วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559

คนน่าเบื่อ...จงหมดไป..

คนน่าเบื่อ...จงหมดไป..
1. คิดว่าตัวเอง คือ เป็นศูนย์กลางจักรวาล
พูดถึงแต่เรื่องของตัวเองบางทีก็รู้ตัว บางทีก็ไม่รู้ตัว มันทำให้ละเลยสิ่งที่คนอื่นอยากจะพูด มีความคิดที่ว่าเรื่องของตัวเองเท่านั้นที่สำคัญและคอยทวงถามแต่ความสำคัญของตัวเอง คงต้องเปิดโอกาสให้คนอื่นเขาบ้างจะน่ารักขึ้น
2. สนใจแต่สิ่งที่เห็น
ให้ความสำคัญแต่รูปลักษณ์ภายนอก ทั้งๆที่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ใช่ทั้งหมดของความงาม เพราะความงามที่แท้มาจากภายในจิตใจ ว่างๆลองส่องกระจกแล้วมองให้ลึกลงไปถึงข้างใน อาจเห็นในสิ่งที่ตามองไม่เห็น แต่รู้ได้ด้วยใจ
3.ต้องได้ก่อน ต้องที่หนึ่งตลอด
แข่งขันตลอดเวลา ขวนขวายจะเหนือกว่าคนอื่นอยู่เสมอ คนอยู่ใกล้จะเหนื่อยมาก ควรแคร์คนอื่นมากกว่านี้ หัดให้กำลังใจกันบ้าง ไม่ใช่ยกตนข่มท่านตลอด
4.ตาถั่ว..เห็นมิตรเป็นศัตรู
ความต้องการจะแข่งดีแข่งเด่น ทำให้มืดบอด แทนที่จะดูแลกัน กลับจ้องจะแทงข้างหลัง เพื่อนไม่ใช่ศัตรู เพราะเราเป็นทีมเดียวกัน
5. ฮิตเลอร์กลับชาติมาเกิด
ชอบออกคำสั่ง อย่าลืมว่าทุกคนควรจะเท่าเทียมกัน หากคุณตัดสินใจอะไรต่างๆที่เกี่ยวกับกลุ่มของคุณด้วยตัวคนเดียวเสมอ การออกคำสั่งและพยายามควบคุมสิ่งที่คนอื่นกำลังทำตลอดเวลา มันน่าเบื่อ
7.ไม่แมนเลย
ไม่ซื่อสัตย์ โกหกกันบ่อยๆ ผิดก็ไม่ยอมรับ อย่าลืมว่าความซื่อสัตย์ ความจริงใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการผูกมิตรและสร้างความไว้วางใจกับผู้คน
8.ไม่ละเอียดแล้วยังหยาบ
ไม่สุภาพ ชอบเสียดสีหรือทำให้คนอื่นขายหน้าความเห็นหยาบคาย นึกว่าเจ๋ง ให้เลิกซะ เพื่อนเบื่อและจะโดนทิ้ง คนเราย่อมไม่เห็นด้วยกับความเห็นของคนอื่น แต่มันไม่จำเป็นที่ต้องหยาบต่อความเห็นต่าง
9. ง่อยตลอดชาติ
เป็นคนพึ่งพาไม่ได้ แต่กลับขอความช่วยเหลืออยู่เสมอ ทีคนอื่นเดือดร้อนกลับเฉยๆ ใครก็พึ่งพาไม่ได้ แบบนี้ไม่น่าคบ เอาแต่ขอความช่วยเหลือคนอื่นแต่ไม่เคยเสนอตัวเพื่อช่วยเหลือใครเลย ไม่ไหวจะเคลียร์นะ
10. คิดติดลบ
มองโลกในแง่ร้ายเสมอ คิดและพูดแต่เรื่องแย่ๆ อยู่ด้วยแล้วเซ็ง หัดมองอะไรสวยงาม บวกๆบ้าง

วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ใช้ “เวลา” ให้ดี

ใช้ “เวลา” ให้ดี

- ทุกคนมีช่วง “องค์ลง” มีพลัง สมอง สมาธิสุดสุดอยู่วันละ 1-2 ชั่วโมง ใช้ prime time ให้เต็มประสิทธิภาพที่สุด ไม่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ หรือ สิ่งล่อใจ
- ดูแลร่างกายให้ดี สมองจะทำงานได้ดี ร่างกายต้องอยู่ในสภาพที่ดี คนที่อดนอนไม่สามารถทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพได้
- โฟกัสและทำงานเป็นเรื่องๆ ไป จัดไปเลยว่าจะทำอะไรและใช้เวลาเท่าไหร่ ในวันหนึ่งจะมีของที่สำคัญจริงๆ ที่จะส่งผลต่อ performance กว่า 90% ไม่เกิน 5 อย่างลองทำรายการมาแล้วเลือกที่สำคัญจริงๆ 5 อย่าง ทำก่อน ถ้าไม่เสร็จอย่าเพิ่งทำอย่างอื่นในรายการที่เขียน
- แบ่งเวลาและเคารพเวลาที่แบ่งไว้ด้วย ถ้าทำไปแล้วมันเกินเวลา เช่น แบ่งว่าจะประชุมหนึ่งชั่วโมง เมื่อครบหนึ่งชั่วโมงให้ลุกเลย ทำแบบนี้ให้เป็นนิสัยแล้วจะเป็นคนที่บริหารเวลาได้ และทำไปนานๆ ในที่สุดทุกอย่างจะจบตามเวลาที่ต้องการไปเอง
- ดูแลทีมงานและระบบการทำงานให้ดี ดูแลคนที่อยู่รอบข้างให้ดีๆ ทีมงานของเราคือการขยายความสามารถในการทำงานของเรา

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

คิดวันละอย่าง # 94

การให้ที่เรารู้สึกดี...แต่ไม่เกี่ยวกับคนที่ได้รับ

ไปอ่านเจอคำว่า “warm glow” มาเป็นศัพท์ที่นักเศรษฐศาสตร์ James Andreony ตั้งความรู้สึกนี้ว่ามาจากการที่คนเราช่วยเหลือผู้อื่นเพราะว่าตัวเราเองรู้สึกดีไปกับ “การให้โดยเรา” ไม่ใช่แค่ช่วยเพราะว่าเขากำลังได้ประโยชน์   มันเป็นความรู้สึกดี อุ่นใจกับตัวเอง งานวิจัยจากนักวิชาการหลายสำนักชี้ว่าคนส่วนมากไม่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นหรือว่า “ทำดี” เพราะว่าเราจิตใจดี เป็นพ่อพระแม่พระหรือหวังดีล้วน ๆ  แต่เป็นการช่วยผู้อื่นเพราะเราอาจแคร์ทั้งคนที่เราช่วย ต้องการให้เขาดีขึ้น และยังแคร์ตัวเราเองด้วยเพราะมันรู้สึกดีในหัวใจ มีความภูมิใจในตัวเอง บางทีเลยเถิดไปตอบสนองความเหนือกว่าคนอื่นแบบพวกอีโก้สูงก็มี  อันนี้เป็นธรรมชาติความเห็นแก่ตัวของคนล้วนๆ ที่ต้องการให้ตัวเองรู้สึกดี จะเห็นจากเวลาบริจาคเงินทำบุญ ต้องมีชื่อตัวเองลงไปด้วย หรือแสดงความใจบุญโดยโพสความดีความงาม การทำบุญ บริจาค ให้ทานลงในสื่อต่างๆ ให้คนอื่นรับรู้...ก็มันรู้สึกดี มี “warm glow” 

ซึ่งมันก็ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่ต้อง “รู้จัก” “รู้ใจ” ตัวเองมากขึ้นด้วยว่า...ไม่ได้มีใจบริสุทธิ์ล้วนๆ มันยังอยากให้ตัวเองรู้สึกดี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนที่เสียสละเพื่อคนอื่นแท้จริงอยู่บนโลก มันมีอยู่จริง แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ คงต้องถามตัวเองบ้าง เวลาให้อะไรใคร...เรารู้สึก “warm glow” ด้วยไหม แค่อย่าเข้าใจผิดไปว่าตัวเองเป็นแม่พระผู้ให้ หรือหวังดีแบบไม่มีอะไรเจือปน !! 

