วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556

คิดเงียบๆไป..


เท่าไหร่จึงจะพอ
เท่าไหร่จึงจะพอ
เท่าไหร่จึงจะพอ
เท่าไหร่จึงจะพอ



ความสุขง่ายๆ


ชีวิต..ไม่ควรทำให้มันยุ่ง
อยู่เท่าที่มี ดีเท่าที่ได้ ใช้เท่าที่จำเป็น

ทำไมคนชอบ "จิกกัด"



เคยโดน "จิก" ไหม...รู้สึกแย่ไหม... เจ็บปวดไหม...


จริงๆแล้วเราไม่ควรรู้สึกไม่ดี ไม่ควรรู้สึกแย่นะ คนที่ควรรู้สึกแย่ คือ คนที่ชอบจิก ชอบวิจารณ์คนอื่นเจ็บๆต่างหาก 

แล้วทำไมคนถึงชอบทำร้ายคนอื่นด้วยคำพูด... คนธรรมดาทั่วไปเขาก็พูดกันดีดีทั้งนั้น คนผิดปกติเท่านั้นที่ชอบเสียดสีชาวบ้าน จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แล้วบางทีก็รู้นะว่าคำพูดจะทำให้คนอื่นเจ็บปวด แต่ก็ยังทำ คนจำพวกนี้ต้องการความช่วยเหลือด่วน จะช่วยได้คงต้องมาพิจารณา 3 เรื่องให้เข้าใจ

1. จิกกัด เสียดสีเพราะความโกรธ: ลองคิดดูเวลาที่เราโกรธ เราก็มีความคิดลบๆ แย่ๆ เกิดขึ้นมาทันใดเหมือนกัน และอยากปล่อยมันออกมาทันที คนที่ชอบการ "จิก" ชาวบ้านก็เช่นกัน คาดว่าคงโดน "ความโกรธ" หลอกหลอนมาจากประสบการณ์ในอดีต และยังหลอนไม่เลิกจนถึงปัจจุบัน อารมณ์จึงแปรปรวนอยู่ตลอด ไม่พอใจกับคน กับสถานการณ์อยู่เป็นประจำ อะไรก็ไม่ดี อะไรก็ไม่ได้ เวลาเจอคนที่ขวาง หรือทำไม่ถูกใจก็จะ "จิก" อยู่นั่นแหละ ไม่เลิกสักที คนพวกนี้มีชีวิตที่น่าสงสาร เพราะอยู่กับเรื่องเศร้าหมอง ตรอมตรมอะไรก็ไม่รู้มาเป็นเวลานาน ตั้งหน้าตั้งตาโทษคนอื่นเสมอเพราะโกรธมาแต่ชาติที่แล้ว 

2. จิกกัดเพราะไม่สมใจในวัยเด็ก : พวกชอบจิกกัด เสียดสีคนอื่นนั้น คาดว่ามีวัยเด็กที่รันทด เจอคนทำไม่ดีไว้มาก มันจึงกลายเป็นการพัฒนาตัวแบบความคิดเชิงลบจาก negative unconscious สะสมกันมา และคิดว่าตัวเองต้องเหนือกว่าที่ beat คนอื่นด้วยคำพูดแสบๆได้

3. จิกกัดเพราะไม่มีความมั่นใจ : ความแตกต่างของคนที่มั่นใจกับไม่มั่นใจ คือ แนวคิด ฝ่ายแรกภูมิใจ พอใจในตัวเอง ในขณะที่ฝ่ายหลังก็จมอยู่กับการตกต่ำทางความคิด จิตใจเลยเต็มไปด้วยความคิดเชิงลบและผลักดันออกมาในรูปแบบการ "จิก" คนอื่นรอบตัวทุกครังที่มีโอกาส...เวรกรรม!!

รู้แบบนี้แล้วยังรู้สึกแย่อยู่หรือเปล่า ? 

