วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2564

คิดวันละอย่าง # 278

เวลาไม่ใช่สิ่งที่รับรองความสัมพันธ์ว่าต้อง “ฟิตเฟิม” ยิ่งอยู่กันนานยิ่งเข้าใจนั้น บางทีไม่จริง คนมันเปลี่ยนน่ะ ทั้งร่างกายจิตใจ ส่งถึงความคิดอ่าน หลักการอะไรก็มีเพี้ยน เข้ากันได้มั่งไม่ได้มั่ง
ดังนั้น อะไรที่ไม่เข้ากัน ก็ไม่ควรผลัก ต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิต เพราะสุดท้ายยังไงๆก็ไม่สามารถลงล็อคพอดีได้ ฝืนไปไม่ใครก็ใครต้องเชือนเนื้อเถือหนัง และคนที่ยอมนั้น จะยอมไปได้ตลอดหรือ แล้วไอ่คนที่ไม่ยอมก็ได้ใจเชือนเอาๆก็ได้หรือ มันไม่สมดุล มัน “ฟิตเฟิม” ไม่ได้

ชีวิต จะอยู่สบาย..ไม่ควรฝืน เพราะยิ่งฝืน คนที่จะบ้าก่อน คือ ตัวเอง ลองดูนะ มีอาการแบบนี้มั่งไหม

- เพลีย ไม่มีแรง บางทีแน่นท้อง ท้องผูก ปากคอแห้ง อันนี้อาการทางกาย

- สมาธิแย่ลง เหม่อลอย ไปไหนมาสามวาสองศอก ผิดๆถูกๆ หลงลืมง่าย

- ลังเล ตัดสินใจไม่ค่อยได้ ต้องถาม ไม่มั่นใจ คับข้อง ทรมานใจแปลกๆ

- เบื่อหน่าย เก็บตัว เคยทำอะไรแฮบปี้ ตอนนี้ไม่อยากจะทำ ไร้อารมณ์ร่วมใดใด

ถ้าถูกทุกข้อนี่ ตัวใครตัวมันนะ

คาถาเดียว คือ อย่าฝืน !!!

ชอบก็ว่าชอบ ไม่ชอบก็บอก
ธรรมชาติๆไป ใครรับได้ไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องเรา
มีชีวิตแขวนที่ความคาดหวังคนอื่น มีแต่เหนื่อย
ศีลไม่เสมอกัน ก็ตามมารยาทไป ไม่ต้องเยอะ
ความสุขเรา คนอื่นไม่เกี่ยว
มีชีวิตมาได้ขนาดนี้ถือเป็นบุญ
ทำอะไรไม่ได้ก็ สวดมนต์แผ่เมตตา จบข่าว