ในบทความเรื่องนี้พูดถึงชาวอเมริกันที่มักจะถูกชาวโลกประนามว่าเป็นชาติที่เอาแต่ได้นั้น ในปีค.ศ. 2015 บริจาคเงินรวมแล้วเกือบเท่า GDP ประเทศไทย จากการจัดอันดับของ World Giving Index โดย Gallup World Poll ที่สำรวจพฤติกรรมการให้หรือการช่วยเหลือเพื่อนร่วมสังคม อเมริกันติดอันดับหนึ่งหรือสองพอๆกับพม่าเพื่อนบ้านเรามาตลอด ส่วนไทยเราอยู่อันดับที่ 19  ไม่ว่าจะรู้สึก “warm glow” แค่ไหน กลุ่มประเทศที่เห็นกันว่าใจบุญก็มีทั้งประเทศที่รวยจัดกับจนสุดปนกันไป   “warm glow” จึงไม่ได้เป็นเรื่องของฐานะแต่อย่างใด มันเป็นเรื่องธรรมชาติของคนที่ยังแคร์ภาพลักษณ์ของตัวเองโดยมีบรรทัดฐานทางสังคมที่กำหนดให้คนไม่ดูดาย ต้องช่วยเหลือเพื่อนที่ตกทุกข์ได้ยากเป็นกรอบเป็นธรรมเนียมการปฎิบัติมาโดยตลอด 

ที่ว่ามานี้ไม่ได้ต่อต้าน “warm glow” แต่อย่างใด เพราะอย่างน้อยมันทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นจากการช่วยเหลือกันและกัน ไม่ว่าจะมาจากการทำให้ตัวเองรู้สึกดี ได้หน้าหรือไม่ก็ตาม แต่ผลมันเกิดแล้วและคนรับก็ได้ประโยชน์ สบายขึ้นกว่าเดิม



เหมือนใจดี...แต่ยังร้าย เหมือนใจร้ายแต่ก็ยังดี !!


วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อย่าตามน้ำ...มันแปลว่าเราไม่คิด !!


มีสมอง...ต้องคิด...
คนเรามีสมองสองซีกใช้ให้สมดุล ใช้ให้คุ้ม โดยเฉพาะเวลาจะวางแผน ลองพิจารณาความเป็นจริงของเรื่องสมอง แล้วลองคิดดูว่าเราใช้มันเต็มที่แล้วหรือยัง และใช้มันอย่างไร 

สมองซีกซ้ายควบคุมดูแลพฤติกรรมของคนในเรื่องต่างๆ ต่อไปนี้
1. การคิดในทางเดียว ( คิดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง)
2. การคิดวิเคราะห์ ( แยกแยะ)
3. การใช้ตรรกศาสตร์และการใช้เหตุผลเชิงคณิตศาสตร์
4. การใช้ภาษา มีทั้งการอ่านและการเขียน
คือว่า...สมองซีกซ้ายจะควบคุมดูแลพฤติกรรมคนที่เกี่ยวกับการใช้เหตุผล การคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นลักษณะการทำงานในสายทางวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ และยังเป็นตัวควบคุม การกระทำ การฟัง การเห็นรวมถึงการสัมผัสของร่างกายทางซีกขวาด้วย

