปกว่านั้น คือ เรื่อง DNA บรรพบุรุษ ถ้าใครมีบรรพบุรุษที่เป็นนักรบ ทำสงครามมานี่ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะมันจะมีสัญชาติญาณที่เป็น “นักฆ่า” หรือที่เรียกว่าเป็นยีนส์อาชญากรเข้ามาร่วมด้วย คราวนี้มันฝังเลย มาแต่ชาติปางก่อน 


คือการที่คนด่าหรือทำร้ายกันรุนแรงนั้น มันมีเหตุปัจจัยมหากาพย์มาก แต่จะให้ดีต้องไม่ลืมว่าเรายังมีสมองส่วนหน้า เป็นส่วนที่มีเหตุผล เป็นส่วนที่เอาไว้คิด วิเคราะห์ วางแผน ถ้าจับหน้าผากรู้สึกอุ่น ๆ แปลว่า มันกำลังทำงานอยู่ จริงๆแล้วมันต้องพัฒนาตั้งแต่เกิดมันเกี่ยวกับที่เค้าเรียกกันว่า EF หรือ Executive Function และสมองส่วนหน้าสามารถพัฒนาเต็มวัยเมื่ออายุ 25 ปี คือถ้าแก่กว่านั้นมันลำบากแล้วนะ แต่ก็ยังพอมีทาง คือ หมั่นเจริญสติไป นั่งสมาธิก็ได้ จะช่วยให้เรารู้ตัวทุกขณะว่าทำอะไรอยู่ ก่อนที่อารมณ์จะสั่งการ สมองส่วนหน้านี้จะเริ่มคิดแบบมีเหตุมีผลได้ทัน เราก็จะไม่วู่วามแล้วเสียใจทีหลัง 




วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

คิดวันละอย่าง # 275

 อยู่แบบให้ “รู้สึก” 

จังหวะช่าช่าช่า บางทีมันเร็วไป...เดินช้าลง กินช้าลง จิบเครื่องดื่มไม่ต้องซดโฮก เรียกว่าดื่มด่ำเป็น รู้สึกกับการเคลื่อนไหวของใจและกาย เนิบๆกับสิ่งง่ายๆที่ตาและใจได้สัมผัส ทุกช่วงขณะมันจะวิเศษเลย เช่น

  • แค่หลับตา หายใจลึกๆยาวๆทุกครั้งที่ระลึกได้ มันจะช้าลง มันจะว่างๆดีนะ ไร้สิ่งกระตุ้น เราก็อิสระจริงได้ ผ่อนคลายตัวเอง อยากสบายก็สบาย ไม่ต้องเคร่งกัดกรามนั่งตรงตลอดเวลาก็ได้ มันเกร็งจนอาจพลาดความรู้สึกที่ควรรู้สึก 
  • เอาตัวออกมาจากสิ่งแวดล้อมปกติ ค่อยๆลดเลี้ยวไปหาที่ใหม่ๆจรรโลงใจบ้างก็จะดี จะได้มีความรู้สึกใหม่ๆไม่ยึดติดกับความรู้สึกเดิม ความคิดเดิม หาอะไรเป็นธรรมชาติๆมาเพิ่มพลังจิต เยียวยาความปลดไม่ลงปลงไม่ได้ นั่งเงียบๆดูใบไม้ร่วงก็เหมือนได้คิดว่า ความตายมันใกล้ชิดนัก เราสักวันก็ร่วงเหมือนกัน ไปเร็วนักมันมองไม่เห็นนะ
  • เวลาใครด่า ก็รู้สึกให้ช้าหน่อย หรือถ้าวืดแล้วต้องรีบลง ขำขำไป ใครชมก็ไม่ต้องพองทันที รู้สึกช้าๆไป มันจะกลายเป็นเฉยๆ ซึ่งดีนะ เหมือนค่อยๆวางไข่ลงมันไม่แตก ปล่อยอารมณ์แรงๆไปมันจะแตกเหมือนไข่ตกพื้น ไม่เวิค ช้าๆแต่ชัวร์
  • ค่อยๆดับแสงตัวเอง ไม่ต้องว่องไวให้มันเจิดจ้าแยงตาคนอื่น เป็นดาวตลอดเวลามันใช้พลังแรงเยอะ ค่อยๆกระพริบตามสถานะการณ์ไปแบบมีกาละเทศะ รีบพูดแย่งพูดมันเหนื่อย 

ประมาณนี้ ชีวิตก็คงรู้สึกอะไรที่ไม่เคยรู้สึกได้เหมือนกัน นี่ก็ฝึกอยู่เพราะเคยเป็นคนเร็วแรงแซงโค้ง ตอนนี้แก่...เร็วไม่ไหว ช้าๆไปอยู่กับความ “รู้สึก” โลกมันก็มีอะไรให้เรามากขึ้นกว่าเดิม...มาก