วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ฉันเป็นคนไร้น้ำใจ

คนที่อยากจะได้อะไร แต่ไม่ทำเอง 
ชอบใช้คนอื่นทำให้ 
ไม่ยอมช่วยเหลือตัวเองทั้งที่ทำได้ 
พอฉันไม่ได้ทำให้ กลายเป็น...ฉันไร้น้ำใจ

ฉันไข้วคว้าทุกอย่างมาด้วยความยากลำบาก 
ฉันยอมที่จะขอ ยอมที่จะรอ
แต่คนที่อยากได้ 
ไม่อยากขอ ไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณ ไม่อยากรอ
แต่จะเอา
พอฉันไม่ได้ทำให้ กลายเป็น...ฉันไร้น้ำใจ

ฉันเป็นคนไร้น้ำใจจริงๆ 
ฉันชอบที่จะเห็นแก่ตัว.. ฉันก็ชอบสบายเหมือนกัน

วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2556

บุหลันบุรี ดีท้อกซ์ตับ

สรรพคุณของการล้างพิษตับมีให้อ่านมากมาย ไม่ต้องพูดถึงให้ซ้ำซาก แต่อยากเล่าประสบการณ์อดข้าวสามวันครั้งแรกในชีวิตมากกว่า  อันที่จริงคนเรานั้นจะอดอะไรมันอดได้ทั้งนั้น  มันอยู่ที่ใจ  การมาล้างพิษตับและต้องอดข้าว คือ สามวันนี้ไม่ได้เคี้ยวอะไรเลย ไม่คิดว่าจะอยู่ได้ มันก็อยู่ได้..ออกจะดีด้วยซ้ำ  ได้รู้ขีดสมรรถนะร่างกายตัวเองเลยว่าทนทานแค่ไหน โปรแกรมล้างพิษตับของ "บ้านล้างพิษตับ เชียงใหม่" นี้โมดิฟายมาจากของอาจารย์ขวัญดินแห่งค่ายผู้นำของท่านมหาจำลอง ดูไปดูมาแล้วเป็นเรื่องหักดิบกันพอควร คือไปถึงบ่ายสองวันศุกร์ ก็ไม่ให้กินอะไรแล้ว อุตส่าห์หิ้วหมูทอดที่กินมาระหว่างทางไปด้วยก็ต้องทิ้งไปอย่างแสนเสียดาย  

ที่กินแทนข้าวมีไม่กี่อย่างในการนี้  มีแค่ลิดท็อกซ์ (สมุนไพรเขียวๆกินผสมน้ำมะขาม)  สมุนไพรชำระเมือกมันตอนแรก 2 ตอนหลัง 4 แคปซูล  น้ำชาสมุนไพร น้ำมะขาม วนเวียนกันอยู่แค่นี้สองวัน อย่าคิดว่าเยอะนะ ปริมาณแค่แก้วกาแฟเล็กเท่านั้นและกินเป็นเวลา  ไม่ใช่หิวแล้วจะกินได้  ยกเว้นชาสมุนไพรที่กินตอนเช้า..อันนั้นต้อง 5 แก้ว  และวันก่อนสุดท้ายมีน้ำแอบเปิ้ล น้ำมะละกอ น้ำดอกบัว (ดีเกลือ)  น้ำมะกอกผสมน้ำมะนาว.. กินแค่นี้จริงๆ  อันนี้ยังไม่นับสวนล้างลำไส้เช้าเย็นให้เพลียเล่นๆไปทุกวันนะ  

อาการตอนบ่ายที่เข้าไปใหม่ๆไม่เท่าไหร่  แต่วันรุ่งขึ้นนั้น..โหย วิงเวียนอย่าบอกใคร  เพื่อนถึงกับอ้วกและตาลายคล้ายจะเป็นลมเพราะแพ้ลิดท็อกซ์อย่างแรง ประกอบกับเธอธาตุลม..เลยเป็นลมเรอเอิ้กอ้ากอยู่ตลอด    ไอ้เราก็เดี้ยงอ่อนแรง เดินลงบันไดถึงขั้นสาวลงมาเลย ตื่นตีห้าก่อนสวนล้างลำไส้ก็คิดถึงข้าวนึ่งใส่อั่วอย่างแรงทุกที  แต่ก็นะ มาแล้วเอาให้มันสุดๆไป  คนอื่นคนแก่กว่าเราเขายังทนได้  แถมมีเพื่อนสาวยังอุตส่าห์ขอลาขับรถลงดอยไปสอนนักศึกษาได้อีกด้วย ข่าวว่าขับไปใกล้จะหลับไปเพราะตื่นเช้ามากแถมสวนล้างพิษเข้าไปอีก