📍


วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2564

คิดวันละอย่าง # 277


โดนด่าเป็นธรรมดาของคนบนโลก

จงสบายๆไปนะ 😊
1 พวกนี้อาจเป็นเจ้ากรรมนายเวรเรามาแต่ชาติปางก่อน แผ่เมตตาไปรัวๆ เราอาจเคยว่าร้าย ทำไม่ดีมาก่อน ให้อภัยไป
2 ขำขำไปบ้างก็ดี ยิ่งถูกบิดเบือนใส่ร้ายเรื่องไม่จริงก็ยิ่งแปลว่าพวกนี้หมดหนทางไป นิ่งไป ใส่อารมณ์ขันจะทำให้สงบสุขได้ พึงขำชนะความโกรธ
3 มันแค่ “เป็นไปแบบนั้น” เกิดได้ก็จบได้ ใครมันจะมานั่งด่าเราตลอดชีวิต ถูกหมาเยี่ยวรดบ้าง ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่มีเหตุให้จิตตกขนาดนั้น
4 คนโดนด่า คือ คนที่มีจุดยืนชัดเจน จะมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ คนที่ไม่โดนด่าคือคนกลางๆลอยๆไม่มีข้อขัดแย้งกับใคร อยู่โซนปลอดภัย ไร้จุดยืน จงสบายใจที่โดนด่าเพราะเราหลักการชัด
5 ความดีย่อมเป็นเกราะคุ้มภัย ถ้าเราดีจริง ต่อให้ขุดโคตรขึ้นมาด่า ก็จงอย่าสะเทือน อย่าทุกข์ใจ ยิ่งด่าเท่าไหร่ แปลว่าสิ่งที่ทำนั้นมันถูกต้องแล้วตามทำนองคลองธรรม จงภูมิใจที่เป็นคนดีที่เข้าใจโลก
6 การปกป้องตัวเอง นิ่งเฉย ไม่ใช่การโต้ตอบ แต่เป็นการเลี่ยงการปะทะแบบมีสติปัญญา ถ้าคันมากทนไม่ไหวอยากโต้ตอบ ก็เอาความจริงเข้าสู้เท่านั้น ไม่มีอะไรเหนือความจริงไปได้
7 ใจไม่เข้มพอ อย่าฟัง อย่าอ่าน อย่ารับรู้ มันจะโอละพ่อ มิจฉาทิฐิจะพุ่งสวนแซงอะไรทั้งปวง จนกว่าจิตแกร่งแล้ว มีภูมิคุ้มใจแรงพอ ก็รับรู้ไปตามนั้นได้แบบเท่าทัน ไม่ปรุงเพิ่ม รับรู้แบบสบายใจ
8 ยามโดนด่า เพื่อนสำคัญมาก จะรู้ว่ารักกันจริงก็ตอนนี้ มันดีต่อใจที่มีคนเคียงข้างยามทัวร์ลง แต่ถึงยังไงก็อย่าคาดหวังมาก ทุกคนก็มีวาระต่างกันไป เรื่องของเรามันอาจจะไม่ใช่เรื่องของเขา ถึงแม้ทุกทีที่เขามีเรื่อง เราโดดใส่ให้ก็ตาม ถึงแม้มีเพื่อนจะดีแต่สุดท้าย คือ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ใจเป็นที่พึ่งแห่งใจตน
9 สำคัญที่สุด คือ ที่โดนด่านี่ เราอยู่ในความเป็นธรรม ไม่ได้ชั่วใช่ไหม อย่าหลง อย่ามั่นใจไร้สติเกิน เราไม่ได้เอาตัวเองเป็นที่ตั้งใช่ไหม ทบทวนบ่อยๆ เราจะไม่หลงทางและยืนท่ามกลางการด่าแบบสง่างาม
นี่ก็คล้ายกับปฎิบัติธรรมอยู่หน่อยๆนะ โดนด่ายังไงก็อย่าให้ใจมันทุกข์ร้อน รักษาใจให้เข้มแข็งได้ ก็จะสบายขึ้นมาก

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2563

คิดวันละอย่าง # 276

คนร้ายคนรุนแรงเพราะอะไร

บางทีก็มีให้คิดนะว่าทำไมคนต้องร้ายหรือบางทีรุนแรง อันนี้รวมทั้งตัวเองด้วย มีร้ายบ้างพอให้ชีวิตมีรสชาติ ว่ากันว่าที่คนสามารถด่ากันหรือสามารถทำร้ายกันได้นั้นมันเรื่องยาวมากกว่าเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่นการอยู่ในสถานะการณ์สุ่มเสี่ยงซอยเปลี่ยวกลางคืน เราเห็นผู้ชายตัวใหญ่ถือแท่งอะไรในมือตรงมาหาเรา เรามีไม้อยู่ในมือ เราฟาดมันไปก่อนเลย ทำไมเราฟาดไปได้ มันเป็นเพราะเรากลัวไง สมองที่ขี้กลัวของเรา อะมิกดาลา Amygdala เลยสั่งการ โดยไม่มีการใช้สมองส่วนหน้าที่เป็นเหตุเป็นผล คือถ้าเป็นผู้หญิงเดินเข้ามา อาจยังไม่ทันฟาดก็จะมองๆก่อน คือมันเป็นอคติด้วยอ่ะนะ ผู้ชายตัวโตหน้าตาดุ เราเลยไม่ไว้ใจ กลัวก็ฟาดไป อ้าว ปรากฎว่าผู้ชายคนนั้นถือม้วนกระดาษเขียนแบบ โอละพ่อเลย แต่มันไม่ทันแล้ว 