ที่อรรถาธิบายมาก็เพื่อให้เรารู้ว่าคนที่ชอบจิก ชอบกัด ชอบเสียดสีคนอื่นนั้นเป็นคนที่ได้รับการทำร้ายทางอารมณ์มามาก ไม่มีความมั่นใจและระดมความโกรธทั้งโลกมาไว้กับตัว ดังนั้นเราคงต้องสงสารมากกว่าที่จะมารู้สึกไม่ดีกับคนพวกนี้ เพราะเขาคงแย่กว่าเรามากมายนัก คงไม่มีความสุขในชีวิต 

ถ้าอยากช่วยจริงๆ ต้องเสี่ยงนะ ผลที่ได้กลับมาอาจหนักกว่าเดิม คือ จะยิ่งโกรธเรา แต่ถ้ามีเมตตามหานิยมก็น่าลอง คือ จูงกันไปให้ถึงรากเลยว่าเกิดอะไรขึ้นในชีวิต ที่เป็นโรคกัด โรคจิก โรควิจารณ์ชาวบ้านเจ็บๆนี้มันมาจากสาเหตุไหนกันแน่ ให้ทบทวนดูดีดี เมื่อรู้สาเหตุก็แก้ไขได้ 

ว่าแต่...กล้าเอากระพรวนไปผูกคอแมวไหม ? ถ้าทำได้ก็อนุโมทนาสาธุด้วยคน 

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

ทำไมคนจึงเห็นแก่ตัว


คนเห็นแก่ตัว คือ คนที่อ่อนแอและกลัวการสูญเสีย ดูได้จากการที่อะไรก็ต้องก่อนคนอื่น เป้าหมายตัวเองต้องมาก่อน ทั้งๆที่บางทีคนอื่นต้องการความช่วยเหลือ เดือดร้อนมากกว่า มีความจำเป็นมากกว่า 

อะไรที่มันทำให้คนเห็นแก่ตัวอย่างนั้น
ทำไมบางคนใจดี..ให้คนอื่นมากกว่าในขณะที่บางคนไม่ยอมเสียอะไรเลย

มันเป็นเรื่องเดียวกับการรักตัวเองหรือเปล่า..บอกได้เลยว่า ไม่ใช่ คนที่เห็นแก่ตัวนั้นไม่ได้รักตัวเอง แต่เป็นคนที่กลัวว่าตัวเองจะไม่ได้ จะไม่มี เป็นคนอ่อนแอ กลัวเสียเวลา กลัวเสียเงิน กลัวเสียการควบคุมชีวิตตัวเอง จึงทำทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองรอด ตัวเองได้มากกว่าชาวบ้าน เผลอๆต้องได้ดีที่สุด มากที่สุดโดยไม่แคร์ว่าใครจะเดือดร้อนยังไง

คนที่มั่นใจตัวเอง...จะไม่เห็นแก่ตัว จะรู้ว่าการช่วยเหลือคนอื่นที่ต้องการความช่วยเหลือ มันไม่ได้ทำให้ชีวิตเสียเวลาขนาดนั้น มันไม่ได้รบกวนตารางชีวิต ตรงกันข้าม คนเห็นแก่ตัว แม้แต่เวลาน้อยนิดก็จะไม่ยอมเสียให้ใคร เพราะไม่มั่นใจตัวเองว่าจะคุมอะไรได้ ถ้าให้คนอื่นไป จะรู้สึกไม่ปลอดภัยตลอดเวลา กลัวไปหมด กินก็กลัว นอนก็กลัว เข้าห้องน้ำยังกลัวเลย

ความน่าสงสารของคนเห็นแก่ตัวอีกประการ คือ ไม่เคยสมหวังกับเป้าหมายจริงๆของตัวเอง จึงคิดว่าทำไมต้องสละทรัพยากรต่างๆที่มีอยู่ให้คนอื่น

จะเลิกเห็นแก่ตัวได้คงต้องเข้าใจก่อนว่า มัน คือ จุดอ่อนของชีวิต อะไรทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากการเห็นแก่ตัวของเรามาจากความอ่อนแอ มาจากความรู้สึกไม่ได้ ไม่โดนอยู่ตลอดเวลา ควรกลับมาเรียนรู้ที่จะวางแผน วางเป้าหมายกันใหม่ให้ชัด เพื่อจะได้มั่นใจ เมื่อมั่นใจว่าจะจัดการชีวิตได้ดี ความเห็นแก่ตัวก็จะน้อยลง