ยังดีที่ไม่มีให้ออกกำลังกายหนักๆ แค่เดินก็แผ่วแล้ว  โปรแกรมนี้ดีมากตรงที่ให้มีเวลาส่วนตัวเยอะ  ใครเอางานไปทำก็ได้  อ่านหนังสือ ดูทีวี เล่นเฟซบุค เล่นเกมไปแล้วแต่จริตที่จะทำให้ไม่หิว  สำหรับตัวเองนั้น ใช้วิธีนอน อ่านหนังสือ และเฟซบุคไปพลางๆซึ่งไม่ทำให้หายหิวและวิงเวียน  เลยต้องอาศัยหมอนวด วันแรกชั่วโมงเดียว วันที่สองขอสองชั่วโมงเลย จึงเพลินไป..อยู่ได้ในช่วงบ่าย  

อันที่จริงจะว่าหิวก็ไม่เชิง มันเป็นความอยากมากกว่า  เพราะสำรวจตัวเองจริงๆแล้วมันไม่หิวนะ มันอยู่ได้สบายๆ แต่ใจนี่แหละมันคอยจะอยากอยู่เสมอๆ  มันเป็นเรื่องติดกินมากกว่า ไม่ได้เพราะว่าหิวถึงต้องกิน  เพราะชีวิตนี้ไม่เคยรู้จักว่าหิวจนตาลาย หิวจนจะเป็นลมมันเป็นยังไง  ปกติ คือ ไม่ทันได้หิวก็ดันกิน  คนเรามันกินแค่เช้า กลางวันก็พอนะ เพราะน้ำย่อยมันเลิกออกมาย่อยไปตั้งแต่บ่ายแล้ว  มันอยู่ได้ ไม่ตายและยังสบายดีอีกต่างหาก 

ที่ดีมากของการอดข้าวคราวนี้ คือ ทำให้รู้ว่าเรามีของเสียค้างอยู่ในตัวแน่ๆ  และท่าทางจะเน่าติดอยู่กับร่างกายเรามาเป็นปีเป็นชาติ เพราะขนาดไม่ได้กินอะไรเลยมันไม่ควรมีกากใยอะไรออกมา พอกินไอ้ล้างเมือกมันเข้าไป  ระบายของเสียทุกครั้งก็มีกากออกมาด้วยทุกทีไป  ที่แปลกไปกว่านั้น คือ วันสุดท้ายหลังจากกินน้ำมันมะกอกผสมมะนาวตอนสิบโมงกลางคืน  ที่ใครเขาว่ามันยากเย็นแสนเข็ญ  มันก็ไม่ยากเลย  แม้แต่เพื่อนที่อ้วกแล้วอ้วกอีกยังสามารถกลืนเข้าไปได้จนหมด  แต่ปริมาณมันน่ากลัวไปนิดนึงนะ  ขนาดแม่โขงแบนนึงข้นคลั่กราวกับน้ำสลัดน้ำใสแต่ขุ่นๆกว่า รสเข้มข้น คนปรุงเก่งมาก  พอวันรุ่งขึ้นตอนรายการตรวจของเสียโชว์กัน  แม่เจ้ามายก้อด.. อะไรต่อมิอะไรมันไม่รู้มาจากไหน  ของบางคนดำ บางคนเขียว กลิ่นนี่สุดแสนจะทนทีเดียว  แต่เขาถือเป็นการเรียนรู้ก็มายืนรุมดูกันเป็นที่สยองขวัญ  ที่ออกมาแบบไม่น่าจะมี ไม่รู้มาก่อนว่ามีในร่างกายเรา คือ นิ่วในถุงน้ำดี ไขมันที่เกาะตับ ไขมันที่สะสมเกาะติดมาเป็นชาติมาเป็นเม็ดๆเลยเชียว  ของเราพิเศษดันมีเซลล์มะเร็งออกมาด้วย  เอาเข้าไป.. มีบางคนมีเม็ดเลือดแดงที่เสียออกมาปรากฎ  คือส่วนใหญ่จะคล้ายๆกันแต่มากน้อย อาการหนักเบาต่างกัน   ไอ้ที่ว่าประหลาด คือ มันมาจากไหนเนี่ย นี่มันมาจากร่างของเราหรือนี่  จะว่าเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เพราะไม่ได้ฟาดอะไรเลยมาสามวัน  มันมหัศจรรย์จริงๆ   และเพื่อนๆที่ไปด้วยกันก็จะมีอีแบบนี้ออกมาเหมือนกัน ก็มันกินของไม่ดีๆเหมือนกันด้วยกันมาตลอดชีวิต  มันก็ต้องเหมือนกันนั่นหละ  มีของน้องคนนึึงค่อนข้างใสดีเนื่องจากแม่นางกินเจบ่อยๆ แต่ก็มีไขมันอยู่นะ เพียงแต่ลำไส้เขาสะอาดกว่าพวกเราเยอะ  

เห็นแล้วปลงนะ ไอ้หน้าตาสวยๆหุ่นดี ขาวใส หล่อเหลาเกาหลี...ข้างในเน่าสนิทกันทุกคนไม่มีเว้น จริงๆแล้วเหม็นเน่ากันทั่วหน้า  ไม่เชื่อก็ลองมาทำ.. จะรู้แจ้ง