อันนี้ยังมองเลยเถิดไปอีกชั่วโมงก่อนหน้าได้อีกว่าเราเครียดอยู่ จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ไอ่อะมิกดาลานี่ก็ไวมาก ส่งความรู้สึกกลัวขยายอยู่แล้ว จึงเกิดการฟาดไปก่อนแบบสมองส่วนหน้าวิเคราะห์ไม่ทัน แล้วถ้ามองเลยไปถึงตอนเด็กๆ ถ้าเกิดพ่อแม่เลี้ยงไม่ดีเราเจอแต่เรื่องทุกข์เศร้า สะเทือนใจ  ไอ่อะมิกดาลาก็จะไปบอกให้เจ้า Hippocampus บันทึกความรู้สึกแบบนี้ไว้เป็นความทรงจำระยะยาว เป็นจำฝังใจไปซะงั้น ชีวิตบัดซบมีอาการกลัวเรื่อยมา แหม แบบนี้สมองส่วนหน้าแทบไม่ได้ทำงานเลย ใช้แต่อารมณ์ ความรู้สึก มีปฏิกิริยาโต้ตอบรุนแรงไปได้ ยัง...ยังมีอีกตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ ถ้าแม่ไม่แฮบปี้ ถ้าแม่เครียดมันจะส่งผลไปที่ตัวอ่อนในท้อง ทั้งๆที่ยังไม่รู้เรื่องแต่ก็รับเอาความกังวลความกลัวไปด้วยแล้ว หนักไปกว่านั้น คือ เรื่อง DNA บรรพบุรุษ ถ้าใครมีบรรพบุรุษที่เป็นนักรบ ทำสงครามมานี่ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะมันจะมีสัญชาติญาณที่เป็น “นักฆ่า” หรือที่เรียกว่าเป็นยีนส์อาชญากรเข้ามาร่วมด้วย คราวนี้มันฝังเลย มาแต่ชาติปางก่อน 


คือการที่คนด่าหรือทำร้ายกันรุนแรงนั้น มันมีเหตุปัจจัยมหากาพย์มาก แต่จะให้ดีต้องไม่ลืมว่าเรายังมีสมองส่วนหน้า เป็นส่วนที่มีเหตุผล เป็นส่วนที่เอาไว้คิด วิเคราะห์ วางแผน ถ้าจับหน้าผากรู้สึกอุ่น ๆ แปลว่า มันกำลังทำงานอยู่ จริงๆแล้วมันต้องพัฒนาตั้งแต่เกิดมันเกี่ยวกับที่เค้าเรียกกันว่า EF หรือ Executive Function และสมองส่วนหน้าสามารถพัฒนาเต็มวัยเมื่ออายุ 25 ปี คือถ้าแก่กว่านั้นมันลำบากแล้วนะ แต่ก็ยังพอมีทาง คือ หมั่นเจริญสติไป นั่งสมาธิก็ได้ จะช่วยให้เรารู้ตัวทุกขณะว่าทำอะไรอยู่ ก่อนที่อารมณ์จะสั่งการ สมองส่วนหน้านี้จะเริ่มคิดแบบมีเหตุมีผลได้ทัน เราก็จะไม่วู่วามแล้วเสียใจทีหลัง 




วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

คิดวันละอย่าง # 275

 อยู่แบบให้ “รู้สึก” 

จังหวะช่าช่าช่า บางทีมันเร็วไป...เดินช้าลง กินช้าลง จิบเครื่องดื่มไม่ต้องซดโฮก เรียกว่าดื่มด่ำเป็น รู้สึกกับการเคลื่อนไหวของใจและกาย เนิบๆกับสิ่งง่ายๆที่ตาและใจได้สัมผัส ทุกช่วงขณะมันจะวิเศษเลย เช่น

  • แค่หลับตา หายใจลึกๆยาวๆทุกครั้งที่ระลึกได้ มันจะช้าลง มันจะว่างๆดีนะ ไร้สิ่งกระตุ้น เราก็อิสระจริงได้ ผ่อนคลายตัวเอง อยากสบายก็สบาย ไม่ต้องเคร่งกัดกรามนั่งตรงตลอดเวลาก็ได้ มันเกร็งจนอาจพลาดความรู้สึกที่ควรรู้สึก 
  • เอาตัวออกมาจากสิ่งแวดล้อมปกติ ค่อยๆลดเลี้ยวไปหาที่ใหม่ๆจรรโลงใจบ้างก็จะดี จะได้มีความรู้สึกใหม่ๆไม่ยึดติดกับความรู้สึกเดิม ความคิดเดิม หาอะไรเป็นธรรมชาติๆมาเพิ่มพลังจิต เยียวยาความปลดไม่ลงปลงไม่ได้ นั่งเงียบๆดูใบไม้ร่วงก็เหมือนได้คิดว่า ความตายมันใกล้ชิดนัก เราสักวันก็ร่วงเหมือนกัน ไปเร็วนักมันมองไม่เห็นนะ
  • เวลาใครด่า ก็รู้สึกให้ช้าหน่อย หรือถ้าวืดแล้วต้องรีบลง ขำขำไป ใครชมก็ไม่ต้องพองทันที รู้สึกช้าๆไป มันจะกลายเป็นเฉยๆ ซึ่งดีนะ เหมือนค่อยๆวางไข่ลงมันไม่แตก ปล่อยอารมณ์แรงๆไปมันจะแตกเหมือนไข่ตกพื้น ไม่เวิค ช้าๆแต่ชัวร์
  • ค่อยๆดับแสงตัวเอง ไม่ต้องว่องไวให้มันเจิดจ้าแยงตาคนอื่น เป็นดาวตลอดเวลามันใช้พลังแรงเยอะ ค่อยๆกระพริบตามสถานะการณ์ไปแบบมีกาละเทศะ รีบพูดแย่งพูดมันเหนื่อย 