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

เหตุผลที่คนไม่รู้ตัว..ไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต


1. การมีชีวิตแบบ outside in ไม่ใช่ inside out

มันเป็นบรรทัดฐานของสังคมที่หลอมให้เรามองคนอื่น ต้องส้มพันธ์กับคนอื่นจนทำให้การหันกลับมามองตัวเองมันเหลือที่ว่างน้อยนิด หรือถ้าโชคร้าย หาไม่เจอเลย ส่วนใหญ่ทำอะไรไปก็เพื่อให้เกิดการยอมรับจาก..คนอื่น เราเลยไถลเลื่อนไปสู่โหมดชาวบ้านแบบห้ามไม่อยู่ ลองคิดดูนะ ทุกวันนี้มีชีวิตตาม script คนอื่นหรือเปล่า

2. เลือกอาชีพเพราะความเหมาะสม ไม่ใช่ความชอบ

สังคมมี checklist ให้เรา.. เราก็ขีดถูกไปตามนั้น เช่น เรียนจบมหาวิทยาลัย แต่งงาน มีลูก มีอาชีพดีดีจนเกษียณ จบข่าว เรื่องนี้เป็นเหมือนกฎเหล็กที่คนต้องทำตาม แต่มันไม่ใช่เป้าหมายจริงๆในชีวิต เราละเลยเสียงเล็กๆที่ร้องอยู่ข้างในตัวตน เราขลาดเกินกว่าที่จะมองตัวตนจริง เรากลัวโง่ กลัวเสี่ยง กลัวว่าจะก้าวไปสู่ความไม่รู้ จนต้องเลือกทำตามสังคมแบบเติมคำลงในช่องว่าง แทนที่ของการเขียนเรื่องราวให้ตัวเอง ส่วนใหญ่คนจบลงที่อาชีพตามรายการของสังคมที่บอกให้เราทำ ไม่ใช่ที่อยากทำ Let Your Life Speak !!!

3. การไม่ยอมรับ "ความเงียบ"

เราอยู่ในสังคนที่ไม่ให้คุณค่ากับ "ความเงียบ"
แต่ให้คุณค่ากับ ACTIONs !!

มันอันตรายนะ ถ้าไม่ "อยู่เงียบๆ" บ้าง อีโก้มันจะมาครอบเบ็ดเสร็จ เราจะคิดว่าอีโก้นั้น คือ จุดหมายในชีวิตเรา เรามีชีวิตที่ดีแล้ว so what !!

ความเงียบจะทำให้เรามีโอกาสถามตัวเองเกี่ยวกับชีวิต ในความเงียบมันเป็นการประมวลข้อมูลชีวิตที่ผ่านมา ที่สามารถสรุปเป็นบทเรียนให้ตัวเอง มองเห็นตัวตนแท้จริงชัดขึ้น ไม่อย่างงั้นก็จะประมาณว่า ตื่น แต่งตัว กินข้าว ไปทำงาน เลิกงานกลับบ้าน ดูทีวี แล้วนอน..วนเวียนไปอยู่แบบนี้ทั้งปีทั้งชาติ แล้วเมื่อไหร่จะมีชีวิต..ชีวิตของเราจริงๆ

4. การรังเกียจด้านมืดของตัวเอง

Carl Jung นักจิตวิทยาเรียกด้านมืดว่า "เงา" คือ มันไม่ไปไหน อยู่กับเรานี่แหละ และที่สำคัญเราไม่อยากให้ใครเห็นเพราะมันเป็นข้อด้อย ความล้มเหลว หรือเป็นความเห็นแก่ตัวที่ซ่อนไว้ เราซ่อนมันไว้ก่อนที่คนอื่นจะเห็น อย่าลืมว่าไอ้ด้านมืดนี่แหละที่ช่วยสอนเราได้ดี ช่วยให้เรามีจุดมุ่งหมายในชีวิต ถ้าเรายอมเปิดใจให้กับตัวเองในด้านมืดๆของตัวเอง เราจะพบว่าทิศทางการเติบโตที่สวยงามสำหรับชีวิต คือ อะไร อันนี้ต่างหากที่เราต้องเรียนรู้ อันนี้ต่างหากที่จะฉุดเราออกมาจาก comfort zone ที่ทำลายตัวตนแท้จริงของเรา ยอมรับมันซะถ้าคิดว่าจุดมุ่งหมายในชีวิตคนมันสำคัญ