ตับนี่มันสำคัญจริงนะ  มันมีหน้าที่ตั้งสองร้อยกว่าอย่างในร่างกายคนและคนเดินมาสิบคนจะมีไขมันพอกตับไปซะเก้าคน  คิดดูว่าไขมันที่พอกจะทำให้มันเหนื่อยขนาดไหน  และมันเก่งมากนะ ถึงจะเหลือใช้การได้สิบยี่สิบเปอร์เซนต์  มันก็ยังทำงานอย่างขยัน  เราเลยตายใจ..รู้อีกที แปลว่าป่วยเกินเยียวยาไปแล้ว  พระพุทธเจ้าของเรานั้นพระองค์เป็นผู้รู้แจ้งแทงทะลุทุกอย่างจริงๆทั้งในและนอก  ท่านเองก็ล้างพิษตัวเองไปถึง 30 ครั้ง รู้การทำงานกลไกของร่างกายยิ่งกว่าหมอคนใดในโลก แค่ให้พระฉันสองมื้อนี่ก็ถือว่าสุดๆแห่งความรู้แจ้งแล้ว  อะเมซซิ่ง สาธุ สาธุ สาธุ

ตัวช่วยในการอดข้าวครั้งนี้อีกอย่าง คือ สถานที่..บุหลันบุรีนี่เป็นรีสอร์ตที่น่ารักมาก แต่พวกคุณนายไม่ต้องนะ เพราะมันอยู่ชนบท แวดล้อมไปด้วยภูเขานาขั้นบันได มีสระบัวที่ดอกบัวบานตอนเช้าพอชุ่มชื่นใจหายเพลียไปได้บ้างตอนเดินอมน้ำมะพร้าว  กระท่อมและเรือนพักก็ตกแต่งได้น่ารักสมกับสถานที่  อากาศดี ต้นไม้ดอกไม้สวย  แต่ถ้าคนไม่ชอบแมวก็คงลำบากใจ  เพราะมีแมววิ่งกันเป็นพรวน  ถึงไม่มาล้างพิษ..ที่นี่ก็เป็นที่พักฮิปที่หนึ่งที่น่ามาใช้เวลาชิวอยู่นานๆได้  มีวายฟาย สัญญาณโทรศัพท์พร้อม   เสียแต่ตอนอดนี่ดันมีเขียนเมนูไว้บนกระดานใหญ่มาก เดินผ่านแล้วอยากฆ่าตัวตาย.. อดๆมานี่เห็นแค่เขียนว่าข้าวกระเพราไก้ไข่ดาวก็หนาวแล้ว  

วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ภูเขาลอยน้ำ..ทำด้วยใจ


บางทีเรามองธุรกิจเป็นเพียงเครื่องมือในการหากำไรเข้าตัวเจ้าของ แต่ผู้ประกอบการที่รักการทำธุรกิจจริงนั้น..ทำเพราะรักที่จะทำ...ทำเพื่อลูกค้า  เห็นลูกค้าเป็นสุข ก็รู้สึกว่าประสบความสำเร็จ ชื่นใจ อันนี้มันยิ่งใหญ่กว่าการได้เงินมากนะ 

ตัวอย่างที่ชัด คือ ธุรกิจแพให้บริการที่พักแบบ "ภูเขาลอยน้ำ" mountain float   

อาทิตย์ที่แล้วไปมาสองครั้ง ห่างกันแค่ 3 วัน คือ มันฟินมาก พาเพื่อนคุณนายไปพักทั้งสองครั้ง..คุณนายทั้งหลายยังประทับใจ

"ภูเขาลอยน้ำ" mountain float เป็นแพที่บอกเลยว่า "เจ๋ง" จริงๆ ที่ว่าเจ๋งนั้น ไม่ใช่แค่ความสะดวกสบายจากที่พักที่สร้างขึ้นอย่างดี ใช้วัสดุชั้นดีเทียบเท่าโรงแรมชั้นดีเท่านั้น แต่เป็นการบริการที่มีน้ำใจ ที่มาจากใจของผู้ประกอบการ..คุณเจษและคุณแนน..พี่น้องที่น่ารัก ใจถึงพึ่งได้ ที่สำคัญ คือ เป็นการทำธุรกิจที่ใช้สมองซีกขวานำ คือ บริการแบบแพคเกจ คิดตังค์ม้วนเดียวจบ ไม่มีจุกจิก เน้นการสร้างประสบการณ์พักผ่อน...แพโคตรสบาย เก๋ไก๋ รสนิยมวิไล ดอกไม้แสนน่ารัก สนุกสนาน..เครื่องเล่นทางน้ำสร้างสรรค์ คาราโอเกะสุดมัน สร้างให้คนอารมณ์ดีนอกเหนือไปจากอิ่มเอมกับทัศนียภาพเขื่อนแม่งัดแล้วยังอิ่มใจกับการดูแลอาหารการกินที่อร่อยอย่างเหลือเฟือ ขอให้ทำบาร์บีคิว seafood ให้ก็คิดแค่ค่าอาหารที่ไปซื้อมา เนี่ย..มันน่ารัก มันใจใจ  ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากตัวตนของผู้ประกอบการ คนไม่มีใจ ไม่มีน้ำใจจริง ทำไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่ทำธุรกิจจะต้องสมองซีกซ้ายนำ คือ คำนวณ วิเคาระห์กำไรขาดทุนจนลูกค้ารู้สึกถึงความงก ความเป็นเหตุเป็นผลของการดำเนินงาน คือ มันจะทำให้หงุดหงิดแทนที่จะได้พักผ่อนเต็มที่   ที่ว่าใจถึงและซีกขวามาก คือ เหตุการณ์ที่มีเพื่อนเกิดอาหารเป็นพิษจากน้ำพริกที่เอามากินกันเอง (ไม่ใช่ขอแพเขาเด้อ) ตอนตีสองเจ้าของแข็งขันขับสปีดโบทพาไปส่งทันที อันนี้สุดสุดของการบริการแบบญาติมิตรที่แท้  พวกซีกซ้ายจัดมันต้องคิดค่าน้ำมันค่าเสียเวลากับเราแล้ว 