ประมาณนี้ ชีวิตก็คงรู้สึกอะไรที่ไม่เคยรู้สึกได้เหมือนกัน นี่ก็ฝึกอยู่เพราะเคยเป็นคนเร็วแรงแซงโค้ง ตอนนี้แก่...เร็วไม่ไหว ช้าๆไปอยู่กับความ “รู้สึก” โลกมันก็มีอะไรให้เรามากขึ้นกว่าเดิม...มาก 



วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

อะไรที่ไม่ดีกับเรา...เป็นเรื่องดี

มันเป็นธรรมดาที่คนเราอาจรู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่มีผลกระทบกับจิตใจในทางลบ

ความโมโหความโกรธ มันทำให้สำนึกว่าเราโง่เราบ้า
ความเสียใจ มันทำให้เรารู้ว่ายังดีที่มีความรู้สึก ยังมีใจ
เป็นคน ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็นยังไงนี่ยังดีกว่าที่ “ไม่รู้” เรื่องตัวเอง
แต่จะดีกว่านั้นมันต้อง “ตั้งใจ” ที่จะสำรวจตัวเอง
ชีวิตที่ตั้งใจ ทำให้เราชัดเจนกับทุกอย่าง
ทุกเรื่องที่ได้คิดได้ทำ มัน คือ ความตั้งใจ
(รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว หรือทำเป็นไม่รู้ตัวนี่อีกเรื่อง)
ผิดก็รู้สึกผิดไป ไม่มีการแถ ผิดก็แค่แก้ แต่ไม่ใช่แก้ตัว
ถ้าชีวิตมันดีทุกอย่าง...การเรียนรู้มันไม่สาสม
ประมาณอกหักดีกว่ารักไม่เป็น
คือรักสำเร็จ มันก็แค่นั้น แต่ไม่สมหวังนี่ความรู้สึกมันมาเต็มๆ
มันทำให้เราเรียนรู้ได้ถึงกึ๋น ดังนั้นอะไรที่ไม่ดีที่เป็นทุกข์กับชีวิต
มันเรียนรู้อะไรได้เยอะกว่า มันทำให้เกิดสำนึกทบทวนได้ลึกซึ้งกว่า

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2563

คิดวันละอย่าง # 274

ช่วงนี้อินเรื่อง “ตั้งใจ” “ใส่ใจ” “ดูใจ”  มันเป็นกลยุทธ์แห่งความสุขในชีวิต

“ตั้งใจ” ใช้ชีวิตตัวเองไป อย่าแค่หายใจทิ้ง 

...ทุกนาทีที่ผ่านไปมันไม่หวนคืน..

แม้แต่เรื่องเล็กน้อย ถ้าใส่ใจ ทุกกิจกรรมจะมีความหมาย 

ความหมายทำให้เกิดความสำคัญ

และความที่เห็นว่าสำคัญ...เราจะไม่พลาดเรื่องการใช้ชีวิต

ที่พลาด..เพราะบางที “วง” มันใหญ่เกินจะจัดการ

กลยุทธ์ : เรากินรวบไม่ได้...ต้อง “ตั้งใจ” เลือกกิน 


“ใสใจ” กับปัจจุบันขณะ มันคือความสุขตรงหน้า ความสุขทันที

...อย่าหวังถูกหวยได้สุขในอนาคต มันเสียเวลา... 

บางคนกังวลกับเรื่องในอนาคตจนลืมเสพสุขที่มีอยู่

เอาความเครียดกับสิ่งที่ยังไม่เกิดมาทำลายการใช้ชีวิตตอนนี้

ที่ยังมีลมหายใจ ที่ยังกินเดินวิ่งเที่ยวเล่นได้ มันดีที่สุดแล้ว

อย่าให้ตัวเองต้องเสียใจกับอะไรที่มันจะสายเกินไป

..ในวันที่คิดจะกินก็ไม่มีฟัน คิดจะทำก็ไม่มีแรง...