5. ความที่ต้องมีเหตุผลตลอดเวลา

คนเรานั้นเรื่องอารมณ์ สัญชาติญาณ จิตไร้สำนึก ความอ่อนไหว มีกันอยู่ทุกคน แต่เราไม่ค่อยฟังมัน เราเลือกจะอยู่กับเหตุผล เพราะเราคิดว่ามันปลอดภัย แต่ non-logical mind เป็นสิ่งที่ทำให้เรายอมรับกับการที่บางครั้ง..ชีวิตก็ไม่ได้มีทุกคำตอบ เราควรยอมให้ชีวิตมีความคลุมเครือบ้าง เพื่อนำไปสู่ "ความรู้สึก" feeling จริงๆ ลึกๆ ของเรา มันดีกว่าคำตอบที่ปรุงแต่งมากนัก

วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2556

ไม่ชอบ..แต่ต้องทำงานด้วยกัน!!


เป็นธรรมดาที่เราไม่สามารถเลือกทำงานกับคนที่ชอบได้ทั้งหมด ในทีมงานอาจมีคนศรศิลป์ไม่กินกัน แต่ไมได้หมายความว่าคนนั้นไม่มีประสิทธิภาพ การมีคนที่เห็นต่างจะก่อให้เกิดการฉุกคิด ไม่งั้นมันจะมีแต่ขุนคอยพลอยพยัก ซึ่ง Amy Gallo เขียนใน HBR Blog เกี่ยวกับการที่เราจะทำงานกับคนที่เราไม่ชอบได้อย่างไร ไว้ดังนี้

อย่าตั้งธงว่ามันต้องแย่ : จากมุมมองด้าน performance แล้ว การโปรดปรานคน ชอบคนที่ทำงานด้วยมากเกินไปนี่มันเป็นปัญหามากกว่าการที่เราชอบน้อย หรือ ไม่ชอบเสียอีก เพราะคนถูกใจก็จะไปตามน้ำเรา ดีกับเรา ไม่มีการส่งสัญญาณ bad news !! ให้กันเลย หนักข้อกว่าเยอะ

มองตัวเอง : แทนที่จะคิดว่าทำไมคนนี้มันน่ารำคาญ ให้หันมาดูตัวเองว่าทำไมถึงรำคาญ เพราะเราเองที่สร้างปุ่มรำคาญ คนนั้นมันแค่กดปุ่ม ไม่ต้องไปหาหมอโรคจิตที่ไหน แค่ซื่อสัตย์ต่อการวิเคราะห์ตัวเอง เมื่อเราได้ข้อสรุปว่าทำไมแล้ว บางทีความรู้สึกไม่ชอบจะลดน้อยลงได้

คุมสีหน้าตัวเอง : อย่าทำหน้าหงิกหน้างอเวลาเจอคนไม่ชอบ มันจะไปกันใหญ่ มันแสดงออกชัดเกินว่าเรารังเกียจและไม่ยอมรับผลงานด้วย ไม่ใช่แค่ไม่ชอบคน หน้าที่ของเรา คือ ยุติธรรม fair play !!!

เอาอคติออกไป : แค่ถามตัวเองว่า นี่เราใช้มาตรฐานเดียวกันกับคนอื่นหรือเปล่า โดยเฉพาะเวลาประเมินผล หรือ ให้รางวัลการตอบแทน

ใช้เวลาอยู่กับคนที่ไม่ชอบมากขึ้น : อันนี้คงไม่อยากจะได้ยิน มันปวดใจ แต่ช่วยได้ มันอาจทำให้เราเข้าใจคนนั้นดีกว่าเดิม ยาแรงเท่านั้นที่จะทำให้การรักษาดีขึ้น !!!