สมองซีกขวาควบคุมดูแลพฤติกรรมของคนในเรื่องต่างๆ ต่อไปนี้
1. การคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking )
2. การคิดแบบเส้นขนาน ( คิดหลายเรื่อง แต่ละเรื่องจะไม่เกี่ยวข้องกัน)
3. การคิดสังเคราะห์ ( สร้างสิ่งใหม่)
4. การเห็นเชิงมิติ ( กว้าง ยาว ลึก)
5. การเคลื่อนไหวของร่างกาย ความรัก ความเมตตารวมถึงสัญชาติญาณและลางสังหรณ์ต่าง ๆ
แปลว่าสมองซีกขวาควบคุมดูแลพฤติกรรมคนที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ จริยธรรม อารมณ์ ซึ่งเป็นลักษณะการทำงานในสายศิลปศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ และยังเป็นตัวควบคุมการทำงานของร่างกายทางซีกซ้ายด้วย

คำถาม คือ ใช้สมองซีกไหนมากกว่ากัน ดูใน 4 ข้อของสมองซีกซ้ายและ 5 ข้อของสมองซีกขวา เราหนักไปทางไหน พิจารณาแล้วก็ไปปรับปรุงการใช้ซีกที่ไม่ค่อยได้ใช้ให้มันสมดุล ร่างกายจะได้แข็งแรงทั้งสองซีก

และที่สำคัญ...จะได้ไม่ต้องตามคนอื่นเหมือนปลาที่ตาย มันลอยตามน้ำ ไม่มีวันจะคิดอะไรออก... ยังหายใจอยู่ต้องเป็นปลาเป็น !!

นำเสนออะไร...อย่าให้ยื้ดเยื้อ


การสร้างความเชื่อถือในการนำเสนออย่างหนึ่ง คือ พูดตรงประเด็น กระชับ เข้าใจง่าย ออกมาจากใจ ง่ายๆ คือ ต้องรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และวัตถุประสงค์การนำเสนอต้องชัดเจน การพูดยาวไม่ได้แปลว่าทรงภูมิ การอธิบายยืดยาวไม่ได้แปลว่ารู้จริง หรือเก่งกว่าคนอื่น 

มันมีเทคนิคหนึ่งที่เรียกว่า Elevator Pitch คือ การพูดคุย หรืออธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่งภายในหนึ่งนาที บางคนมีการพูดที่มีเสน่ห์มากขนาดที่ทำให้ใครก็ได้สนใจตัวเองได้ภายในช่วงเวลาแค่ในลิฟท์ ในล็อบบี้ หรือบังเอิญเจอกันตรงทางเดิน มันต้องรู้วิธีที่จะทำให้เป็นที่น่าสนใจขึ้น หรือแม้แต่การเจอคนถูกใจที่ตามหามาทั้งชีวิต มันต้องมีคำพูดที่ชาญฉลาดที่จะทำให้คนต้องย้อนกลับมาหาเราอีกครั้ง ประมาณนั้น 

การพูดแบบนี้ได้ไม่สามารถใช้อะไรที่ยื้ดเยื้อได้ มันต้องพูดแล้ว "โดน" เท่านั้น การประชุม การทำงานก็เช่นกัน อธิบายซ้ำซ้อนไม่ได้ช่วยให้มีเสน่ห์มากขึ้น ตรงกันข้าม...ผู้คนจะรู้เลยว่าเรา "ไม่คม"

ดังนั้น...ไปหาแรงบันดาลใจจากหนังสือดี ๆ หรือภาพยนตร์ การค้นพบใหม่ ๆ สิ่งประดิษฐ์ที่น่าสนใจเหล่านี้จะให้ข้อมูลที่จะช่วยในการโต้ตอบกับคนอื่น ๆ อย่างมีไหวพริบ คิดเรื่องดีดีได้ฉับไว ดูข่าวและรับทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกซะบ้าง หัดอ่านหรือค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่เคยสนใจดูบ้าง !!

การใช้คนให้ถูกกับงานขึ้นอยู่กับแนวคิดที่ถูกต้องของผู้นำ !!