กลยุทธ์ : ยึดความสุขก้อนเล็ก ความสุขง่ายๆตรงหน้า 


“ดูใจ” คนใกล้ตัว คนที่อยู่ตอนนี้ อย่าทำให้เสียใจ 

...เพราะเราไม่รู้ว่า...จะมีวันพรุ่งนี้หรือเปล่า.... 

คนสำคัญในชีวิตมีไม่กี่คน มันคือคนที่เข้าใจกัน สายเดียวกัน

แน่นๆเข้าไว้ อย่าให้ความอื่นใดมาทำให้ไขว้เขวไปได้ 

ที่สำคัญ คือ ความไร้เงื่อนไขต่อกัน มองตารู้ใจ  

กลยุทธ์ : ยืนหนึ่งกับ “คนใน” ไร้ข้อแม้ 





วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2563

คิดวันละอย่าง # 273

เล่นกันที่สมอง

เหตุการณ์ชุมนุมที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา มันลึกลับซับซ้อนเกี่ยวทับผลประโยชน์ทั้งต่างชาติและนักการเมืองไทยทั้งอดีตและปัจจุบันที่อยากเป็นใหญ่ เรื่องนี้เข้าใจได้แต่ไม่รู้จะทำยังไงกับความหยาบของกิเลสคน คือ มันอยากครองอยากอำนาจไม่สิ้นสุด บ้านเมืองจึงปั่นป่วนต่อเนื่องกันไปแบบไม่รู้จะจบสวยได้ยังไง แต่ลูกหลานเรานี่สิ...ที่ผิดเพี้ยนตามการกระหน่ำชักจูงด้วยความเร็วและแรงของเทคโนโลยีสื่อสารแบบเอาให้ลืมหูลืมตาไม่ขึ้น เหตุผลอะไรก็เอาไม่อยู่ 


จึงมาคิดว่ามันคงเกี่ยวกับการใช้สมองด้วย ถ้ามาดูกันตามทฤษฎีสมอง 3 ส่วน ของ Paul D. Maclean นักประสาทวิทยา จะเห็นได้ว่าลูกหลานเราถูกกระตุ้นให้ใช้สมองชั้นสัตว์เลื้อยคลาน Reptilian Brain ที่สนใจแต่ว่าอะไรที่จะทำให้ตัวเองอยู่รอดหรือการหลีกเลี่ยงจากอันตรายซึ่งในที่นี้คงเป็นเรื่องเผด็จการ เรื่องสถาบันที่คิดว่าเป็นเรื่องคุกคามอยู่นี่แหละ ก่อนเป็นด่านแรกเลย มีการชวนให้สมองลูกหลานเชื่อโดยกระหน่ำ “Visual” ที่ “Fake” ภาพบิดเบือน ข้อความโกหกหลอกลวง เพราะมันรู้ว่าสมองส่วนนี้ไม่เข้าใจภาษาคน ไม่ต้องมีเหตุผล มันง่าย ไม่ซับซ้อนและกระตุ้นสัญชาตญาณในเวลาอันสั้นได้ผลดี ลูกหลานไม่ต้องคิดจาก vitual หรือ message ต่างๆ แค่ใช้สัญชาติญาณว่ามันเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของตัวเอง มันมีความจำเป็นต้องลุกฮือชู 3 นิ้ว หรือผูกโบว์ขาวที่เห็นว่าสำคัญแค่นั้น ให้สมองประมวลผลแบบชั้นเดียว ไม่ใช้ตรรกะหรือเหตุผลอะไรทั้งสิ้น แค่นี้ก็คงพอเข้าใจว่าทำไมพูดกันด้วยเหตุผลไม่ได้  