ที่น่าชื่นชมอีกประการหนึ่ง คือ การทำให้แม่งัดดูดีมีชาติตระกูลขึ้นมาทันที เพราะสมัยก่อน ถ้าพูดถึงแพเขื่อนแม่งัด มันต้องประมาณฉิ่งฉับ อัปลักษณ์ ไม่ลุยจริง ไปแล้วเศร้ารันทด  ในการนี้ถือว่า "ภูเขาลอยน้ำ"สร้างภาพลักษณ์ให้การท่องเที่ยวเชียงใหม่อย่างมีสีสรร มีคุณค่าขึ้นมาทันที  บทบาทผู้ประกอบการที่มีต่อสังคม อาจไม่ต้องไล่แจกผ้าห่ม ของกิน ปลูกต้นไม้เป็นครั้งๆไป แต่แค่สร้างธุรกิจของตัวให้ดี ให้มี value ที่ซึ้ง ก็สามารถส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ 

ผู้ประกอบการแบบนี้ต้องสนับสนุนให้มีมากๆในบ้านเมืองเรา ไม่ใช่ทำธุรกิจสุกเอาเผากินไปวันๆ แบบนั้นมันเป็นพ่อค้า ไม่ใช่ entrepreneur...มันทำลายเศรษฐกิจ ทำให้เมืองไทยไม่เจริญ 

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

ค่านิยมหลักที่เป็นตัวตนของคน


เป็นคนที่คิดว่า Personal Core Values นั้นสำคัญอย่างยิ่ง  เป็น invisible hand ที่นำพาชีวิต เป็นเหตุของเหตุผลทั้งมวลแห่งการกระทำของคน ทุกคนมีเป็นของตัวเอง แต่ชัดไม่ชัด รู้ไม่รู้อีกเรื่องหนึ่ง  บางครั้งเราก็รู้สึกว่าอะไรในตัวของเรานี่มันไม่ match อะไรกับคนอื่นเลยหรือยังไง  เราใช้มันเลือกมิตรภาพ ความสัมพันธ์ เลือกคู่ค้าทางธุรกิจ และมันยังช่วยเราอย่างแยบยลในการบริหารจัดการสินทรัพย์ เงินทอง และที่สำคัญ คือ การใช้เวลาของเราด้วย   เราใช้มันไปแบบอัตโนมัติทุกวันทุกวัน    แต่จะให้ดี เราน่าจะมาสำรวจให้มันรู้แล้วรู้รอดไป จะได้รู้ตัว ยอมรับ และเข้าใจตัวเองกับชาวบ้านมากขึ้น อยู่ในสังคมของเรา อยู่กับคนทั้งใกล้ตัวไกลตัว มีความสัมพันธ์ มีการทำงานอย่างเข้าใจ ไม่ว้าวุ่น หรือจะดีไปกว่านั้น อะไรที่ไม่ชอบมาพากลก็พยายามเปลี่ยนมันไป เป็นการพัฒนาตัวเองจากราก  ซึ่งจริงๆแล้วมันดูได้ง่ายๆจากการตัดสินใจในเรื่องต่างๆจากแต่ละวันที่มีชีวิตนะ  หรือจะให้ดีก็ลองเขียนมันลงกระดาษไปเลยให้เห็นกันจะจะ  

อันนี้เป็นของตัวเอง ใช้มันอยู่ทุกวันเวลาทั้งตอนรู้ตัวและไม่รู้ตัว  มันเป็น decision guidelines ที่ทำให้เราเป็นคนจริงต่อตัวเอง ใช้มันแก้ปัญหา 