ขงจื้อว่า “ต้องใช้คนให้ถูกกับงาน Put the right man on the right job” คนเป็นผู้นำต้องชาญฉลาดในการมองเห็นว่างานชนิดใดเหมาะกับคนประเภทใด โดยดูจากบุคลิกภาพ อุปนิสัย ทักษะ และศักยภาพ แต่ปัญหาก็คือการใช้คนให้ถูกกับงานนั้นผู้ใช้จะต้องเป็นผู้ซึ่งเหมาะสมกับงานตั้งแต่ต้นจึงจะสามารถเลือกคนที่เหมาะสมกับงานมาช่วยบริหารจัดการได้

ถ้าเป็นกรณีซึ่งผู้อยู่ในฐานะที่จะใช้คนให้ถูกกับงานเป็นคนที่ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการที่อยู่ในฐานะเลือกคนเข้ามาทำงาน คำถามนี้ก็จะเป็นหมัน คือว่า "ใช้คนให้ถูกกับงานน่ะใช่ แต่ถ้าคนที่อยู่ในตำแหน่งที่จะเลือกใช้คนให้ถูกกับงาน...เป็นคนที่ไม่ใช่ล่ะ" 

Put the right man on the right job, yes. But what if the man who is in a position to put the right man on the right job is the wrong man himself !!
อะไรจะเกิดขึ้น...ตอบ !!

ถามหาความรับผิดชอบ !!


รู้ไหมว่าทำไมเราเจอแต่ปัญหา...เจอแต่ความลำบาก และเจอกับปัญหาต่าง ๆมากมายที่ต้องแก้ไม่หมดไม่สิ้น ตั้งแต่ปัญหาเล็ก ๆ ไปจนถึงปัญหาใหญ่ ๆ ล้วนมีต้นเหตุมาจากความรับผิดชอบทั้งนั้น ปัญหาหลาย ๆอย่างเกิดจาก “ความไม่รับผิดชอบ” องค์กรไหนได้คนไม่มีความรับผิดชอบมาทำงาน ก็จะเจอแต่ปัญหา โดยเฉพาะปัญหาเดิมๆซ้ำซาก 

ส่งงาน...ทำงานไม่ได้ตามเวลาที่กำหนด
งานห่วย..งานทำแค่เสร็จ
งานไม่สำเร็จตามเป้าหมาย

คำว่า “รับผิดชอบ” นั้น...ทุกคนรู้จักคำนี้ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้
ความรับผิดชอบเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตในทุกเรื่อง !!
ไม่มีคนที่ประสบความสำเร็จโดยไม่มีความรับผิดชอบ
การเป็นคนมีความรับผิดชอบนั้น ไม่ได้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่มันเป็นคุณสมบัติที่พัฒนาขึ้นมาจากการมีวุฒิภาวะในตัวเองที่มากขึ้น ไม่ว่าจะพัฒนามาจากรูปแบบของการรับผิดชอบต่อครอบครัว จากการทำงาน หรือจากการทำธุรกิจ ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติส่วนบุคคลที่สำคัญอยู่ในอันดับต้นๆ ที่ควรมี ไม่ว่าทำอะไรก็ตาม

ชีวิตจะดี งานจะดี สังคมจะดี ถ้าหากเราทุกคนมีความรับผิดชอบ รู้จักภาระหน้าที่ของตัวเอง
เพราะว่า....ความรับผิดชอบก่อให้เกิดงานที่ดี
เพราะว่า....คนที่มีความรับผิดชอบจะมีชีวิตที่ดี

คนใดไม่มีความรับผิดชอบ คนนั้นคบไม่ได้
เพราะไม่ละอายที่จะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น 
...และไม่ต้องการพัฒนา

ใครไม่ส่งงานตามเวลา ทำให้การจัดการของคนอื่นลำบาก...มันแปลว่าคบกันไม่ได้แล้วนะ !!