ความพลาดของเรา คือ การพยายามให้ข้อมูลความจริงกันกับลูกหลานมากมาย สื่อสารข้อมูลที่ยาวยื้อเยื้อ พยายามอธิบายโดยที่ไม่ได้คำนึงว่าตอนนี้ลูกหลานใช้แค่ Reptilian Brain เป็นด่านแรก มันไม่โดน ลูกหลานจะไม่เข้าใจหรอกว่าเราต้องการบอกอะไร สิ่งที่รู้แค่อย่างเดียว คือ ข้อมูลที่กำลังบอกนั้นซับซ้อนเกินไปและไม่มีความสำคัญ สมองจะ skip ผ่านไปทันที ไม่เข้าหัว นี่ขั้นแรกนะ สมองมันมีกระบวนการของมัน ในเมื่อมีคนปลุกปั่นให้สมองด่านแรก “ตัดสินใจ” ไปแล้ว ข้อมูลเราจึงผ่านเข้าไปไม่ได้  และสมองด่านที่สอง Limbic Brain มันประมวลต่อแล้วว่ามันรู้สึกยังไงกับข้อมูลปลอมๆที่รับเข้ามาเต็มๆอย่างต่อเนื่อง ไอ้คนที่ยัดเยียดข้อมูลมันต่อด้วยการกระตุ้นอารมณ์ สมองส่วนนี้เป็นเรื่องอารมณ์ความรู้สึก มันจดจำประสบการณ์ที่ได้รับจากส่วนแรกได้ดีเป็นพิเศษ จึงคล้ายกับ double action ที่มีผลต่อพฤติกรรมชุมนุมของลูกหลาน ตอกย้ำการทำตามอารมณ์มากกว่าที่จะใช้เหตุผล และก็แน่นอนมองส่วนนี้มันไม่มีความสามารถในการรับรู้เรื่องภาษา มันจึงมีข้อความแปลกๆแย่ๆจากลูกหลานเราเป็นวาทกรรมบ้าๆบอๆที่ฮิตกันไปอย่างได้อารมณ์กันเอง จะเห็นว่าเวลาคุยกับลูกหลานมันอธิบายไม่ได้มันแค่รู้สึกอะไรก็ว่าไปตามนั้น สมองในสองส่วนแรกนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการทำโฆษณาชวนเชื่อที่ต้องการดึงความสนใจให้กลุ่มเยาวชนรับรู้ข้อมูลปลอมที่ยัดเข้าไปแต่แรกรวมถึงกระตุ้นการตัดสินประเทศ ตัดสินสถาบันไปอย่างไร้เหตุผล กลายเป็นเชื่อแบบงมงาย เพราะตามการศึกษากว่า 90% ของการตัดสินอะไร ตัดสินใจ หรือการแสดงพฤติกรรมทั้งหลายที่จาบจ้วงรุนแรงเกิดจากการทำงานของสมองสองส่วนนี้ ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมไม่ได้ โอละพี่ โอละพ่อมากเลยนะ 


จากสมองสองส่วน มันมาถึง Neocortex หรือ New Brain ที่รับผิดชอบในเรื่องของ “ตรรกะ” ซึ่งสมองของลูกหลานเรามันแชร์มาจาก Reptilian Brain กับ Limbic Brain มันเลยกลายเป็นตรรกะเหมือนกัน แต่เมื่อส่วนแรกส่วนที่สองผิดเพี้ยน สมองส่วนนี้จึงเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายเลยว่าสุดท้ายลูกหลานก็มีตรรกะที่ผิดเพี้ยนเป็นของตัวเอง ซึ่งมันประมวลออกมาเลยแล้วว่า “คุ้มค่าแก่การชุมนุมต่อต้าน” 


หากเราเข้าใจและอยากลุยกับลูกหลาน มันคงต้องมาเล่นกับสมองของมนุษย์แล้ว ต้องสื่อสารสิ่งที่ต้องการจะสื่อกับสมองทั้งสามส่วนให้ครบถ้วนและถูกลำดับของมัน คือ กระตุ้นสมองส่วน Reptile ให้สนใจด้วยเมตตาธรรมที่ไม่ยื้ดเยื้อ เอาให้โดนโดนจะจะ ขาดๆไปเลยว่าอะไรกันแน่ที่อันตรายกันแน่ ไปหารูปที่โดนๆมาให้ดูแล้วคุยกันแล้วสร้างความผูกพันทางอารมณ์ ไม่ต้องอ้างเหตุผลเพราะไม่มีประโยชน์ในการกระตุ้นสมองสองส่วนนี้ ดราม่าน้ำตาไปให้สุด ดูว่าใครมันจะแน่กว่าใคร คิดว่าขนาดนี้แล้ว สมองส่วน New Brain ของลูกหลานจะสามารถเรียนรู้วิเคราะห์ได้ คือมันเป็นการสื่อสารกับสมองทั้งสามส่วนครบ มันเป็นพื้นฐานเลยนะของการจะรู้จักผิดชอบชั่วดี เพื่อการยืนหยัดอยู่รอดภายใต้สถานะการณ์ขัดแย้งของครอบครัวในปัจจุบัน