ความจริง: คนบางคนโกหกเป็นนิสัย ซึ่งไม่ใช่เรา เราจะชอบมากถ้าเจอคนตรงๆซื่อๆ ในโลกเล็กๆของเรา เราจารึกไว้เลยว่า ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย เป็นความจำเป็นของชีวิตเรา ไม่ว่ามันจะทุเรศขนาดไหน เลวร้ายสุดขีดชีวิตก็ตาม อันนี้มันทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ทุกวันนี้

ความคิดสร้างสรรค์:  การที่เป็นครูบาอาจารย์ การเป็นที่ปรึกษา การเป็น CEFE trainer มันต้องไม่ตันอยู่แบบเดิมๆ  ทุกครั้งที่ทำงานมันต้องมีอะไรใหม่ที่ดีกว่าเดิม  ไม่ใหม่ทางนามธรรม ก็ใหม่ทางรูปธรรม  ทุกวันนี้มีเพจที่ต้องคิดสร้างสรรค์  ถึงจะเอาของชาวบ้านมาบ้างแต่ก็ต้องคิดเพิ่ม คิดในมุมที่เราเห็นว่ามันยังไม่มีใครคิด ทำอะไรมันต้อง compelling แค่เล่น line play ก็ต้องเปลี่ยนบ้านมันทุกวัน  คือ มันต้อง connect มันต้อง entertain ต้องมี intrigue กันบ้าง 

ความถูกต้อง: อันนี้เป็นกลไกอัตโนมัติ ชีวิตนี้เห็นอะไรที่ไม่ถูกต้อง ทนไม่ได้ ความไม่เสมอภาค ความไม่ยุติธรรมนี่มันบ่อนทำลายทุกอย่าง  ถึงใครจะว่าเราโง่ เราเสียภาษีอย่างถูกต้อง เราไม่โกงคนอื่น เรายอมเสียเวลา เสียเงินเพื่อแสดงออกถึงการต่อต้านความไม่ชอบมาพากล  ใครท่าทางทำไม่ถูกเราไม่ร่วมสังฆกรรม

การยอมรับผลกระทบ: ชีวิตนี้ทำอะไรลงไปล้วนรู้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น หวังเลย หวังให้มันเกิดขึ้น หรือ ไม่เกิดขึ้น  ไม่เคยจะลังเลถามตัวเองว่า จะทำไหม จะดีไหม แต่ทำไปเลย อยากไปไหนรู้ว่าต้องสบายใจแน่ ไปเลย ไปคนเดียวก็ไป  จะลาออกจากงานรู้ว่าลำบากไม่มีกินอิ่มหมีพีมัน แต่รู้ว่ามันถึงเวลา ก็ลาออกไปเลย ง่ายๆ คือ maximum results for minimum effort เอาหมด  และมันทำให้เราสว่างในหลายๆเรื่อง 

การมีเสรีภาพ: ไม่อยากเป็นทาสอะไรทั้งนั้น โดยเฉพาะเป็นทาสคน จึงเลือกชีวิตที่เป็นอิสระ ยอมเงินน้อยๆแต่ได้คิดเอง ทำเอง ไม่ต้องติดตำแหน่ง ฐานะ ชื่อเสียงอะไรทั้งนั้น อยู่มันแบบ freelancer นี่แหละ จนเป็นจน มีก็กิน ไม่มีไม่กิน ไม่ใช้  ที่ผ่านมาตัวนี้เป็นตัวกำหนดชีวิตมากที่สุด เลยตัองอยู่ตัวคนเดียวไป 

สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจ มันมี Personal Core Values Exercise ของ Kevin Daum เป็น best-selling author คนหนึ่ง ที่เห็นว่าถ้าเราลองตอบคำถามตามขั้นตอนของเขา เราอาจจะชัดเจนในค่านิยมหลักของเรามากขึ้น  เขาแนะนำว่า

Step 1 คิด พิจารณาและอธิบายสิ่งต่อไปนี้:
ความสำเร็จยิ่งใหญ่ของเรา 3 เรื่อง
ช่วงชีวิตที่ีประสิทธิภาพ 3 เรื่อง
เรามีเหตุผล หลักการ หลักคิดอะไรบ้าง

Step 2 คิด พิจารณาและอธิบายสิ่งต่อไปนี้:
ความล้มเหลวที่สุด 3 เรื่อง
ช่วงชีวิตที่ีไร้ประสิทธิภาพ 3 เรื่อง 
เรามีเหตุผล หลักการ หลักคิดอะไรบ้าง

Step 3  เขียนข้อแนะนำสำหรับตัวเองสัก 3 - 4 ข้อที่สามารถใช้เป็นบทเรียนสำหรับชีวิตที่ผ่านมาที่สอดคล้องกับคำตอบที่ได้ในขั้นตอนที่ 1 และ 2 

Step 4 จากนั้นลองสรุปให้เหลือเป็นคำๆให้น้อยที่สุด เช่น “อย่าสวาปามกินมาก เมามากเละเทะเวลามีงานเลี้ยง จะมีทุกข์หนักภายหลัง” ก็ให้เหลือแค่ “ควบคุมตัวเอง เน้นทางสายกลาง” เป็นต้น 