เรื่องหญ้าปากคอกที่ทำให้องค์กรเปลี่ยน..ได้...หรือ..ไม่ได้


Organizational Change คือ การปรับวิถีการกระทำ ปรับใจคนอย่างขนานใหญ่ในองค์กร จึงต้องเน้น approach ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมอย่างจริงจัง อยากจะยกเรื่องที่ Morten T. Hansen ผู้เขียนหนังสือ Great by Choice ร่วมกับ Jim Collins พูดถึง Organizational Change ที่สะท้อนการผลักดัน ขับเคลื่อนองค์กรในด้านที่ผู้บริหารส่วนใหญ่ละเลย เพราะมัวไปมุ่งทำแผนหรือมุ่งเน้นการสัมมนาฝึกอบรม หรือแม้กระทั่งดูงานบวกไปเที่ยว ( ฮา) มีสามเรื่องหลักที่ต้องทำเพื่อให้คนเปลี่ยนพฤติกรรม

1. แสดงภาพให้ชัด
Hansen ยกตัวอย่างตอนที่ Jamie Oliver คนที่เป็น celebrity chef ต้องการเปลี่ยนนิสัยการกินของเด็กนักเรียนในอเมริกา โดยใช้ภาพรถขนของขนาดใหญ่บรรทุกไขมันสัตว์มาเต็มลำ คือ มันน่าเกลียดมาก ดูไม่จืด ดูทุเรศมากๆ เพียงรูปเดียวมาดึงดูดความสนใจ เห็นแล้วเด็กอึ้งไปเลย ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงต้องใช้เรื่องราว ใช้ภาพ ใช้การเปรียบเทียบ ใช้รูปธรรมแสดงถึง ugly image ของ 'where we are now' ประกบไปกับภาพที่เป็น better vision ของความรุ่งเรืองเฟื่องฟูสดใสในอนาคต ให้มันจะจะกันไปเลย

2. สร้างสถานะการณ์
จริงอยู่ว่า...หากต้องการเปลี่ยนคนให้กินอาหารสุขภาพ เราอาจให้ความรู้เกี่ยวกับพวก healthy food แต่นั่นไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนมากนัก ที่ทำได้ คือ จัดใหม่ จัดเต็มไป เปลี่ยน physical flow ให้ได้แบบที่ Google ทำ คือ ใช้การเข้าคิว จัดวางอาหารใน cafeteria ใหม่ เอา salad bar มาไว้ข้างหน้าสุด เพราะคนมักจะหยิบ คว้าสิ่งที่มองเห็นก่อน เช่นเดียวกัน..ในองค์กรที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง แค่อบรมให้ความรู้ (แบบที่ทำๆกัน) มันไม่พอ มันไม่เปลี่ยน ต้องสร้างสถานะการณ์ เปลี่ยนโครงสร้างการทำงาน ทีนี้ไม่เปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน

3. รู้เวลากำจัดบางอย่าง
มีเรื่องที่น่าสนใจในหนังสือ In The Power of Habit ของ Charles Duhigg เขียนไว้เกี่ยวกับทหารยศนายพันที่ประจำอยู่ฐานทัพในเมืองเล็กแห่งหนึ่งของ Iraq ในช่วงสงคราม ผู้คนส่วนใหญ่ยังไปออกันอยู่ที่ร้านค้าในห้าง แม้แต่ตอนที่เกิดจลาจล การจะเคลียร์คนไม่ใช่เรื่องง่าย ส่งทหารเข้าไปจำนวนมากขึ้นก็ไม่ได้ช่วยอะไร ยิ่งวุ่นวายหนัก ผู้พันจึงให้ขนย้ายส่วนที่เป็นอาหารทั้งหมดออกไป มันแปลว่าเมื่อเราต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปตามแผน ไม่ยุ่งยาก ไม่วุ่นวาย ต้องเลือกกำจัดบางอย่างออกไป ทางจึงสะดวกขึ้น

ทั้ง 3 เรื่องเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมล้วนๆ ที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนแผนงานการเปลี่ยนแปลง อย่ามัวงมโข่งกับการคิดกลยุทธ์ จัดทำแผน จัดฝึกอบรมความรู้ซ้ำซาก พฤติกรรมไม่เปลี่ยน องค์กรก็ไม่เคลื่อน!!!