Step 5 ตอนนี้เป็นการทดสอบ ให้คิดถึงเหตุการณ์ที่ core value ของเรามันทำให้เราซวยซ้ำซวยซ้อน มากกว่าที่จะทำให้เราชิวสบาย  เช่น เราคิดว่านวัตกรรมนี่มันยอด แต่เราเองกลับอยู่กับที่ ไม่เคยจะเปลี่ยนอะไรได้เลย จึงไม่มีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นในชีวิต  มันแปลว่าจริงๆเราไม่ได้เป็นคนสร้างสรรค์อะไรเลย มันป็นแค่ตามๆเขาไป เราก็เป็นแค่ตามกระแส เป็นต้น  ลองคิดให้ดี  ถ้าคิดไม่ออก ก็ดี คือ ค่านิยมหลักที่มีไม่เคยทำให้เดือดร้อน โชคดีไป 

เรื่องแบบนี้ คนต้องเห็นความสำคัญจึงมานั่งพิจารณาตัวเอง ส่วนใหญ่จะเห็นว่าเสียเวลาเพราะคิดว่รู้ตัวอยุ่แล้ว  สำคัญ คือ ทำแล้วให้ซื่อสัตย์ต่อตัวเองมากๆเข้าไว้  นั่งคิดกับคนที่เราไว้ใจก็ดีมาก เพราะจะได้ honest feedback เป็นการช่วยเหลือกัน ก็สนุกไปอีกแบบ ขอจบด้วย Mahatma Ghandi  "Your beliefs become your thoughts. Your thoughts become your words. Your words become your actions. Your actions become your habits. Your habits become your values. Your values become your destiny” 

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

ReLEx ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว


อยากเล่าประสบการณ์ทำ ReLEx ที่ TRSC เพราะมันปลื้มปิติกับเทคโนโลยีและฝีมือหมอ จริงๆแล้วปลื้มกับความกล้าบ้าบิ่นของตัวเองด้วย 

เป็นคนสายตาสั้นมาตั้งแต่เด็ก อายุแปดขวบก็ใส่แว่นแล้วหนาเตอะ พอโตอีกหน่อยก็ใส่คอนแทคเลนส์ พอแก่เลยต้องควบรวมถึงแว่นสายตายาวด้วย ห้อยแว่นเป็นพวง เพราะแค่กินข้าวให้อร่อย ให้มองเห็นอาหารยังต้องใส่แว่นสายตายาว ร้องคาราโอเกะแทบจะโยนเนื้อเพลงที่พื้น มันมองไม่เห็น ถ่ายรูปให้เพื่อนไม่เคยรู้ว่าดีหรือไม่ เอาแค่ทุกคนอยู่ในจอใช้ได้ เพราะมองไม่คมไม่ชัดถึงแม้จะใส่คอนแทคเลนส์ แต่สายตามันยาว มองใกล้ไม่เห็น มองไกลก็งง   จริงๆแล้วตอนที่เขาทำเลสิคใหม่ๆก็คิดจะทำ แต่ความกลัวมันมีมากจนไม่กล้า คุณจิ๋มถึงขั้นนำเสนอว่าเราไปทำกันคนละข้างก่อนไหม เผื่อตาบอดจะได้ช่วยกันเดินได้ อ่ะ อ่ะ อันนี้ก็ไม่ไหวนะฮะเพื่อน

ที่ตัดสินใจทำเพราะนอกจากความรำคาญที่ต้องแขวนแว่น เสียบแว่นไว้ที่คอเสื้อตลอด เสื้อย้วยหมด ทุกที่ในบ้านก็ต้องมีแว่นไว้ตามมุมต่างๆ เป็นการสิ้นเปลือง และไม่รู้สติไม่ค่อยดีหรืออย่างไร หายบ่อยมาก ทำตกหล่นตลอด ที่สำคัญ คือ เป็นคนคิดมาก คิดว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นบนโลกนี้ เหมือนที่จอมเทพขู่อยู่ทุกวันใน FB ว่าโลกจะแตก อาทิตย์จะดับ แผ่นดินจะไหว ถ้าเราดันไม่ตายและไม่มีแว่น ไม่มีเลนส์ เราจะสิ้นฤทธิ์ไปเลยนะ เพราะสายตาสั้นมากและยาวมาก ไม่มีเครื่องช่วยนี่ถึงกับอัมพาต เดี้ยงก่อนวัยอันควรเลย มันไม่ถูกต้องนะ 

อีกเหตุผลนึง คือ เห็นคุณนายภัสราเพื่อนสาว อายุเท่ากันนี่แหละ ไม่ต้องใช้แว่นเลย เธอเฉิดฉายได้ทั้งวันทั้งคืน ปรากฎว่าเธอทำมาตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว เออ..เราเสียเวลากับความกลัวไม่เข้าท่าไปนานทีเดียว แต่ก็นะ..ตอนนั้นสายตามันยังไม่คงที่ สั้นขึ้นเรื่อยๆ ยาวขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้มันคงที่ ได้ที่พอดี 

คราวนี้มาถึงการเลือกทำ..จะทำที่ไหนดี สำหรับคนอื่นไม่รู้ แต่ตัวเองเรื่องตามันสำคัญสำหรับเรามาแต่เด็ก ไปค้นคว้า อ่านมันทุกที่มาจนตกผลึก คือ การทำเลสิคมันไม่ใช่เรื่องใหม่แล้ว ทุกที่ที่ทำเขาก็ทำกันมาจนชำนาญ หมอก็เก่งๆกันทั้งนั้น มันก็มีพลาด เบลอมั่ง แสงจ้าในกลางคืนเวลาขับรถบ้าง อันนั้นธรรมดาแล้วแต่เวรกรรม มีน้องเลิฟวันชัยทำแล้ว ทำที่มีเขาชื่อเด็ดดวงทางเลสิคเหมือนกัน ก็ขับรถไม่ได้ไปพักนึง ตอนนี้ดีแล้ว มันเป็นเรื่องการปรับตาที่แต่ละคนต่างกัน  แต่สำหรับเรามันเป็นเรื่องความเชื่อใจล้วนๆนะที่เลือก TRSC คือง้างมาแต่บ้านแล้วว่าต้องเป็นที่นี่และต้องหมอเอกเทศเท่านั้นด้วย  มีคนโน้มน้าวใจว่าไม่จำเป็นที่ไหนก็เหมือนกัน เครื่องล้วนทันสมัย หมอไหนก็ดีทั้งนั้น อันนั้นไม่เถียง เห็นด้วย แต่เป็นคนที่จะว่าดื้อก็ดื้อ จะว่างมงายก็ได้ แต่ทำอะไรต้องเชื่อ ถ้าไม่เชื่อ ไม่ทำ 

ไอ้ ReLEx เนี่ย ไปศึกษามาแล้วว่าเป็นเทคโนโลยีที่ใช้หลักการเดียวกับการผ่าตัดด้วยเลสิค แต่แผลเล็กกว่ามาก แผลเล็กประมาณ 2-5 mm. ไม่ต้องควักกระจกตาเราออกมาขนาดนั้น มันแปลว่าผลข้างเคียงต้องน้อยกว่า แม่นกว่า รบกวนกระจกตาเราน้อยกว่า สรุป คือ มันต้องดีกว่าแน่ๆ และมันมีที่ TRSC นี่แหละ  สำหรับหมอนั้น ชื่นชอบหมอเอกเทศ ซันซื่อเป็นการส่วนตัว เพราะเธอกล้าหาญชาญชัยเป็นคนแรกในประเทศที่ทำเลสิค  เป็นคนชื่นชมพวก first mover น่ะ ไม่งั้นไม่เป็นสาวก apple freitag เต็มสูบ เพราะพวกนี้ต้องใจถึงพึ่งได้  การเป็นคนแรกๆที่ทำอะไรมันอาศัย guts อย่างแรง ทั้ง personal courage and determination มี toughness character ชัด สมที่จะฝากดวงตาเราไว้ได้  ที่ว่าแบบนี้ไม่ใช่หมอคนอื่นไม่เก่งนะ  อาจมีคนเก่งกว่าด้วยซ้ำ แต่บอกแล้วว่า เรื่องแบบนี้ มันเป็นความเชื่อ ความศรัทธา ห้ามกันยาก   ซึ่งกว่าจะนัดหมอได้ก็รอข้ามปีนะ แต่วันแรกที่ไป TRSC ไม่ผิดหวังเลย บอกได้ว่า เนี้ยบ ระบบเนี้ยบจริง พนักงานทุกคนถูกฝึกมาอย่างดี ที่สำคัญทัศนคติดีจริง คุณน้องนันทนาพรแหม่มก็สมแล้วที่ให้มาดูแลคนไข้ อยู่ด้วยแล้วอุ่นใจ เพราะจะมาผ่าตัดตาเนี่ย ไม่มีใครไม่กลัว มันหวาดเสียวกว่าคิดจะโดดบันจี้จัมพ์เยอะ  แต่ที่ประทับใจ คือ ขั้นตอนการตรวจมันละเอียดจริงๆ ฟาดเข้าไปสามชั่วโมง และหมอเอกเทศนี่แหละ เธอช่างแม่นยำ เธอเห็นความเสี่ยงในการเป็นต้อหินของเรา ให้ไปตรวจกับหมอบุญส่งที่บำรุงราษฎร์ทันที (ไปอีกสามชั่วโมง) คือ เอาให้แน่ใจ 

วันผ่าตา.. สวดมนต์แต่เช้าเลย ทำนิ่งๆไป ทำเหมือนว่าจะไปสอนหนังสือประมาณนั้น ไม่ได้เตรียมใจไปผ่าตัด  หนูตุ๊กรออยู่แล้ว เห็นหน้าเพื่อนค่อยอุ่นใจ แอบกอดทีนึงก่อนเข้าไปผ่า ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 2 ชั่วโมง เพราะต้องหยอดยาชาประมาณห้าร้อยรอบ อันนี้เวอร์ไป แต่รู้สึกแบบนั้นเลยนะ มันหยอดกันอยู่นั้นแล้ว นอนรอไป ห้องก็เย๊นเย็น มีผ้าห่มให้ แต่ใจมันเย็นหนาว นอนไปคิดไปไม่มีประโยชน์ ท่องอิติปิโสไป ดูลมหายใจไป พุทโธไป ก็เพลินดี หายกลัว นิ่งดี คิดว่าถ้ามันจะซวยก็ช่วยไม่ได้ เวรกรรมมันมีอยู่ของมัน  ตอนผ่าจริงใช้เวลาน้อยมว๊าก ขอบอกว่าแป๊บเดียว ยังไม่ทันจะกลัว ไม่ทันจะสวดมนต์ ไม่ทันจะเจ็บเลย เสร็จแล้ว คือคุณหมอให้จ้องไอ่แสงเขียวๆ บอกให้มองตรงๆ รู้สึกว่า 30 วิเองนะ แต่ละข้าง แล้วคุณหมอก็ออกไปไหนไม่รู้ ให้นอนรอไปแป๊บนึง อ้าว..เข้ามาใหม่ ทำเหมือนกับลื่นๆที่ตาเราสองข้าง เอ้า..เรียนร้อย ลืมตาได้ ฮู้ย อะไรมันจะเร็วปานกามนิตหนุ่มอย่างนั้นพ่อคุ้ณ..พอลืมตาก็เห็นทุกอย่าง ชัดไม่ชัดอีกเรื่อง รู้ว่าตาไม่บอดใช้ได้ละ 

มันคงเป็นที่ใจด้วยนะ  
การเชื่อว่าใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว ถ้าเชื่ออย่างนั้นและทำได้จริง ผลมันสุดยอด 

เพราะเชื่อแบบนั้นหลังจากผ่าเสร็จมีเพื่อนสาวหนูตุ๊กกับคุณนายภัสมาให้กำลังใจพากลับโรงแรม ยังมีคุณนายจุราลินกับสามีมาให้ความบันเทิงทั้งวัน คือ ไม่ได้พักอะไรเลย ขำไปทั้งวัน ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่น้ำตาไหลพรากใดใดทั้งสิ้น เลยคิดว่า ถ้าเราคิดว่าไม่เป็นไร มันก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าคิดว่า โอ้ย เพิ่งผ่าตามาต้องนอน ต้องเจ็บ ต้องเป็นคนป่วย ป่านนี้คงยังไใม่ได้เริงร่า 

สาบานได้ว่ามันดีจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าเรามองไกลมองใกล้ได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องช่วย ทำเสร็จลองเล่น FB กับ line play เลย เออ..ที่เคยไม่เห็น ก็ติ้กตั๊กได้เลย มองทีวีไกลๆ ฮู้ย ชัดวุ้ย ชะโงกไปดูที่จอดรถ ฮ้า..อ่านเลขทะเบียนรถได้ด้วย พระเจ้าช่วยกล้วยทอด มันยอดมาก   ที่ทำนี้ทำแบบ mono vision คือ ไม่เอาชัดเป๊ะ แต่เอาแบบไม่ใช้แว่นอีกต่อไป ไม่ว่าจะแว่นสั้น หรือ แว่นยาว เสียอย่างเดียวไม่ได้สระผมไปสามวัน เพราะห้ามตาโดนน้ำ แต่ถ้าทนไม่ได้ก็จะไปสระผมที่ร้าน แล้วเอาผ้าปิดตาไว้  

ขอเชียร์ทุกท่านที่มีปัญหาสายตา
เข้าไปดูที่ http://www.lasikthai.com/th/treatment/ReLEx/default.php นะฮะ 
แล้วถ้าพี่น้องผู้ใดจะทำข้าพเจ้ายินดีให้เบอร์คุณแหม่มที่จะสามารถดูแลท่านเหมือนญาติมิตร 

โลกมันช่างสดใสเจงเจงท่านผู้ชม

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

อย่างก


คนเราที่ถูกหลอก..ล้วนแต่เพราะความงก
อยากได้
อยากมี
อยากได้มาก
อยากได้มากกว่า
อยากได้เปรียบ

เงินสำคัญ...แต่ไม่สำคัญไปกว่าความสัมพันธ์ที่ยืนยาว

use your own wings


บางคนน่าสงสาร ต้องพึ่งพาคนอื่นร่ำไป
จนเป็นนิสัย
จนเสียนิสัย
นานไป..กลายเป็นเป็นการเบียดเบียนทั้งตัวเองและคนอื่น
โดยไม่รู้ตัว หรือ รู้ตัว..แต่..มันสบาย
ประมาณอิ่มจัง..ตังค์อยู่ครบ

มีปีก..ใช้ปีก
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน